การเขียนนิยายสำหรับเด็กวัยเริ่มรุ่น
สลวย (คุปตาภา) โรจนสโรช
การเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทใด นิยาย สารคดี หรือวิชาการสิ่งที่จำเป็นต้องรู้อันดับแรกก็คือ
ผู้อ่านเป็นใคร จะต้องคำนึงถึงวัยวุฒิ ความสามารถในการอ่าน ว่ามีมากน้อยเพียงใด ในที่นี้จะเน้นแต่เพียงผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มรุ่น ระดับการศึกษาประถมปลาย และชั้นต้น ๆ ของระดับมัธยมต้น
ผู้เขียนรู้จักผู้อ่านวัยนี้มากน้อยเพียงใด
พวกเราที่เขียนหนังสือให้เด็กอ่านล้วนเป็นผู้ใหญ่ พยายามที่จะยัดเยียดสารพัดเรื่องที่เรานึกเอาเองว่าเขายังไม่รู้ และต้องการจะรู้ และคิดว่าเขาเป็นเด็ก ยังอ่อนประสบการณ์ ยังมีความคิดไม่กว้างไกลนัก เรื่องสำหรับเด็กอ่านจึงมักจะเป็นเรื่องเบา ๆ
เราลืมคิดไปว่า ปัจจุบันเด็กได้รับประสบการณ์จากโทรทัศน์ด้วยตา และจากวิทยุด้วยหู จากสื่อสารมวลชนนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นข่าว เป็นนิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ ประสบการณ์ที่เรารู้เขียนนึกว่าเด็กไม่มีนั้นเขามีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วมากมายจากสิ่งที่ผมพบเห็นด้วยตา ด้วยหูเหล่านั้น … และด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กพวกนั้นยังจะได้สำรวจพฤติกรรมของสังคมรอบตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอีกด้วย
อาจจะเป็นเพราะเราเข้าใจเด็กวัยเริ่มรุ่นนี้ผิด เราจึงมักเขียนเป็นทำนองเรื่องเบา ๆ เช่น เทพนิยาย ซึ่งก็มีเจตนาดีแฝงอยู่ นอกจากจะเป็นเรื่องเพลิดเพลิน ยังสอดแทรกจริยธรรมที่มักจะเป็นคนที่ทำความดีก็จะได้รับผลตอบแทนความดีจากเทพธิดา หรือเทวดาฟ้าดินอยู่เสมอ แต่เราลืมไปว่า เด็กจะเกิดจินตนาการว่าเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยมีเด็กคนไหนเห็นนางฟ้าหรือแม่มดในชีวิตจริง เด็กจะนึกเปรียบเทียบเอาว่านางฟ้านั้นคือคนสวยซึ่งแสนดี แม่มดคือยายแก่รูปร่างพิลึกแสนร้ายคนนั้น เราผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าจะให้เด็กมองเห็นตัวในเรื่องเทพนิยายนั้นอย่างไร เด็กวัยเริ่มรุ่นในปัจจุบันไม่ได้ฝันอย่างเพ้อเจ้อต่อไปอีกแล้ว ต้องการฝันในภาพที่ตนเห็นในชีวิตจริงรอบ ๆ ตัว
เมื่อเด็กไม่สามารถจะหาสิ่งที่เขาต้องการได้จากหนังสือที่เราเขียนเพื่อตัวเขาได้ เขาจึงพากันไปอ่านหนังสือสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ว่าวารสารหรือหนังสือนิยายเป็นเล่มทั่ว ๆ ไป เด็กก็จะพบแต่เรื่องของความรัก เรื่องระหว่างเพศ บางทีก็เรื่องลามก น้ำเน่าปิด ๆ บัง ๆ ทิ้งความฉงนฉงายให้แก่เด็กที่อยากจะรู้ อยากจะทดลองเนื่องจากพวกเขายังไม่มีวุฒิภาวะที่จะเข้าใจ ก็เลยเตลิดไปไกลจนผู้ใหญ่ตกใจ
ข้าพเจ้าคิดว่า เด็กวัยนี้ วันนี้ กำลังต้องการสำรวจสิ่งที่โลกหรือสังคมให้ได้ จนกระทั่งมาอยู่กับคนในบ้านหรือรอบบ้าน และก็ยังต้องการที่จะสำรวจแสวงหาสิ่งที่ต้องการให้กว้างไกลออกไปจากที่ได้พบเห็นจากสังคม พร้อมที่จะรับรู้และต้องการจะเผชิญกับความผันแปรที่จะเกิดต่อไป เรื่องสำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องเบา ๆ ผิวเผินต่อไปอีกแล้ว ผู้เขียนจะมามัวคิดว่า เรื่องโศกนาฏกรรมไม่ควรจะมาเป็นหนังสือสำหรับเด็ก อย่างเช่นเรื่องเพลิงไหม้จากรถบรรทุกแก๊ส เกิดอุปัทวเหตุที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เรื่องอย่างนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเด็กควรจะได้รับรู้ เด็กควรจะได้เห็นภาพอันน่ากลัวสยองขวัญ เป็นบทเรียนที่ประทับใจต่อไปในอนาคต หากผู้เขียนจะเขียนเรื่องนี้ ก็จะแทรกคำพูดของผู้ที่ได้พบเห็นหน้าในด้านของความประมาท อันเป็นสาเหตุอันตรายจากแก๊สอันเป็นวิทยาศาสตร์-วิชาการ ผลแห่งการสูญเสียในปัจจุบันต่อชีวิตมนุษย์และทรัพย์สิน และผลนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคตที่ผู้อ่านจะได้คิด อาจจะขมวดปมให้ตัวเอกในเรื่องเกิดตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก ถ้าเขามีอำนาจหน้าที่ หรือเป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจจะทิ้งปมให้เด็กคิดวาดภาพของผู้ที่ได้รับผลจากเหตุการณ์นั้น ถูกทอดทิ้งไว้ต่อสู้โลกตามลำพังเดียวดายเมื่อสิ้นพ่อแม่หรือผู้อุปการะในเหตุการณ์ครั้งนั้น แล้วพวกเขาที่อยู่ข้างนอกเหตุการณ์นั้นเล่าจะช่วยอะไรคนพวกนั้นได้บ้าง
เรื่องการฆ่ากันตายด้วยอาวุธ การสูญเสียสาเหตุจากการใช้อาวุธทำลายล้างกันให้เด็กได้รับรู้เป็นประสบการณ์ยังดีกว่าให้เด็กนึกว่า มันเป็นเรื่องเล่นกัน อย่างในภาพยนตร์จีน เด็กรู้ เด็กเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเล่น ๆ ไกลตัว จึงมาเอาอย่างด้วยการเล่นของเล่นที่ทำจากพลาสติก เอาปืนพลาสติกมายิงกันผลเป็นอย่างไรจริง ๆ เด็กวาดภาพไม่ออก หนักขึ้นอาจจะไปคว้าเอาปืนของพ่อแม่มาเล่นกัน ถึงขั้นนั้นก็สายเกินไป เขียนเป็นนิยาย ใช้ตัวเอกเป็นเด็ก หรือคนใกล้ชิดเด็ก ให้เป็นเรื่องที่เหมือนตัวผู้อ่านได้ประสบเข้ากับชีวิตจริงให้เกิดอารมณ์ไปกับพฤติกรรมในเรื่องเป็นบทเรียน แม้อารมณ์จะหมองไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าที่จะเกิดเรื่องจริงขึ้นกับชีวิตจริงของเด็กในอนาคต
ตัวละคร เรื่องที่จะกระทบเข้าไปให้ความสนใจแก่เด็กผู้อ่านคือ ตัวละคร มีความชัดเจน มีชีวิตชีวาที่เด็กผู้อ่านจะผูกเข้ามาถึงตนเองหรือผู้ใกล้ชิด ไม่ต้องไปบรรยายถึงลักษณะนิสัยรูปร่างหน้าตาชัดนัก เพียงแต่ให้ค่อยปรากฏจากพฤติกรรมหรือบทสนทนา หรือบทคิดคำนึง
บทสนทนา เด็กมักจะสนใจต่อจากพฤติกรรม บทสนทนาอาจจะโน้มน้าวให้รู้จักตัวละครดีขึ้น ให้เกิดความคิดคำนึง อันจะเริ่มขบวนการคิด
ความคิดของตัวเอก จะนำไปสู่กระบวนความคิดของผู้อ่านว่า ยังมีอะไรอีกที่ไม่ได้ปรากฏในเรื่อง ผู้อ่านเองคิดเหมือนตัวละครในเรื่องใหม่ ยังจะมีปัญหาอะไรต่อไปที่ตัวเอกในเรื่องจะต้องเผชิญ และเขาจะคิดแก้ไขอย่างไร ที่ไม่มีไว้ในนิยาย
พล็อต เหตุการณ์หลายอย่างที่ผู้เขียนอาจจะดึงที่เด่นและที่สำคัญมาเป็นพล็อตเรื่อง ในเรื่องสั้นนั้นมักใช้พฤติกรรมเดียว เน้นที่พฤติกรรมเดียวนี้นำไปสู่ความขัดแย้งของตัวละคร จะเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือระหว่างความคิด ฯลฯ ซึ่งความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดปัญหา และการแก้ปัญหา
แก่นหรือสารัตถะของเรื่อง ผู้เขียนต้องการจะพูดหรือให้อะไรแก่เด็ก ต้องการจะเน้นสาระนี้ให้แก่เด็ก จะเน้นในวิธีการของพฤติกรรม ไม่ได้เขียนออกมาเป็นข้อความเด่นชัด หรือจะเน้นในวิธีการผูกปัญหาและการแก้ปัญหา อยู่ที่ผู้เขียนต้องการจะทิ้งไว้ให้ผู้เพื่อเจริญรอย หรือเพื่อพัฒนาการต่อไปเมื่อผู้อ่านเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในวันหน้า
สิ่งที่ผู้เขียนทุกคนจะต้องตระหนัก ผู้เขียนหนังสือทุกคนจะต้องตระหนักว่า คนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะต้องรับผิดชอบในความเสื่อมหรือความเจริญก้าวหน้าของสังคม มิใช่จะตั้งหน้าสะท้อนสังคมอย่างเดียว การเขียนหนังสือจะเขียนเชิงทำลายสังคมก็ได้ โวหารของผู้เขียนนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้อ่านที่จะคล้อยตาม ดังนั้น เมื่อผู้เขียนยกย่องความล้มเหลวหรือความเสื่อมของสังคม คือสะท้อนแง่ลบของสังคมในเชิงยกย่อง ก็ย่อมจะทำได้ หรือจะสะท้อนทั้งแง่ลบและแง่บวกให้คนรู้จักคิด โดยการเปรียบเทียบก็ยังได้ ส่วนแง่บวกของสังคมก็มีมาก นักเขียนจะสะท้อนยกย่องให้แง่ดีก็จะช่วยสังคมดียิ่ง ข้าพเจ้าขอฝากไว้ว่าในฐานะที่เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เรารัก เราควรจะเลือกวิธีไหน
โดยเฉพาะผู้เขียนหนังสือเด็ก จะต้องขยายขอบฟ้าของวงความคิดเด็กให้กว้างออกไป นำพวกเขาไปสู่ขอบฟ้าที่สดใสด้วยความรู้ที่ก้าวหน้า ด้วยคุณธรรมต่อชีวิตที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมที่ตนสังกัด
ผู้เขียนหนังสือเด็กวัยรุ่น น่าจะมองโทรทัศน์ ซึ่งบางเรื่องเราอาจจะนำมาเขียนทำนองแก้ไข ชี้ให้เห็นทางถูกทางผิด บางเรื่องก็อาจจะช่วยเสริม เพราะในขณะที่เด็กนั่งดูโทรทัศน์เช่นละครบางเรื่อง ผู้ใหญ่มิได้นั่งฟังหรือชี้แจงให้เด็กเข้าใจ นักเขียนอาจจะช่วยเขียนเรื่องในทำนองเดียวกันแต่ตรงข้ามไปในทางบวกขัดแย้งหรือส่งเสริมละครหรือภาพยนตร์โทรทัศน์ได้ โดยช่วยกันเขียนเรื่องที่มีชีวิตชีวาให้เด็กผู้อ่านได้จินตนาการสวมตนเองเข้าไปมีบทบาทตื่นเต้น สนุกสนาน หรือเศร้าสลด ไปกับตัวละครในเรื่อง