สารคดี การเขียนเรื่องสั้น

การเขียนเรื่องสั้น

 

                                                                                    สลวย  (คุปตาภา)  โรจนสโรช

 

ครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ. 2519  ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากชมรมภาษาไทย  โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง  ให้ไปคุยกับนักเรียนในชมรมนี้เรื่อง  “วรรณคดีไทย”

พอเปิดรายการนักเรียนก็เริ่มเรื่องอย่างเผ็ดร้อนว่า  “วรรณคดีไทยนั้นน้ำเน่า”

ข้าพเจ้าพยายามใจเย็น  พูดว่า  “ค่ะ  เรามาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนดีไหมค่ะว่า  อะไรคือวรรณคดี  และอะไรที่เราเรียกกันว่าวรรณกรรม”

วรรณคดีในพจนานุกรมอธิบายว่า  เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี  ถ้าขยายความจากพจนานุกรมก็หมายความถึงว่า  หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าดีเชิงวรรณศิลป์ละมีค่าอยู่นานแสนนาน  ส่วนวรรณกรรมนั้นในพจนานุกรมแปลว่างานหนังสือ  อะไรก็ได้  ที่ได้รับการเรียบเรียงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร  แม้แต่ประกาศโฆษณา  ตำราเรียน  ฯลฯ  ก็เป็นวรรณกรรมทั้งนั้น  ดังนั้นวรรณคดีก็คือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าดี  จึงต้องมาพิจารณากันว่า  วรรณกรรมที่บางคนยกย่องว่าดี  หรือบางคนประณามว่าเป็นวรรณกรรมน้ำเน่านั้น  มีอะไรที่คิดว่าดี  มีอะไรที่คิดว่าเป็นน้ำเน่า

นักเรียนในชมรมนั้นเถียงว่า  “วรรณคดีที่นักเรียนเบื่อหน่ายนั้น  ไม่มีสาระ  แม้แต่นิทานยังมีสาระมากกว่า”

วันนั้นจึงต้องสนทนากันถึงเรื่องความหมายของคำว่า  “นิยาย”  และ  “นิทาน”  กันอีก  ความจริงคำสองคำนี้ในพจนานุกรม  แปลความหมายถึง  “เรื่องที่เล่ากันมา”  ตรงกับภาษาอังกฤษว่า  “tale”  ถือเป็นวรรณกรรมที่ประกอบด้วยตัวละครหรือเหตุการณ์  จะเป็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้  อาจเป็นเรื่องราวซุบซิบหรือโกหกก็ได้เช่นกัน

แต่ที่จริงแล้ว  คำว่า  “นิยาย”  ตรงกับภาษาอังกฤษว่า  “fiction”  เป็นวรรณกรรมที่ประกอบด้วยตัวละครและเหตุการณ์  (อุบัติการณ์)  จะเป็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้นั้น  จะต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดจากจินตนาการของผู้เล่าหรือผู้เขียน  เป็นเรื่องไม่จริง  ส่วนนิทานนั้นเป็น  “เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมา”  ที่นำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้น  ไม่มีส่วนใดที่เกิดจากจินตนาการของผู้เรียบเรียงเองเลย  เช่นนิทานพื้นบ้าน  เรื่อง  “ตาม่องล่าย”  เป็นต้น

“นิยาย”  ในทัศนของข้าพเจ้านั้น  เป็นวรรณกรรมที่ประกอบด้วยตัวละคร  และเหตุการณ์หรืออุบัติการณ์ทั้งหมดออกมาจากจินตนาการของผู้เขียน  หรือเหตุการณ์บางส่วนอาจจะไม่ได้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน  แต่ผู้เขียนก็นำมาผูกพันกับเหตุการณ์หรือตัวละครที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน

วรรณคดีที่เราเรียนกันหรือยกย่องกันนั้น  มีลักษณะผูกเรื่องเป็นนิยาย  เมื่อข้าพเจ้าใช้คำว่า  “เรื่อง”  ตามพจนานุกรมว่า  “เป็นภาวะ”  หรือ  “เนื้อหา”  ของสิ่งที่เนื่องมาจากข้อเท็จจริง  หรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ  ตรงกับคำว่าภาษาอังกฤษว่า  “story”  หมายถึง  “การเล่า”  หรือ  “การเขียน”  ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา  หรือเหตุการณ์ที่เป็นลำดับต่อกัน  โดยอาจจะเป็นเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์จากจินตนาการของผู้เขียนหรือผู้เล่า

การเขียนเรื่องนั้นจะต้องมี  “สารัตถะ”  หรือ  “สาระ”  ฉะนั้นวรรณคดีจะต้องมี  “สารัตถะ”  และวรรณกรรมที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบันก็ต้องมีเช่นเดียวกัน  ภาษาอังกฤษเรียกว่า  ”theme”  บางทีเราเรียกกันง่าย ๆ ให้เข้าใจกันว่า  “แก่นของเรื่อง”

นักเรียนถามว่า  “วรรณคดีเช่นเรื่องพระลอ  ไม่เห็นมีสารัตถะอันใดอันจะเกิดประโยชน์  นอกจากความหลงในรูปโฉม  พระลอซึ่งเป็นถึงเจ้าเมืองปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมาหลงเสน่ห์พระเพื่อนพระแพงจนตัวตาย  จะสนใจในบ้านเมืองก็หาไม่  จึงสรุปว่า  วรรณคดีเรื่องพระลอเป็นวรรณกรรมประเภทน้ำเน่า”

ความจริงนั้น  เรื่องพระลอมีสารัตถะทางการเมือง  ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่า  เมืองแมนสรวงและเมืองสรองมีอาณาเขตติดต่อกัน  ย่อมจะกระทบกระทั่งรบราฆ่าฟันกันตลอดมา  ดังนั้น  การจะผูกมิตรไมตรีต่อกันเลิกความเคียดแค้นบาดหมาง  จำต้องดำเนินกุศโลบายอันแยบยลในทางสันติ  นี่คือสารัตถะ  หรือแก่นของเรื่อง  “พระลอ”  และชี้ให้เห็นว่า  กุศโลบายอันแยบยลที่สุด  คือการผูกไมตรีให้เห็นเป็นทองแผ่นเดียวกัน  ในประวัติศาสตร์ของประเทศยุโรปก็ดำเนินการเช่นเดียวกันนี้  พระลอจะหลงรักพระเพื่อนพระแพงก็หาไม่  ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไป  แต่แสดงให้เห็นว่า  การเขียนนิยายหรือนิทานจะต้องมีสารัตถะ  หรือแก่นของเรื่อง  โดยถ้าเป็นนิทานมักจะระบุไว้เลยในตอนท้ายว่า  “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…”

เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมในวันนั้นยกตัวอย่างหนังสือ  “ลิลิตพระลอ”  ดังนั้นจึงขอนำมาเป็นตัวอย่างในการเขียนนิยาย  ดังนี้ว่า

นิยายจะต้องประกอบด้วย

  1. สารัตถะ  หรือแก่น  หรือ  Theme  ที่ผู้เขียนต้องการเน้นหรือต้องการจะบอกผู้อ่าน  โดยวิธีการที่อาจจะแทรกอยู่ในบทบาทของตัวละครในเรื่องนี้คือการกระทำของพระลอ  อาจจะแทรกอยู่ในบทเจรจา  หรือในความคิด  โดยจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายนานาประการนั้นเริ่มจากเมืองพระเพื่อนพระแพง  ตั้งแต่สองคนไปร้องเพลงสรรเสริญความงามของพระเพื่อนพระแพง  และในคำพูดของพระบิดาของพระเพื่อนพระแพงว่า

“ได้ภูธรดุจได้              ฟ้าแลดินมาไว้

อยู่เงื้อมมือเรา

เอาเป็นเขยแขกแก้ว     ยศโยคฤารู้แล้ว

เลิศพ้นประมาณ”

  1. ฉาก  ทุกเรื่องจะต้องมีฉาก  ว่าเรื่องเกิดที่ไหน  เมื่อไร  บางเรื่องบรรยายชัดจากผู้เขียนเอง  บางเรื่องจากสายตาของตัวละคร  หรือบางตอนก็มาจากบทบาทของตัวละครในสถานะนั้น  เวลานั้น  เป็นต้น  ในเรื่องพระลอ  บรรยายให้เห็นฉากของเมืองสองเมือง  การเดินทางต้องผ่านป่า  ข้ามแม่น้ำกาหลง  สภาพของน้ำแดงเป็นสายเลือด  นำไปสู่บทบาทของพระลอระทดท้อพระทัย  แสดงว่าพระลอไม่ต้องการไปหาพระเพื่อนพระแพง  ในฉากตอนเสี่ยงน้ำแล้วน้ำเกิดแดงเป็นสีเลือดนั้น  เข้าใจว่าเกิดฝนตกในตอนเหนือลำน้ำกาหลง  แล้วชะดินแดงละลายลงมา  ผู้เขียนเอาฉากตอนนี้มานำสู่ความรู้สึกในพระทัยลึก ๆ ของพระลอ
  2. บรรยากาศ  บทบาทของพระลออันเกิดแต่ฉากในตอนต้น  ทำให้เกิดบรรยากาศสอดแทรก  อันนำไปสู่ความคิดของตัวละคร  ความรู้สึกอันเกิดจากความอ้างว้างในการเดินทางในป่า  นำไปสู่บทบาทของตัวละครเด่นชัดขึ้น  ฉากและบรรยากาศนำไปสู่ส่วนสำคัญอื่น ๆ ของเรื่อง  เช่น  สารัตถะและตัวละคร  เป็นต้น
  3. ตัวละคร  ในนิยาย  ตัวละคร  เป็นมนุษย์จะต้องมีบุคลิกที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน  แม้แต่ตัวประกอบจะต้องมีบุคลิกของแต่ละตัวเช่นเดียวกับตัวเอกในเรื่อง  พระลอคือตัวเอก  พระลอนั้นเป็นคนงามและเป็นที่รักของผู้ใกล้ชิด  มีขัติยมานะ  เสียสละสมเป็นกษัตริย์  เมื่อตอนถูกล้อมจับโดยทหารของเจ้าย่าพระเพื่อนพระแพง  จะหนีตายก็เป็นไปได้ง่าย  หากแต่ไม่ยอมทิ้งสี่พี่เลี้ยงและพระเพื่อนพระแพงไว้  สี่พี่เลี้ยงก็มีลักษณะเป็นคนกล้าหาญ  มีความกตัญญู  เจ้าเมืองสรองพระบิดาของพระเพื่อนพระแพงก็มีลักษณะทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม  ใจดี  มีความสุขุม  สมควรเป็นผู้ใหญ่  ซึ่งบุคลิกเฉพาะตนเหล่านี้จะต้องคงที่ในแต่ละเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
  4. พล็อต  (Plot)  หรือโครงเรื่อง  หรือเค้าเรื่อง  จะต้องกำหนดว่าจะให้เรื่องสัมพันธ์กับบทบาทของตัวละครอย่างใดในเหตุการณ์ด้วย  บรรยากาศอย่างไร  จะเห็นได้ในเรื่องพระลอนั้นได้วางโครงเรื่องให้พระลอนั้นสองจิตสองใจไม่แน่ว่าจะได้รับผลสำเร็จดังที่ได้ตั้งใจไว้หรือไม่  บทบาทนี้วางไว้ในตอนข้ามแม่น้ำกาหลง  เด่นชัดตอนเจ้าเมืองสรองพระบิดาของพระเพื่อนพระแพงที่ชี้ชัดถึงกุศโลบายการเมือง  ให้ตัวละครทุกตัวได้มีการแสดงลักษณะเด่นของตัวขึ้น  อันแสดงบรรยากาศระทึกใจตอนเจ้าย่าส่งทหารมาล้อมจับ  การที่เรื่องดำเนินไปด้วยดีแล้ว  มาหักมุมตอนให้เจ้าย่าจัดการโดยลำพังด้วยอารมณ์หญิงและความอ่อนในทางการเมือง  จึงนับว่าเป็นเรื่องที่วางพล็อตได้ดีที่ผู้อ่านเดาเรื่องไม่ออกว่าจะลงเอยเช่นนี้
  5. เหตุการณ์  (หรือ  อุบัติการณ์  Incidence)

6.1  เมืองสองเมืองอยู่ติดกันและรบกันเสมอ

6.2  เมืองสรองแพ้และไม่มีโอรสจะสืบราชสมบัติต่อไป  จึงกลัวเมืองแมนสรวง  (เมืองพระลอ)  จะมาชิงเมือง

6.3  พระลอประชวรแสดงว่าเมืองแมนสรวงอ่อนแอกว่าสมัยพระบิดาครองเมือง

6.4  วิเทโศบายที่พลั้งพลาดจนเกิดการตาย

  1. ท่วงทำนอง  หรือลีลา  (Style)  ของผู้เขียน

เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวผู้เขียนในเรื่องสำนวนภาษา  ลิลิตพระลอได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ไพเราะมาก  มีความถูกต้องในฉันทลักษณ์  มีความละเมียดละไม  ถอดความรู้สึกอย่างซาบซึ้งกินใจลงไปในบทนิพนธ์แต่ละบท  และสรุปสารัตถะได้ดี

  1. ความขัดแย้ง  (Conflict)

สร้างให้เกิดปัญหาในตัวละครแต่ละตัว  จะเห็นความขัดแย้งในจิตสำนึกของตัวละครเป็นความคิดขัดแย้งในตัวเอง  เช่น  พระลอ  สองจิตสองใจท้อแท้ในการจะเดินทางไปหาพระเพื่อนพระแพง  ความขัดแย้งในระหว่างตัวบุคคล  เช่น  ระหว่างเจ้าย่าและพระบิดาของพระเพื่อนพระแพง  ความขัดแย้งระหว่างตัวพระเอกกับธรรมชาติ  มีการพรรณนาตลอดการเดินทาง

ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่า  กวีนิพนธ์เรื่อง  “ลิลิตพระลอ”  เป็นตัวอย่างวรรณกรรมประเภทนิยาย  อันแต่ ๆ เป็นบทร้อยกรอง  เข้าขั้นวรรณกรรมชั้นเลิศ  นับเป็นวรรณคดี  แม้จะเก่าแก่นานนับร้อยปีก็ยังประทับใจผู้อ่านอยู่ปัจจุบัน  นอกเสียจากผู้อ่านจะไม่เข้าใจ

การผูกเรื่องหรือการประพันธ์ไม่ว่าจะเป็นการเขียนสมัยโบราณหรือปัจจุบัน  จะเป็นเรื่องสั้นหรือเรื่องยาว  ก็จะมีองค์ประกอบดังกล่าวมาแล้วเช่นเดียวกัน

คำถามสุดท้ายของชมรมก็คือ  “ทำไมนิยายจึงชอบเขียนกันในด้านกามารมณ์  โดยเฉพาะเรื่องพระลอ”

ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน  เรื่องของความรักนั้นเป็นเรื่องประทับใจคนทุกคน  และทุกคนจะต้องมีความรัก  ซึ่งดูเหมือนจะเข้าใจกันดี  ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความรักระหว่างเพศ  อาจจะเป็นความรักของพี่น้อง  ของพ่อแม่และลูก  ของเพื่อน  หรือของมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง  แต่ในเรื่องของความรักนั้น  ความรักระหว่างเพศดูจะรุนแรงที่สุดที่สามารถดึงผู้อ่านให้เกิดอารมณ์ร่วมได้  มันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์โลก  บรรดาผู้ประพันธ์จึงถ่ายทอดกันมากในเรื่องนี้  แม้จะเป็นเรื่องกิจวัตรประจำวัน  ถ้าหากสอดแทรกความรักระหว่างเพศลงไปบ้าง  คิดว่าจะมีรสชาติดีขึ้น

อีกประการ  นิยายเป็นการสะท้อนสังคม  มักจะเขียนเหตุการณ์ของชีวิต  ความเป็นอยู่  ความคิดความอ่านของสังคมในแวดวงของผู้เขียน  เช่น  ความมากชู้หลายเมีย  ดังนั้น  ตัวเอกในนิยายชั้นวรรณคดีของเรา  จึงมักจะเจ้าชู้  เอวอ่อนอ้อนแอ้น  ตามรสนิยมของสังคมในยุคนั้น  แม้ในยุคปัจจุบัน  ความเสื่อมของสังคมก็เห็นได้ชัดจากนิยาย  ความเสื่อมในด้านคุณธรรม  และความคิดความอ่านที่ผู้เขียนจัดยัดเยียดให้ตัวละครจึงเป็นไปตามสังคมปัจจุบัน  ที่นิยายแต่ละเรื่องผิดแผกแตกต่างกันไปนั้น  ก็เป็นเพราะทัศนะของผู้เขียนต้องการจะเน้นอะไร  เพื่ออะไรเท่านั้น

แม้วรรณคดีเช่นลิลิตพระลอ  จะได้เขียนกันมานานนับสองร้อยปี  แต่คุณงามความดีในด้านของศิลปะการประพันธ์  และในสารัตถะของเรื่องก็ยังทรงคุณค่าของตัวอยู่  และสะท้อนให้เห็นคุณค่าของสังคมในยุคนั้น  ซึ่งน่าภูมิใจ

 

ก่อนจะเป็นนักเขียน

 

ลักษณะของผู้ที่พร้อมจะเป็นนักเขียน  พอที่จะนำมากล่าวเพื่อจะให้ผู้ที่จะฝึกตนเป็นนักเขียนได้สำรวจตนเอง  ดังต่อไปนี้

 

  1. ศิลปะประจำตัว

ที่จริงแล้วทุกคนมีศิลปะประจำตัวอย่างหนึ่งคือศิลปะการเล่า  ทุกวันทุกคนมีเรื่องที่จะต้องบอกเล่าให้คนอื่นทราบ  อาจจะเป็นเรื่องที่ตนเองประสบเอง  หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ประสบกับคนอื่นแต่ตนไปพบเห็นมา  หรือการเล่านิทานรวมทั้งการฟังนิทานเพื่อสะสมประสบการณ์ของตนแล้วสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นข้อความเรื่องราวตลอดจนถ่ายทอดออกมาให้ผู้อื่นฟังได้  เข้าใจได้  เป็นคำบอกเล่าที่มีมาก่อนการเขียนหนังสือ  การเขียนหนังสือก็คือการเล่าที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น  การเขียนจดหมาย  สั้นบ้างยาวบ้าง  ดังนั้น  สิ่งดังกล่าวคือศิลปะที่ทุกคนมีประจำตัวก่อนการที่จะเป็นผู้เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก  หรืออาชีพอันได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน  จะนอกเหนือจากนี้ก็คือจะต้องมีความรู้ในการเรียบเรียงอักษรให้มีข้อความออกมาแทนคำพูดได้เท่านั้นที่ศิลปะนี้จะผิดแผกแตกต่างกันไปตามความสามารถของผู้ที่จะเขียนหนังสือ

  1. การเป็นนักฟังที่ดี การเป็นนักฟังคือชอบฟังคนอื่นเล่าเรื่องและฟังบ่อย ๆ แล้วนำมาเล่าหรือถ่ายทอดต่อ  การเป็นนักฟังที่ดีนั้นจะต้องจับเรื่องและประเด็นให้ได้  ทั้งจดจำเป็นประสบการณ์  มีความคิดคำนึงตามเรื่องที่ได้รับการบอกเล่า  และบางทีฟังแล้วเกิดมีความคิดกังขาในปมปัญญา  คิดแก้ไขหรือคิดเพิ่มเติมเมื่อผู้เล่าให้ฟังเล่าไม่จบ  และสามารถถ่ายทอดได้
  2. เป็นนักอ่านที่ดี เกิดความคิดคำนึงตามผู้เขียนข้อความที่อ่าน  สังเกตถ้อยคำสำนวน  และลีลาการเขียน  ตลอดจนเนื้อหา  สารัตถะ  และจุดเด่นของหนังสือที่อ่าน  ผู้ที่จะเป็นนักเขียนจำเป็นจะต้องอ่านหนังสือให้มาก
  3. เป็นคนช่างสังเกต สังเกตสิ่งแวดล้อม  คนแวดล้อม  นิสัยใจคอตลอดจนความรู้สึกนึกคิด  เหตุการณ์แวดล้อม  กาละ  และเทศะ  ที่ผ่านเข้ามาในแวดวงของตน
  4. ต้องเป็นคนช่างจำ หรือช่างจด
  5. ต้องเป็นคนละเอียด มีระเบียบ  ละเอียดในการจัดลำดับการเขียน  มีเหตุ  มีผล

ความรับผิดชอบต่อเนื้อหา

มาร์ติน  สเตย์แมน  นักเขียนและอาจารย์  มหาวิทยาลัยมิเนโซต้า  สหรัฐอเมริกา  กล่าวว่า  “เราจะต้องคิดว่า  ผู้เขียนจะต้องมีความรับผิดชอบ  ต่อเนื้อหาที่เขาเขียน  และต่อผู้อ่านหนังสือของเขา  ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาจะต้องมี 3 ประการ  คือ  ต้องรู้  ต้องคิด  และ  เนื้อหาจะต้องเสนอตรงต่อความรู้และความคิดนั้น”

ความรู้  ผู้เขียนจะต้องพยายามทำงานอย่างมากที่จะรู้เรื่องราวที่ตนจะเขียนก่อนที่จะลงมือเขียน  เพราะความรู้นั้นจะเอาอะไรมาแทนกันไม่ได้  ผู้เขียนจะต้องสนใจ  แม้ให้ผู้เขียนจะเป็นผู้มีศิลปะในการเขียน  ในการดึงผู้อ่านให้ตื่นเต้นประทับใจอย่างไรก็ตาม  หากปราศจากความรู้อันเป็นเนื้อหาในเรื่องที่ก็ไม่มีประโยชน์  ไม่มีคุณค่าในการอ่าน  แม้ความรู้อย่างเดียวก็ไม่สามารถจะให้บทความที่เขียนนั้นดีได้  ไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้อเขียนนั้นดี  แต่ผู้เขียนจะต้องมีความรู้  สิ่งที่เราจะยกย่องผู้เขียนก็คือ  ความรู้ในเรื่องที่เขาเขียน  และสิ่งที่เราปรากฏอันเป็นความรู้ในเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริง

ความคิด  ความรับผิดชอบของผู้เขียนต่อเรื่องที่เขาเขียนก็คือ  ความคิดและคิดในเรื่องที่เขียน  นอกเหนือจากข้อมูล  ข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนได้รับมา  แต่ความคิดนั้นเป็นความคิดของตัวผู้เขียนเอง

ความรับผิดชอบในความตรงต่อเนื้อเรื่อง  ทุกคำพูด  และ  ข้อความ  จะต้องตรงต่อเนื้อเรื่อง  และจะต้องมีคติตรงกับเนื้อเรื่อง  เช่นเนื้อหาเกี่ยวกับภูมิอากาศ  คำพูดที่สนับสนุนในเรื่องก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับอากาศ  เช่น  “ฝนจะตกบ่ายวันนี้”  หรือ  “ฟ้ามืดครึ้มมีเค้าว่าฝนจะตก”  คือจะต้องมีความสัมพันธ์กันตลอดเรื่อง  มิใช่ว่า  พูดถึงเรื่องอากาศ  แต่ไปแย้งเรื่องดาวเทียม  เป็นต้น  แรกทีเดียวผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงผู้อ่านอยู่ในใจตน  และต้องคำนึงถึงว่า  ข้อเขียนนั้นสำหรับผู้อ่าน  ไม่ใช่เขียนไปแล้วเกิดมีความคิดถึงเรื่องอื่นก็นำลงไปเขียนด้วยซึ่งไม่เป็นไปตามเนื้อหาที่ตั้งไว้

 

การเขียนเรื่องสั้น  (Short Stories)

 

ผู้ที่จะเขียนหนังสือจะต้องเกิดอารมณ์หรือความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเกิดอารมณ์ร่วมหรือความคิดร่วมกับตน  หรือมีความรู้ร่วมกับตัวผู้เขียน  หนังสือที่เขียนกันขึ้นไม่ว่าจะเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง  เป็นไปตามความถนัดของผู้เขียน

ก่อนที่จะเขียนหนังสือ  สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงก็คือ

  1. สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเน้นเป็นสารัตถะหรือสาระของเรื่อง  หรือเรียกกันว่าแก่นของเรื่อง
  2. กลุ่มเป้าหมาย  ผู้อ่านเป็นผู้ใด  กลุ่มใด  มีวัยวุฒิและคุณวุฒิมากน้อยเพียงใด  และภูมิปัญญาที่จะสนใจในเรื่องที่จะเขียนเพียงใด  หรือไม่

เรื่องสั้น  เป็นวรรณกรรมความเรียงประเภทนิยาย  ซึ่งความหมายทั่วไปจะต้องเป็นเรื่องสมมติที่ผูกจากเค้าเหตุการณ์จริง  มีความสมจริงทั้งตัวเรื่องและตัวละคร  จัดอยู่ในประเภทบันเทิงคดี  โดยผู้เขียนมุ่งให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน  แฝงความรู้ความคิดของผู้เขียนไว้ในเรื่อง

นิยายประเภทเรื่องสั้นมักจะถูกกำหนดความยาวพอประมาณ  อาจจะกำหนดเป็นจำนวนคำหรือจำนวนหน้ากระดาษพิมพ์  ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านได้รวดเดียวจบ  มีท่านอาจารย์ผู้สอนการเขียนนิยายเช่นท่านอาจารย์  เจือ  สตเวทิน  กำหนดไว้ว่า  เรื่องสั้นควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า  1500  คำ  แต่อาจารย์  มล.  ตุ้ย  ชุมสาย  กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน  12,000  คำ  ในหนังสือพิมพ์บางฉบับเช่นหนังสือพิมพ์สกุลไทยรายสัปดาห์  กำหนดเรื่องสั้นที่เข้าประกวดยาวถึง  10  หน้ากระดาษฟุลสแก้ป  หรือเรื่องสั้นขนาดยาว  อาจจะยาวถึง  120,000  คำ

นอกจากเรื่องสั้นจะถูกกำหนดให้มีความยาวจำกัดแล้ว  ยังจะต้องมีตัวละครน้อยตัว  จะต้องมีแต่เพียงตัวเด่นและตัวสำคัญเท่านั้นที่จะนำไปสู่สารัตถะของเรื่อง  พฤติกรรมของตัวละครอาจจะรวบมาจากบทสนทนา  หรือจากอารมณ์ของตัวละคร  โครงเรื่องสั้นจะต้องกระชับ  มุ่งไปสู่สารัตถะที่เน้น  เหตุการณ์จะต้องเป็นเหตุการณ์เดียว  เด่น  ง่าย  ไม่ซับซ้อน

เนื่องจากเรื่องสั้นจะต้องถูกจำกัดหลายอย่างเพื่อดำเนินไปถึงจุดเด่น  หรือจุดสำคัญ  (Climax)  ของเรื่อง  นักเขียนส่วนใหญ่จึงได้กล่าวไว้ว่า  การเขียนเรื่องสั้นยากกว่าการเขียนเรื่องยาว  เพราะผู้เขียนจะต้องรวบให้ได้ถึงจุดเด่นหรือจุดสำคัญของสารัตถะที่ตั้งไว้ในข้อจำกัด

ทุกย่อหน้าของการบรรยายจะต้องมุ่งเดินเรื่องในช่วงชีวิตตอนนั้นของตัวละครซึ่งเรียกกันว่า  “ฉากชีวิต”  จะต้องมีฉากเดียวและเป็นฉากที่ดีที่สุด  ที่จะสนองวัตถุประสงค์ของผู้เขียน  ต้องเป็นช่วงชีวิตช่วงนั้นที่จำเป็นที่สุด

รายละเอียดของเหตุการณ์และรายละเอียดของตัวละคร  ล้วนแล้วจะต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในเรื่องเท่านั้นที่ควรปรากฏในเรื่องสั้น  แล้วทุกอย่างก็จะส่งผลไปถึงจุดเด่นหรือจุดสำคัญของเรื่อง

 

การสร้างตัวละคร

จะต้องกำหนดลักษณะตัวละครให้ชัด  สร้างความสำคัญให้แก่ตัวละคร  และผู้เขียนจะต้องรู้จักตัวละครนั้นเป็นอย่างดี  ต้องทำความคุ้นเคยให้กับตัวละครที่สร้างขึ้น  เพื่อให้การแสดงของตัวละครนั้นหรือการต่อต้านตัวละครนั้นอยู่ในรอยแบบที่ผู้เขียนสร้างขึ้น  ไม่ให้หลงรอย  ผู้อ่านจะไม่สนใจกับตัวละครที่รู้จักแต่เพียงชื่อและเลื่อนลอย  ผู้เขียนจะต้องให้ตัวละครมีบุคลิกของตนเอง  ผู้อ่านจะได้รู้จักลักษณะบางประการของตัวละคร  เช่นความคิดและความรู้สึกของตัวละคร  แล้วผู้อ่านจึงจะสนใจในตัวละครนั้น  ผู้เขียนจะต้องไม่ลืมว่า  เขียนเพื่อคนอื่นอ่าน  ไม่ได้สักแต่ว่าเขียนไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

การสร้างตัวละครที่ดีที่สุด  คือ  คำนึงถึงตัวละครว่าเป็นผู้ที่เขียนรู้จักดี  รู้ว่าต้องการอะไร  มีอารมณ์อย่างไร  ที่ยอมรับเข้ามาเป็นตัวเอกในเรื่องสั้นของผู้เขียน  อาจจะเป็นตัวผู้เขียนเองที่เป็นแบบฉบับของตัวเอกของเรื่อง  พยายามใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าให้ผู้อ่านได้คุ้นเคยกับภาพ  ลักษณะความคิด  ความรู้สึก  การกระทำ  และประสบการณ์จริง  จะเลือกเอาแต่เฉพาะที่ดำเนินเรื่องเท่านั้นเพื่อเดินเรื่องไปข้างหน้า  ผู้เขียนไม่ต้องเพิ่มเติมอะไรมากไปกว่านั้น

การเผยตัวละครในเรื่อง  ควรจะเผยโดยการกระทำ  หรือโดยบทสนทนา  จะได้ผลมากที่สุด  มิฉะนั้นแนะนำละเอียดรวดเดียวสองสามบรรทัด  การเขียนหนังสือมักจะบรรยายได้ตื้นกว่าที่คิด  ดังนั้น  ผู้เขียนจะต้องทำความรู้จักกับตัวละครให้มากกว่าที่จะนำเอามาเขียน  แม้ประสบการณ์บางอย่างที่ผู้เขียนได้สัมผัสมา  และแม้จะยังประทับใจติดอยู่  ก็จะไม่สามารถเขียนสะท้อนออกมาได้ลึกซึ้งเท่าที่มีความรู้สึกในประสบการณ์นั้น ๆ

ชื่อตัวละคร  ในเรื่องสั้นมักจะไม่ค่อยมีปัญหา  เพราะไม่มีตัวละครมากสับสน  แต่ควรจะคำนึงถึงว่าตัวละครไม่ควรจะชื่อคล้ายกันไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือตัวสะกด  เวลาพิมพ์อาจจะสับสนพิมพ์ผิดได้  หรือผู้ทำต้นฉบับอาจจะเข้าใจผิด  เช่น  พิสัณฑ์กับพิสนธ์  เป็นต้น  ควรให้ชื่อห่างกันพอสมควร

อารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร  อาจจะแสดงได้ทางบทสนทนา  หรือจากพฤติกรรมของตัวละคร  ซึ่งจะต้องมีบุคลิกเฉพาะตัว  เช่น  เพศ  วัย  ความคิด  เป็นต้น

พล้อตหรือการแสดงพฤติกรรม

ตามปกติแล้ว  พฤติกรรมในเรื่องสำคัญกว่าตัวละคร  ไม่มีนิยายเรื่องใดที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้  ถ้าไม่มีการแสดงออกหรือสิ่งที่เราเรียกว่าพฤติกรรม  แต่นิยายอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีตัวละคร  ที่จริงแล้วจะต้องมีทั้งสองอย่าง  คือ  ทั้งตัวละคร  และ  พฤติกรรม  ซึ่งตัวละครนั้นเป็นผู้แสดงพฤติกรรม  หรือ  บางทีพฤติกรรมทำให้เกิดตัวละคร  ต่างก็ช่วยขยายซึ่งกันและกัน  การที่ผู้เขียนแนะนำตัวละคร  หากแนะนำโดยผ่านทางพฤติกรรมจะดีกว่าใช้วิธีบรรยายแนะนำ

 

พฤติกรรมคืออะไร

พฤติกรรมคือการกระทำของตัวละคร  หรือการกระทำบางอย่างที่เกิดแก่ตัวละคร  ไม่ว่าตัวละครจะพูด  จะคิด  จะรู้สึก  หรือจะแสดงอะไรก็เป็นพฤติกรรมทั้งนั้นในนิยาย  พฤติกรรมเป็นการแสดงออกเกี่ยวกับตัวละครในเรื่อง  ดังนั้นตัวละครและพฤติกรรมเห็นจะแยกกันไม่ออก  พฤติกรรมเป็นตัวนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทำให้เกิดปัญหา  หรือการแก้ปัญหา  ความขัดแย้งนั้น  เป็นความขัดแย้งในตัวละครตัวเดียว  หรือความขัดแย้ง  อันเกิดขึ้นระหว่างตัวละคร

การเชื่อมโยงระหว่างการกระทำต่อเนื่องกันจะเป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง  หรือเหตุการณ์ในเรื่อง  เรียกกันว่า  พล้อต  (Plot)  ของเรื่องนั้น  บางท่านเรียกว่าเค้าเรื่องหรือโครงเรื่อง  พล้อตเป็นตัวทำให้เรื่องดำเนินไปเร็ว  ซึ่งเป็นการแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครในเรื่องรวดเร็วตามเรื่องที่ดำเนินไป

พล้อตหรือโครงเรื่องของเรื่องสั้นควรจะเป็นอย่างไร

การเขียนเรื่องสั้นนั้นใช้พล้อตสั้น ๆ ธรรมดา ๆ ดีกว่าที่จะยัดเยียดโดยไม่จำเป็น  ผู้เขียนควรจะเลือกพล้อตง่าย ๆ ใช้รายละเอียดที่มีชีวิตชีวาจริงจังเข้าสนับสนุนเรื่อง  มีบางพล้อตที่เหมาะในการเริ่มเรื่องซึ่งบอกเล่าเก้าสิบตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการบรรยาย  พล้อตส่วนใหญ่มักจะถูกวางแผนออกมาเป็นชุดของฉาก  บางทีก็อาจจะมีสามหรือสี่พล้อต  ทุกเหตุการณ์ที่ก้าวเข้ามาในเรื่องนั้นเป็นของตัวละครตัวเดียว  มีรายการอันน่าสนใจเดินเรื่องไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ ขั้น  ทุก ๆ ตอน  นำไปสู่ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นจุดสำคัญ  หรือจุดเด่น (Climax) ของเรื่อง  และข้อสรุป

ผู้เขียนจะรู้สึกว่า  หากพล้อตเกิดจากตัวละครนั้นจะเป็นธรรมชาติ  การเปิดเรื่องก็คือการทำให้ตัวละครทำอะไรขึ้นสักอย่าง  ทุกจุดตั้งแต่เริ่มแรก  ผู้เขียนจะต้องถามตัวเองว่า  ทำไมตัวละครตัวนั้นจึงมาอยู่ที่นั่น  ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้  แล้วก็สร้างคำตอบ  จะสร้างคำตอบอย่างไรก็ต้องให้สมจริง  อย่าให้ดูเหลวไหลไม่ได้เรื่อง  ใช้จินตนาการมุ่งเข้าสู่จุดสำคัญและผลสรุปของเรื่องสนองสารัตถะของผู้เขียน

ฉาก  การระบุฉากหรือตำแหน่งแห่งที่  อันเป็นที่เกิดของเรื่องผู้เขียนจะต้องพยายามนึกว่า  ตนจะต้องพยายามทำให้ผู้อ่านมองเห็นรอบ ๆ เรื่อง  ไม่เพียงแต่อาคารสถานที่  ถนนหนทาง  ภูมิภาพ  แต่ต้องคำนึงถึงฤดูกาล  พืชผล  อากาศ  เวลา  กลางคืนหรือกลางวัน  ผู้เขียนจำเป็นจะต้องคำนึงว่า  ผู้อ่านไม่ต้องการมามัวคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง  ผู้อ่านต้องการอ่านสิ่งที่ผู้เขียนได้สอดแทรกจินตนาการให้แก่ตน  ผู้อ่านมองเห็นภาพได้ถูกต้องและเกิดการประทับใจจากการบรรยายของผู้เขียน  เช่นในการเขียนถึงชนบทที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง  ก็จำเป็นจะต้องนำผู้อ่านไปเห็นโดยการพรรณนาเฉพาะสิ่งใกล้เคียง  หรือที่เป็นจุดสำคัญของเรื่อง

การบรรยายฉาก  ทำได้สองวิธี  คือบรรยายตามที่ผู้เขียนเห็นแล้วผู้อ่านก็จะเห็นฉากไปตามผู้เขียน  อีกอย่างก็คือบรรยายฉากโดยอาศัยบรรยายความรู้สึกของตัวละครที่เห็นภาพนั้นสะท้อนให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ

จะเริ่มเรื่องอย่างไร

ปัญหาใหญ่ก็คือ  ผู้เขียนใหม่ ๆ มักจะไม่ทราบว่าจะเริ่มเรื่องอย่างไร  บางคนอาจจะเริ่มเรื่องโดยใช้ตัวละครนำ  บางคนอาจจะเริ่มโดยใช้ฉากนำ  หรือบางคนอาจจะใช้เหตุการณ์นำ

ข้อควรคำนึงก็คือ  ไม่ว่าตัวละคร  พล้อต  หรือฉาก  หากวางผิดที่จะทำให้เรื่องเสีย  ที่จริงแล้ว  การเขียนทั่วไป  ผู้เขียนมักจะนิยมเขียนตามความถนัดของตน  ซึ่งจะต้องอาศัยการฝึกซ้อมบ่อย ๆ ความสำเร็จของนักเขียนเรื่องสั้นมาจากความพยายามฝึกสังเกตการณ์รอบ ๆ ตนไว้ให้มากเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์เอาไว้เขียน

ภาษา  ภาษาในการเดินเรื่อง  จะเป็นการบรรยายฉากหรือเหตุการณ์  จะต้องใช้ภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่เรียกกันว่าภาษาหนังสือ  นอกจากบทสนทนาจะต้องมีความสมจริงตามสภาพของตัวละคร  โดยคำนึงถึงกาลเทศะ  ภาษาที่ใช้  ต้องง่ายกะทัดรัด  ใช้ถ้อยคำน้อย  ตรงความหมาย  เรียบร้อย  ไม่มีคำหยาบ  หรือคำต่ำที่ไม่เข้าเรื่อง  ควรใช้ภาษาที่ราบรื่นเหมาะสม  และสำนวนธรรมดา

ลีลาการเขียน  การเสนอสารัตถะ  และทัศนะ

ท่วงทำนองหรือลีลาการเขียนในการที่จะเสนอสารัตถะหรือทัศนะนั้น  โดยมากเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวผู้เขียนที่จะเสนอให้มีชีวิตชีวา  และให้เกิดอารมณ์ร่วมกับผู้เขียน  บางคนถนัดในการบรรยายนำเสนออารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวเอก  คือตัวเอกเป็นผู้เล่าเรื่อง  บางคนถนัดในการบรรยายการแสดงการกระทำของตัวละครจากบุคคลที่สามหรือจากตัวผู้เขียน  ซึ่งผู้บรรยายไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในเรื่อง  บางเรื่องก็ดำเนินเรื่องและนำเข้าสู่สารัตถะและทัศนะของผู้เขียนโดยการใช้บทสนทนาของตัวละคร

ลักษณะลีลาในการเขียนที่ดี

อาจารย์เปลื้อง  ณ  นคร  ได้กล่าวถึงลักษณะลีลาในการเขียนที่ดีว่า  จะต้องมี

  1. ความบริสุทธิ์แห่งลีลา  คือ  เลือกคำถูกต้อง  เหมาะสมเว้นคำต่ำ  คำแสลง  คำตลาด  ภาษาถิ่น  เป็นต้น
  2. ความถูกต้อง  คือใช้คำถูกต้องตามระเบียบของภาษา
  3. ความชัดเจน  คือไม่ใช้คำที่มีความหมายคลุมเครือ
  4. คำง่าย
  5. ความกระชับ  คือใช้คำที่มีน้ำหนัก  เข้าใจได้ทันที
  6. ความตระการ  คือมีความรื่นหู

จะจบเรื่องอย่างไร

ตอนจบของเรื่องสั้นมักจะให้ความสมบูรณ์ของเนื้อหาต่อผู้อ่าน  วิธีการแยกออกได้เป็นสองชนิดคือ

จบแบบธรรมดา  ให้ความพอใจแก่ผู้อ่าน  ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องที่ได้ดำเนินไปแล้ว  เป็นไปตามความคาดหมายของผู้อ่าน  บางเรื่องก็จบลงตามความคาดหมายของผู้อ่าน  บางเรื่องก็จบด้วยความล้มเหลว  หรือบางเรื่องจบลงด้วยความสุข  ความสบายใจ  เช่นการแต่งงาน  หรือการทำความเข้าใจกันได้ระหว่างตัวละครสำคัญ  บางเรื่องอาจจบลงด้วยความสลดใจ  หรือการตายของตัวเอกของเรื่อง  ทั้งนี้แล้วแต่จุดประสงค์ของเรื่อง

จบแบบพลิกความคาดหมาย  จบด้วยความฉับไว  มิได้เป็นไปตามที่ผู้อ่านคาดหมายไว้  จุดจบแบบนี้ลงเอยด้วยคำพูดสั้น ๆ ซึ่งบางทีเราเรียกกันว่า  Surprised Ending

วิธีการเขียนเรื่องสั้น

การเตรียม

เตรียมเนื้อหา  เนื้อหาของเรื่องนั้นผู้เขียนจะต้องรู้สึกประทับใจ  อยากจะถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้มีความรู้  ความคิด  เช่นเดียวกับผู้เขียนซึ่งบางทีอาจจะเป็นเรื่องจากหนังสือพิมพ์  ซึ่งนักเขียนมักจะคัดข่าว  หรือเรื่องที่เกิดประจำวัน  ที่ตนชอบเอาไว้  และเมื่อเวลาจะเขียนก็จะหยิบเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา  วางพล้อต  และตัวละคร  ให้เหมาะสมกับเรื่อง  ดังนี้

 

ตัวอย่าง

ชื่อเรื่อง  “เพื่อเกียรติของนาม”  ชื่อเรื่องอาจจะตั้งทีหลังก็ได้  บางคนวางพล้อตแล้ว  จึงตั้งชื่อ  บางคนเขียนเรื่องจบแล้วจึงตั้งชื่อเรื่อง

โครงเรื่อง  พล้อต

เนื้อหา  ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีบรรพบุรุษสืบต่อกันมาหลายชั่วคนและได้รับใบประกาศวีรเกียรติมาแล้ว  เพื่อน ๆ ของตระกูลนี้และครอบครัวต่างก็หวังกันว่าเขาจะต้องมีความกล้าหาญเหมือนบุคคลในต้นตระกูล  ตอนประกาศสงครามครั้งแรกของอเมริกา  ชายหนุ่มก็อาสาสมัครเป็นแนวหน้า  เขาถูกจับได้  และได้รับคำสั่งให้ถูกประหาร  เมื่อรู้ตัวว่าจะต้องตายแน่ ๆ ก็ใจเสีย  แม่จึงขออนุญาตไปพบลูกชายในคืนก่อนหน้าที่จะถูกประหาร  เห็นลูกชายร้องไห้และกลัวมาก  คิดว่าลูกชายคงจะแสดงความขลาดให้ผู้อื่นได้เห็นบนตะแลงแกงแน่  นางรู้ว่าไม่มีทางที่จะขอลดหย่อนผ่อนผันโทษ  จึงบอกลูกชายว่า  นางแอบได้ยินผู้คุมพูดกันว่า  ได้เตรียมที่จะมีการแลกเชลยอีก  โดยสั่งให้มีการบรรจุกระสุนปืนหลอกไว้ในปืนที่จะประหาร  ชายหนุ่มก็มีกำลังใจดีขึ้นและในวันรุ่งขึ้น  ตอนรุ่งอรุณ  ชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้พบความตายของตนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

การแสดงของตัวละครในพล้อตนี้  อาจจะเพียงพอที่จะแบ่งได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้คือ

  1. ประเพณีของครอบครัว  เป็นวีรบุรุษ  กล้าหาญ
  2. สงครามและการอาสาเข้ารับราชการ
  3. หน้าที่จารุบุรุษ  และการจับ
  4. ชะตากรรมและประสาทเสีย
  5. แม่ไปเยี่ยมในคุกและข่าวดี