การเสี่ยงยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ..คือการลงทุนในประชาชน
จาก The Biggest Gamble in History : Our Investment in People .
ของ George c, Kellu .
รีดเดอร์ ไดเจสต์ มากราคม ค.ศ. 1969
ไม่มีชาติไหนที่จะลงทุนก้อนใหญ่จากรายได้อันมหาศาลของตนเพื่อการพัฒนาประชาชนโดยทางการศึกษา การลงทุนอาจจะต้องสำคัญมากที่สุด ผลตอบแทนที่เราจะได้มี
นับจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อเมริกาได้เข้าไปพัวพันต่อการเสี่ยงในการลงทุนใหม่อย่างชนิดมหาศาล ได้ทุ่มเทเงินเป็นจำนวนนับเป็นร้อยๆล้านดอลล่าในการพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรธรรมชาติ การลงทุนนี้เป็นในรูปแบบการฝึกอบรมจิตใจ ขยายความคิดคำนึงให้กว้างไกล สนับสนุนการสร้างสรรค์งาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและการขยายเหล่านี้ใช้วิธีผ่านทางการศึกษา ตั้งฐานในทางการลงทุนต่อประชาชนมากกว่าอาคาร ที่ดิน หรือเครื่องจักรกลและหวังที่จะส่งผลกลับมาก็คือความเจริญรุ่งเรืองของชาติในระดับที่สูงกว่าอัตราที่จะสะท้อนกลับเป็นเงิน
ไม่มีชาติใดที่จะทดลอง พยายามโดยมีเป้าหมายนี้มาก่อน นับตั้งสองร้อยปีมาแล้ว ที่อดัม สมิท นักเศรษฐกิจการเมืองชาวสก็อตคิดว่า ควรจต้องเจ็บปวดในเมื่อประชากรของชาติเป็นคนโก้ ฉลาด ว่องไวกระฉับกระเฉง มาถึงคริสตวรรษที่ 19 นี้ นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษโต้แย้งว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในการลงทุนคือลงทุนในประชากร” แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะลงทุนอย่างนี้ บัดนี้ สหรัฐอเมริกาได้เป็นผู้เข้าไปทดลองแนวความคิดนี้ และก็เป็นที่ประจักษ์ชัดใหห้เห็นผลตอบแทนอันมหัศจรรย์ยิ่ง
ใช้เวลาเพียง 20 ปี จาก ค.ศ. 1947-1966 อเมริกาได้ผลตอบแทนจากสินค้าและบริการจาก 300 พันล้านดอลล่า เป็น 650 พันล้านดอลล่า คณะกรรมมาธิการเศรษฐกิจของสภาคองเกรสอเมริกาคาดว่า จะต้องถึงล้านของแสนล้านดอลล่าในปี ค.ศ. 1972 ในปี 1969 อเมริผลิตสินค้าส่งออกสู่ตลาดโลกได้เกิน 30% ของสินค้าทั้งหมด โดยประชากรเพียง 6% ของประชากรทั้งหมด และรายได้ต่อครอบครัวของประชากรอเมริกันมีรายได้ถึง 10,000 ต่อปี การที่อเมริกาลงทุนพัฒนาประชากรของตนนี้พิสูจน์ออกมาแล้วว่าความเจริญในทางเศรษฐกิจนั้นจะต้องลงทุนในทางทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจของชาติจึงเป็นไปในทางสายนี้
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งใหญ่ของอเมริกา ในอเมริกาการศึกษาของอเมรันกลายเป็นธุรกิจหลักของชาติ มีโรงเรียนมากมายผุดขึ้นในเมื่องใหญ่ๆต่างๆรวมทั้งอุปกรณ์การศึกษารายจ่ายในทางการศึกษาพุ่งขึ้นจากสามพันล้านดอลล่าในปี 1973-54 พันล้านในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งเพียงแต่ค่าอาคาร อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายในการเช่าสถาบัน
ถ้าเรารวมถึงโรงเรียนที่ไม่ได้เช่า โทรทัศน์เอการศึกษา โปรแกรมฝึกงาน การสอนของอาสาสมัครและโรงเรียนทหาร การวิจัย การพิมพ์หนังสือเรียน รวมทั้งภาษีที่ยกเว้นให้แก่สถาบันการศึกษา การลงทุนทั้งหมดในการศึกษาต่อปีจะตกอยู่ในราว 200 พันล้านดอลล่า
ประชากร 57 ล้านคน มากกว่าหนึ่งในสี่ของประเทศทั้งหมดของอเมริกา การศึกษาเต็มเวลา 72% ของประชากรวัยเยาว์ทั้งหมดจบการศึกษาระดับมัธยม ไม่มีชาติใดที่เทียบระดับนี้นอกจากญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียต
ประมาณเกือบครึ่งของพวกที่จบจากโรงเรียนมัธยมได้ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา (ประเมศนี้ปรากฏว่ามีพวกนิโกรไปศึกษาในชันอุดมศึกามากกว่าคนขาวในอังกฤษ เยอรมันนี และฝรั่งเศส เมื่อคิดเป็นจำนวนเปอเซ็นต์) ระหว่างปี ค.ศ. 1975-1967 อเมริกาได้สร้างมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาที่เคยได้รับนักศึกษามา รวมถึง 300 ปี ในทศวรรษ ที่พูดถึง 1969 นักศึกษาในทศวรรษนี้ขึ้นจากสามล้านเป็นเจ็ดล้านคน ใช้อาจารย์ถึง 2 ล้าน 6 แสนคน ซึ่งกลึ่มอาจารย์เป็นอาชีพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ช่วงเวลาสิบสองปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการศึกษาประชากรนี้ขึ้นถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ ประมาณอัตราเป็นสองเท่าเติบโตของรายได้ของชาติ และการจัดระบบชุมชนรอบโรงเรียนมีทีท่าว่าจะค่อยๆช้าลง
ความหวังและความทะเยอทะยานของเอกัตบุคคล
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการลงทุนมหาศาล ในด้านการศึกษาของอเมริกาตั้งต้นโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อน ไม่มีแผนพัฒนาห้าปี หรือแผนก้าวกระโดด เพียงแต่คนอเมริกันซึ่งเป็นเอกชนนับล้านๆคนต้องการให้บุตรหลายของตนมีอะไรที่ดีขึ้น และพยายามที่จะช่วยให้เด็กๆของตนมุ่งไปข้างหน้า เนื่องจากมหาวิทยาลับมิชิแกนทำการสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการศึกษาที่ดีขึ้น เพื่อจะได้ทำงานดีขึ้นและมีเงิรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าการศึกษาจะทำประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติโดยส่วนรวม ดดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของอเมริกาในด้านการศึกษานี้ไม่มีแรงกระตุ้นหรือตัวอย่างใดๆนอกจากความทะเยอทะยานส่วนบุคคลและความหวังของครอบครัว
อาจจะเป็นไปได้ที่ความสนใจในการที่จะเปลี่ยนประเทศอเมริกาให้เป็นรัฐแห่งความรู้นั้นมาจากเอกชนนับล้านๆคน นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ไม่ค่อยจะมองเห็นหรือเข้าใจแนวโน้มใหม่นี้ นักเศรษฐกิจเน้นในเรื่อวการวิเคราะห์เกี่ยวกับเครื่องจักรยนต์กลไกอยู่นานนับเป็นปีๆ มองข้ามปัจจัยมนุษย์ไปเสียสิ้น ความห่วงใยของคนพวกนี้ก็อยู่ที่ความมั่นคงของเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดการตกต่ำของเศรษฐกิจกลับไปมองการกระจายความมั่งคั่งที่เป็นอยู่แทนที่จะลงทุนเพื่อความมั่งคั่งใหม่
การที่รื้อความสำคัญของการศึกษาต่อความมั่งคั่งของชาติและความเจริญเติบโตของชาติส่วนใหญเป็นงานของทิวดอร์ ชูลทส์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เริ่มโดยมูลิธิฟอร์ดให้งบค้นคว้าคว้าวิจัยการเจริญเติบโตของผลผลิตทางการเกษตรของลาอเมริกัน ชูลท์พบว่าผลิตผลไม่ก้าวหน้าเนื่องมาจากประเพณีของประเทศ เขาจึงหันกลับมาดูอเมริกา ถึงด้าน “แรงงาน” และ “ผล” ไม่ได้มุ่งถึงจำนวนเวลาที่ทำงาน แต่มุ่งอยู่ที่คุณภาพของแรงงานกรรมกร
ด้วยความดีใจที่พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ลืมคึงถึงทุนที่ลง คือ มนุษย์ซึ่งเป็นทุนที่เข้าใจยาก สติปัญญา ความเป็นทรัพยากรเต็มรูป ความชำนาณ พลังที่คนนำเข้ามาในงาของตน
ในปี ค.ศ. 1958 ชูลท์ได้เขียนเรียงความอย่างเปิดเผยท้าทายเรื่อง “ความมั่งคั่งของมนุษย์และความเจริญเติบโตมางเศรษฐกิจนั้นอยู่ที่ตัวมนุษย์นั้นเอง ไม่ใช่ทรัพยากรทางวุตถุอื่น”
ชูลท์ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นได้นำเอาการศึกษาสากลเข้ามาใข้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 และยังคงทุ่มเทในการศึกษามากกว่าประเทศอื่นนอกจากอเมริกา ที่มีเศรษฐกิจเจริญงอกงามอย่างน่าพิศวง ตรงข้ามกับอังกฤษซึ่งมีขีดจำกัดการให้โอกาสศึกษาถึงขั้นมัธยมศึกษาและขั้นมหาวิทยาลัย เขากระตุนประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายว่าทางไปสู่ความมั่งคั่งนั้นไม่ใช่การที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม “มีโรงงานเหล็กกล้าเพียง 2-3 โรง มีโรงงานใหญ่ๆอื่นๆก็ควรจะสร้างขึ้นมา แต่ที่ควรจะปฏิบัติมากที่สุดก็คือลงทุนในตัวมนุษย์ของประเทศนั้น”
ผลที่ขยายต่อมา หลังจากข้อเสียของชูลท์กระจายไปทั่วโลก บรรดานักเศรษฐกิจทั้งหลายก็นำข้อเขียนของชูลท์ไปใช้และได้พบความจริงอีกหลายประการ มอร์ตัน ซีแมน (Mortan Zeman) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกนั้นเองได้พบว่า ความแตกต่างในอำนาจการทำมาหาเลี้ยงชีพของคนงานในภาคเหนือระหว่างคนงานผิวขาวและผิวดำแตกต่างกันนั้นเนื่องมาจากการศึกษา เอเวิด เคนนิสสัน (Edword Denison) แห่งสถาบันบรู๊กกิ้งส์ คำนวณออกมาว่า การศึกษามีส่วนในรายได้เฉลี่ยของอเมริกาถึง 23 เปอเซ็นต์ของรายได้เฉลี่ยของชาติในช่วงระหว่างปี 1929 และ 1957 การี่ เบกเกอร์ (Gari Becher) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แสดงว่า ความแตกต่างในรายได้ส่วนบุคคลในรัฐ 50 รัฐของอเมริกามาจากการศึกษาเล่าเรียนหรือพื้นฐานแห่งการศึกษา
นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ค่อยๆนำความคิดใหม่ของคนมาสู่ความสนใจของรัฐบาลช้าๆ จนวอลเตอร์ เฮลเล่อร์ ประธานคณะกรรมการาธิการที่ปรึกษาฐานเศรษฐกิจของประธานาธิบดีเคเนดี้ ผลก็คือ รัฐบาลกลางสนับสุนทุ่มเทพยายามให้การศึกษาของประชาชนดีขึ้น มีเอกชนหลายรัฐที่เริ่มทุ่มเทมนการศึกษาเพื่อจะเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจ ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1966 วิลเลียม ดี คาเรย์ รองผู้อำนวยารของสำนักงานงบประมาณได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า “เรารู้ว่าการลงทุนในด้าการศึกษาได้ผลยิ่งกว่าเพียงให้สังคมดีขึ้นเท่านั้น
ความคิดที่ลงทุนในมนุษยชาตินั้นยากที่จำทำและวัดมาตรการ และแสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์ กำไรจากโรงเรียนมัธยมหรือจากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคก็กระจัดกระจายออกไปเพราะจำนวนนักศึกษาและนักเรียนทุกคน กระจายความรู้ของบุคคลเหล่านี้ไประหว่างผู้รับมากมาย เช่น ในสำนักงานของพวกเขา ในครอบครัว ในฝ่ายปกครองในรัฐ กำไรที่ได้รับในบุคคลแต่ละคนนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่รวดเร็ว เหมือนกับการปันผลสต๊อคทั้งหลาย
ผลสำคัญ ไม่ว่าคนอเมริกันจะเข้าใจการลงทุนในมนุษย์หรือไม่ พวกเขาก็ยังคงสับสนุนอย่างหนักต่อไป และการเสี่ยงการลงทุนนี้ก็เริ่มที่จได้รับความสนใจอย่างใหญ่หลวงและหลายประการ เช่น
การเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1957 อัตราการเกิดของคนในสหรัฐลดลงถึงแม้จะมีการเกิดเพิ่มขึ้นก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางทฤษฎีกล่วว่าเป็นเพราะการศึกษา ประชาชนรู้สึกว่าตนจะสนับสนุนให้ลูกได้รับการศึกษาอย่างดีได้เพียงสองถึงสามคนเท่านั้น
ฐานะของสตรีในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ในปี 1967 มีผู้หญิงรับจ้างทำงานเพียงหนึ่งในสามของการจ้างงานทั้งหมด การศึกษาทำให้ผู้หญิงออกจากทำงานมากกว่าที่จะเป็นผู้คอยผลิตลูกและเลี้ยงเด็ก
เครือข่ายการศึกษาของสหรัฐได้ใหญ่โตมหาศาลกลายเป็นแหล่งรับใช้ในการศึกษาทั้งในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัย 130,000 ค.ศ. 1954 มีเพียง 35,000 คน อเมริกาให้การศึกษานักเรียนอิหร่านและไนจีเรียที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาถึง 20 เปอเซ็นต์ และมีนักศึกษที่สำเร็จแล้วของคานาดา 20 เปอเซ็นต์
พวกสิเบอรัลระบุด้วยความห่วงใยถึงการร่วมมือในการลงทุนประมาณน้อยลงๆและรายได้ที่นำมาจ่ายนั้นมากกว่าในระยะช่วงๆอื่นของประวัติศาสตร์ ถ้าลดความแตกต่างระหว่างความรู้และทักษะระหว่างประชาชนแล้วอเมริกาได้กระจายรายได้แก้ประชาชนอย่างยุติธรรมกว่า
ความคิดที่ว่าการศึกษาเป็นพลังสำคัญในการลดคความแตกต่างระหว่างสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นในหลายๆเมือง รัฐ และรัฐบาลกลางไปสู่การประเมินค่าสวัสดิการสังคม การลงทุน เช่น การเริ่มให้ก่อน การเรียนในฤดูร้อนในกลุ่มชุมชนเล็กๆจะเป็นผลมากกว่ารายจ่ายโดยไม่มีสิ้นสุด
บางคนเริ่มจะเริ่มจะโต้ยแย้งว่าโครงการการช่วยเหลือของอเมรอกายังต่างประเทศนั้นควรจะกลับมาทบทวนในเรื่องอาหาร ยารักษาโรค และโรงเรียน การช่วยเหลืออย่างนั้นจะเป็นมนุษยธรรมมากขึ้น และจะเป็นผลมากในด้านเสรีทางเศรษฐกิจ คุณภาพสังคม และความสมบูรณ์ทางการเมืองที่สหรัฐพยายามจะกระตุ้นขึ้นในต่างประเทศ โดนการทุ่มเงินดอลล่าเข้าไปช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาที่ต้องการเงินมากๆอย่างนั้น จะตัดปัญหาที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นจักวรรดิ์นิยมไปได้
อาวุธลับ แต่บางทีผลที่สำคัญที่สุดของความพยายามอย่างบ้าบิ่นของอเมริกาได้เป็นการค้นพบความสามารถที่จะกำหนดความหมายของการลงทุนใหม่ เมื่อคาร์ล มากซ์ เขียนเรื่อง Das Kapital เมื่อราวๆปี 1860-1870 เขาสรุปเอาว่าเงินลงทุคือความเป็นเจ้าของรายได้ในผลิตผลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ สินค้า เครื่องจักร เครื่องมือ จากสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคงวามมั่งคั่งขึ้นตามนี้ดูเหมือนว่า ทุนที่เข้าใจยากหรือมองไม่เห็น คือทุนมนุษย์ ประกอบด้วยสมอง ความเชี่ยวชาญ ความพยายาม ความสมเหตุสมผล การจัดระบบ การมองการไกล ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญที่สุดในระยะประเทศที่เด่นๆนั่นคือเป็นกำไร และสำคัญยิ่ง
ด้วยการศึกษาดี ทุกคนมีคุณสมบัติในการแสวงหานี้อยู่ในหัวและมนจิตใจของตน มันจะเป็นทรัพยากรที่ทุกคนพกพาไปแล้วเปลี่ยนเป็นเงินตรา เป็นความเสรีด้วยทักษะและความทะเยอทะยานเล็กๆน้อยๆ
คนแต่ก่อนไม่มีใครที่จะลงทุนก้อนใหญ่อย่างนี้เพื่อจะพัฒนาตนเองโดยไม่มีการบังคับหวังแต่ว่าจะมีของวิเศษที่จะมาดลบันดาลให้เศรษฐกิจของชาติเจริญเติบโต การที่สหรัฐเลือกที่จะคิดไปก่อนผู้ที่จะมาแข่งขัน ที่จะเผชิญหน้ากับพวกเหล่านี้ อาจจะเป็นอาวุธลับของอเมริกาจริงๆก็ได้