สารคดี ความฝันสำคัญต่อชีวิต

ความฝันสำคัญต่อชีวิต

สลวย โรจนสโรช

 

บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายท่านชอบคิด ชอบค้น ชอบศึกษา เพราะท่านขี้สงสัยแม้แต่เรื่องการนอนก็ยังอุตส่าห์คิดสร้างเครื่องมือขึ้นมาวัดสมอง มาวัดอิริยาบถของร่างกายมนุษย์ว่านอนกันอย่างไร เท่าๆที่รู้กันคนเรานอนเฉลี่ยกันวันละแปดชั่วโมง เมื่อวันหนึ่งๆมี 24 ชั่วโมงก็เป็นอันว่านอนเสียหนึ่งในสามของชีวิต

นักปราชญ์เหล่านั้นยังสังเกตต่อไปอีกว่า เวลาที่คนนอนหลับนั้นแม้บางคนจะปิดเปลือกตาที่เราคิดว่าปิดสนิทนั้น บ้างก็ยังปิดไม่สนิทเพราะลูกตาใต้เปลือกตาก็ยังกลอกไปมาคืนหนึ่งๆท่านวัดว่าลูกตาจะกลอกไปมาอยู่ใต้เปลือกตาถึงห้าช่วง ช่วงหนึ่งๆกินเวลานานถึงประมาณยี่สิบนาที ดังนั้นแสดงว่าลูกตายังมีอากัปกริยาไม่อยู่นิ่งถึงคืนหนึ่งร้อยนาที คือกว่าชั่วโมงครึ่ง หรือสำหรับผู้ใหญ่แล้วอาจจะถึงสองชั่วโมง

นักปราชญ์ท่านว่า ความฝันนี้ไม่ใช่ว่าจะนำสภาพความทรงจำในสมองออกมาเท่านั้นยังเป็นการลบเอาความทรงจำที่เหลือเพื่อออกไปเสียจากสมองอีกด้วย คงจะเหลือแต่ความทรงจำที่มีประโยชน์เท่านั้น มิหนำซ้ำผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายยังยืนยันอีกว่า ถ้าหากไม่ฝันแล้วสมองของเราก็จะไม่มีความทรงจำอย่างมีคุณภาพเช่นทุกวันนี้ ถ้าหากความทรงจำเกิดไม่ทำงานขึ้นมา สมองของมนุษย์ก็จะเกิดการพิการ

แพทย์ทางประสาทกล่าวว่า ความทรงจำของมนุษย์อยู่ที่เส้นใยเซลประสาทของสมอง    เส้นใยประสาทนี้เหมือนแมลงมุมสานกันเป็นตาข่ายยุ่งเหยิงทีเดียว พอเจ้าจุดหนึ่งที่เส้นใยนี้เกิดตื่นตัวขึ้นมา เป็นต้นว่าได้ยินเสียงเพลงแวบขึ้นมา คลื่นก็จะสะเทือนไปตามสายใยกระตุ้นความทรงจำในท่วงทำนองเพลงที่เหลือก็ฝันถึงเพลงนั้นไป  แต่ว่าเจ้าสายใยนี้บรรจุอะไรต่อมิอะไรหนักเกินไปก็จะเกิดความสับสน ดังนั้นการจดจำอะไรต่อมิอะไรในคราวเดียวกันก็จะปะปนยุ่งเหยิงกันไปหมด ในที่สุดความทรงจำเราก็จะหลงเลอะไปด้วย ดังนั้นการฝันจึงเป็นการนำความทรงจำในระหว่างตื่นออกมาเป็นรูปธรรมเอาสิ่งที่เหลือเฟือนั้นทิ้งไป เรียกว่า เป็นการสังคยานาความทรงจำเตรียมใยประสาทที่เยื่อหุ้มสมองเอาไว้รับของใหม่

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ว่า คนฝันนั้นเป็นคนมีสุขภาพจิตดี แล้วทุกคนกันเสียด้วย ฝันตอนที่ดวงตาเคลื่อนไหวนั้นเอง เพียงแต่ฝันแล้วจำไม่ได้ก็เลยว่าไม่ฝัน บางคนฝันพบกับเหตุการณ์ตื่นตกอกตกใจ เป็นการปล่อยให้เราเผชิญกับปัญหาที่อึดอัดหรือเครียดที่เก็บไว้ในเวลากลางวันให้เป็นอิสระ คนที่ฝันร้ายบ่อยๆ อาจจะมีต้นเหตุมาจากวัยเด็ก มีความผิดหวังทางอารมณ์ หรือได้รับความกระทบกระเทือนอารมณ์รุนแรงมากก็ได้ การนอนหลับแล้วฝันออกมาเป็นผลดีต่อสุขภาพ

ความจริงความฝันเป็นของคู่กับมนุษย์มานานแสนนานตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ในโลกก็ว่าได้ และก็จะต้องมีการทำนายฝันมานานนับแต่โบราณกาล ตามประวัติเก่าที่สุดที่พบในบันทึกของ เมโสโปเตเมีย และมีคำทำนายของความหายนะที่เกิดขึ้นจากฝันสังหรณ์ ตามประวัติกล่าวกันว่านโปเลียนเชื่อความฝันมาก ในความฝันวางแผนการรบพอตื่นขึ้นก็รีบบันทึกความฝันทันทีแล้วก็เอาตุ๊กตาทหารมาจัดวางหมากตามแนวที่ฝันเพื่อจะดูทางหนีทีไล่ในการที่จะเข้าสู่สงครามจริงๆ ทั้งท่วงทีการรุกและการถอยรับ

บิสมารคก็เหมือนกัน เมื่อนโปเลียนตายนั้นบิสมาคพึ่งจะมีอายุหกขวบ บิสมารคนั้นมีชื่อเสียงว่าเป็นนายทหารที่เก่งกล้ามาก แต่ไม่มีใครรู้ว่าบิสมารคเองนั้นมีความเชี่ยวชาญในการรบมาตั้งแต่ยังเด็ก จากความฝันของตนเอง โดยที่ปรากฏว่า เมื่อบิสมารคเป็นนายทหารหนุ่มใหม่ๆ นั้นได้ถวายจดหมายแก่จักรพรรดิ์วิลเลียมว่า

“พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าเล่าความฝันของข้าพเจ้าที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1863 ในระยะที่มีการรบกันอย่างรุนแรงและแย่มาก ข้าพเจ้าฝันว่าข้าพเจ้าขี่ม้าไปในทางแคบๆอัลไปน์ ซึ่งข้างขวาของข้าพเจ้าเป็นน้าผาชัน ส่วนข้างซ้ายเต็มไปด้วยหินและทางแคบเข้าทุกทีจนม้าที่ข้าพเจ้าขี่ไม่ยอมที่จะวิ่งต่อไป และไม่มีทางใดที่ข้าพเจ้าจะหันหลังกลับหรือลงจากหลังม้าได้ ข้าพเจ้าจึงหวดแช่ม้าที่ข้าพเจ้าถืออยู่ไปที่หินที่ขวางนั้นและออกนามพระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยข้าพเจ้า เป็นที่น่าประหลาดอย่างยิ่งที่แซ่ที่ข้าพเจ้าถือกลายเป็นแซ่ใหญ่มหึมาเหวี่ยงเอาหินผานั้นแตกกระจายระเบิดทางกว้างให้ข้าพเจ้าเหมือนนิมิตของเมืองโบฮิเมีย มีทหารของปรัสเซียมากมายและธงปลิวสบัด ในความฝันนั้น ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงว่า ข้าพเจ้าจะต้องทูลพระองค์ให้ทรงทราบ….”

นี่เป็นความฝันที่ทำให้บิสมารถสามารถดำเนินนโยบายการเมืองเอาชนะปรัสเซียเข้ามาร่วมอยู่ในสหพันธรัฐเยอรมันได้ เป็นการปูทางให้แก่ฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์เองก็เช่นเดียวกัน ครั้งหนึ่งพวกทหารเยอรมันและฝรั่งเศสกำลังเผชิญกันอยู่ในสนามเพลาะ ต่างฝ่ายต่างติดอยู่ ในท่ามกลางปืนใหญ่ที่ระดมใส่กัน ในที่กำบังในสนามเพลาะนั้น ทหารชั้นนายสิบของเยอรมันผู้หนึ่งเหนื่อยอ่อนมากถึงกับโงกหลับไป เขาฝันว่าเขาถูกกระสุนปืนใหญ่เยอรมันและดินในสนามเพลาะทับถมร่างของเขาจนเขาหายใจไม่ออกตกใจตื่นเข้าค้นมาแล้ววิ่งออกไปจากบังเกอร์ นึกดีใจว่ามันเป็นเพียงความฝัน แต่ปรากฏว่าพอเขาพ้นบังเกอร์ออกมาเท่านั้น กระสุนปืนใหญ่ก็ตกไปในบังเกอร์ คนที่อยู่ในนั้นตายทั้งหมด เหลือแต่เขาคนเดียวที่พ้นอันตรายได้เพราะความตกใจจากความฝัน และเขาคนเดียวผู้นั้นคือฮิตเลอร์ เหตุเกิดในคืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ปี1917 ถ้าหากฮิตเล่อร์ไม่ฝันอย่างนั้นและตกใจวิ่งกลับออกมา บางที โลกจะเปลี่ยนโฉมไปจากที่เป็นอยู่ในเวลาต่อมาก็ได้

ยังมีเรื่องความฝันที่เป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่เป็นสังหรณ์ลางร้ายก็มาก และคนเชื่อกันมานานทุกชาติทุกภาษา แม้แต่คนไทยเองก็ตาม ไม่ว่าคนนั้นจะมีอาชีพอะไรเป็นศิลปิน พ่อค้าวาณิช หรือนักประพันธ์ ย่อมมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น จิตแพทย์กล่าวว่าทุกคนต้องฝัน ถ้าหากใครไม่เคยฝันเลยนั้นจะต้องเป็นคนวิปลาส

ข้าพเจ้าคนหนึ่งที่เชื่อความฝัน ในยามที่ข้าพเจ้าหลับสนิทและจำฝันนั้นได้แม่นยำดังเรื่องจริงที่เกิดแก่ข้าพเจ้าดังนี้

คนโบราณนั้นถือว่าความฝันเนื่องมาจากเทพเจ้าแห่งความฝันมาบอกเหตุผ่านมาทางคนนอนหลับ พวกกอสสิเรียน เบบิโลเนียน และ ชูเมอเรียนนั้นถือว่าเทพเจ้าแห่งความฝันของเขามีเทพสำนึกหรือวิมานอยู่ใต้โลก ซึ่งเราไม่อยากจะเรียกว่านรกนัก

พวกกรีก มีเทพเจ้า มออุส เป็นเทพเจ้าแห่งความฝันแต่ทรงเตือน ทรงกระตุ้นหรือทำนายโดยผ่านทางเทพเจ้าเฮอเมส ซึ่งมีปีกบิน มาเข้าฝันหลังจากที่เทพเจ้าฮิปโนสะกดเราให้หลับสนิทแล้ว

เรื่องของความฝันและการทำนายฝันมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนสมัยกรีกกาลทั่วโลกคนที่มีปัญหาอยากจะได้รับคำแนะนำจากพระผู้เป็นเจ้าก็จะเข้าไปหาพวกพระหรือผู้ทำนายในโบสถ์ คนป่วยก็จะไปพยายามนอนฝันให้พระผู้เป็นเจ้ามาบอกยาอย่างที่เราเรียกกันว่ายาผีบอก และมักจะมีการสาบานหรือเรียกว่าบนบานศาลกล่าวขอให้ คนหายป่วย หรือทำอะไรสำเร็จสมความปรารถนาทุกวันนี้ ตำรายาผีบอกโบราณก็ยังมีหลักฐานจารึกไว้ตามโบสถ์หรือโบราณสถานของเทพเจ้าต่างๆอยู่มาก

บรรดาปราชญ์โบราณเช่นเพลโต้ ว่านิมิตในความฝันนั้นมาจากตับ แต่อริสโตเติลว่านิมิตในความฝันนั้นมาจากร่างกายของคนเป็นสาเหตุ ฝ่ายโดโมคริสตันว่ามีบางสิ่งบางอย่างลอยอยู่ในบรรยากาศแล้วก็มากระทบกับคลื่นจิตในขณะหลับ แต่ที่ใกล้เคียงกับการแพทย์แผนปัจจุบันก็คือท่านฮิบโปเครติสที่เราเรียกว่าบิดาแห่งการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ว่าส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของคนเราเป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตามจนกระทั่งทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อความฝันและการทำนายฝันกันอยู่

กษัตริย์อียิปต์กล่าวกันว่าเชื่อความฝันมาก ถือว่า เทพเจ้าคุ้มครององค์ฟาโรห์และผู้สืบสันตติวงศ์ต่อมา ที่อุ้งเท้าตัวสพิงก์ใหญ่มีแผ่นหินแกไน้ท์สีชมพูจารึกความฝันของพระเจ้าทอสเมสที่ 4 ว่าครั้งหนึ่งพระองค์มานั่งบังเงาสพิงก์ตัวนั้นและโงกหลับไป ฝันว่า อาทิตย์เทพเจ้าซึ่งทรงนามว่ารา มาปรากฏองค์ต่อหน้าเขาแล้วทรงบอกว่า เขาจะต้องเป็นกษัตริย์ของอียิปต์ในวันหน้า พอทอสเมสซึ่งตอนนั้นก็เป็นคนธรรมดาสามัญตื่นขึ้นมาก็เลยบนบานศาลกล่าวสพิงค์ตัวนั้นว่า ถ้าหากพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ของอียิปต์จริงจะทรงบูรณตัวสพิงส์ซึ่งตอนนั้นจม ทรายไปตั้งครึ่งตัวให้สมบูรณ์สี่ปีต่อมา ความฝันก็กลายเป็นความจริง และพระเจ้าทอสเมสก็ได้ทรงบูรณสพิงส์ให้ของอียิปต์ให้สมบูรณ์ขึ้นยืนยงมาถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังมีรอยจารึกเกี่ยวกับความหมายของความฝันรอบๆอนุสาวรีย์ของอียิปต์บางแห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่เช่น “ฝันว่า ไฟไหม้เตียงนอนหมายความว่า คู่จะไม่ซื่อสัตย์ ถ้าฝันเห็นโคหรือกระบือตายก็หมายถึงว่า ท่านจะมีชัยชนะเหนือศัตรู เหล่านี้เป็นต้น

กล่าวกันว่า พระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราชก็ทรงเชื่อความฝันเหมือนกัน และเพราะความฝันนั้นเองทำให้พระองค์ได้ชัยชนะเหนือเมืองไทรอสอย่างน่ามหัศจรรย์ คือ พระองค์กำลังนำทหารล้อมเมืองไทรอสอยู่นั้น ก็ทรงนิมิตเห็นว่าเทพสตีรอส ซึ่งตามคำสอนของอริสโตเติลว่าเป็นเทพเจ้าธรรมดาองค์หนึ่งมาเต้นรำอยู่ในโล่ห์ของพระองค์ อริสทานเดอร์นักทำนายฝันประจำองค์อเล็กซานเดอร์มหาราชจัดตัวอักษรคำว่า “Steros” เป็น“Tyros”  แล้วทำนายว่าทรงนิมิตจากเทพเจ้าว่า

“โทรอส เป็นของพระองค์” ทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เปลี่ยนพระทัยย้อนกลับเข้าตีเมืองโทรอส ผลก็คือเมืองไทรอสยอมแพ้ให้ทันทีทันใดนั้นเอง

เรื่องของความฝันนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังคงยุ่งคิดอยู่พยายามหาคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์แทนที่จะเป็นเรื่องของโชคลาง เหนือธรรมชาติ ทฤษฎีของนักจิตวิทยาพิสูจน์ว่าความสำคัญของความฝันในระดับที่ลึกล้ำมนุษย์ ในสมัยโบราณความฝันมีความสำคัญมากและมีบทบาทในความสำคัญของธุรกิจของมนุษย์ ความฝันปรากฏเป็นความสัมพันธ์ของชีวิตแตกต่างไปจากเมื่อคืน เซอร์เอดวัดไทเล่อร์ได้กล่าวถึงความฝันทำให้คนโบราณได้รู้ว่าตนเองมีจิต มีกายทิพย์ซึ่งเคลื่อนไหวและทำอะไรก็ได้ ในโลกของความฝัน ความฝันอาจจะทำให้ดีใจก็ได้ น่ากลัวก็ได้หรืออะไรก็ได้ ทุกอย่างที่ปรากฏในความฝันบางทีก็เป็นในรูปของคนตายแล้วหรือรูปของเหนือมนุษย์เช่นเทวดา หรือสัตว์ประหลาดเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏในขณะตื่น บางทีก็เป็นจินตนาการหรือความรู้ที่ผิดธรรมดา ยอมรับกันมาว่า เป็นแหล่งอย่างหนึ่งที่บอกข่าวเหตุการณ์ล่วงหน้า โดยวิธีการเตือนหรือกระตุ้นจากสวรรค์ความฝันทำให้คนสังวรณ์ว่า ตนได้สัมผัสกับโลกลึกลับเหนือมนุษย์ที่อาจจะได้ ได้รู้โชคชะตาของตนในโลกนี้หรือในอนาคต

ในบันทึกของอิยิปต์ มีความฝันขององค์กษัตริย์หลายองค์ที่ได้รับการเตือนจากเทวดาประจำซึ่งมีการเมืองและศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องที่มีชื่อเสียงที่สุดที่จารึกที่แผ่นศิลาหินสีชมพูใต้อุ้งเท้าสพิงส์ใหญ่ที่กิชาเล่าถึงพระเจ้าฟาโรห์ทอสเมสที่สี่ (1425-1408 บีชร.) ครั้งหนึ่งมานอนหลับที่ร่มเงาสพิงส์ได้ในเห็นเทพอาทิตย์ฮามาคิสบอกพระองค์ว่า พระองค์จะได้เป็นกษัตริย์อิยิปต์และจะเจริญรุ่งเรืองอยู่เป็นเวลานาน แล้วก็บอกพระองค์ว่าให้ดูสพิงส์จมอยู่ในทรายจะถูกทำลายอยู่แล้วให้ช่วยกลับมาบูรณะด้วย ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทอสเมสได้เป็นกษัตริย์ก็ทรงบูรณะและทำความสะอาดตัวสพิงค์จมทรายนั้นแล้วบันทึกความฝันไว้บนหินแกโรท์สีชมพู

ความฝันนี้เป็นการแสดงออกมาชัดเจนเป็นข้อพิสูจน์ว่า เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเทพประจำองค์ฟาโรห์มาบอก แต่ตามหลักฐานเรื่องการฝันทั่วไปของอิยิปต์มักจะเป็นการทำนาย ตีความหมายจากความฝัน ไม่ชัดอย่างนี้ อย่างเช่นในหลักฐานจากปาบิรุสสมัยกลางคือ (2000-1785บีซี) เป็นการไขปัญหาความฝัน เช่นฝันว่าตนเห็นงูแสดงว่าจะมีลาภมาก ฝันเห็นวัวควายตายแสดงว่าคู่อริจะตายดังนี้เป็นต้น

ถ้าเป็นฝันที่ทำกันแบบเรียกว่า Incubationต้องการจะให้ฝันไปทำกันในโบสถ์เพื่อจะให้เทพเจ้าในโบสถ์นั้นบันดาลให้ฝันไขปัญหาหรือการรักษาตัว มีการทำกันมากในอิยิปต์สมัย

Graco Roman ไม่มีหลักฐานว่าจะมีมาก่อนหน้านั้นหรือไม่

จากหลักฐานโบราณของพวกอิสสิเรีย เมอเรียน บาบิโทเนียนั้น เป็นทำนองเดียวกันของอิยิปต์คือมีการตีความหมาย แต่ความฝันของเมโสโปเตเมียก็มีผลในงานวัฒนธรรม เกี่ยวกับพระหรือเทพเจ้าที่นับถือ ในวรรณกรรมเมโสโปเตเมียมีเช่นการเตือนถึงมหันตภัยซึ่งเกิดนิมิตมาจากความฝัน เช่นตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ วีระบุรุษซิอุสซีตราฝันถึงความหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนในเอปิคออฟลิคมาเมซ เล่าว่า เอนคิดุเล่าให้กิลมาเบสเพื่อนฟังว่า “ข้าฯฝันว่าสวรรค์ครางและแผ่นดินก็คราญตอบ เหลือแต่ตัวข้าอยู่เดียวดาย แล้วก็เล่าต่อไปว่ายมบาลมาปรากฏตัวลากตนไปยังนรก การทำนายนี้ได้เกิดเหตุในเมโสโปเตเมีย

การหยั่งรู้ที่ผ่านความฝันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในโลกโบราณ ในคัมภีร์เก่ากล่าวว่าการที่โยเซฟสามารถทำนายชะตากรรมของอิยิปต์ว่าจะมีความสมบูรณ์มั่งคั่งในเจ็ดปีแล้วก็จะมีความแห้งแล้งอดอยากในอีกเจ็ดปีต่อมาโดยการทำนายความฝันของพระเจ้าฟาโรห์ที่ว่ามีวัวที่ผอมหนังหุ้มกระดูกเจ็ดตัวม้าวัวอ้วนเจ็ดตัว และ ข้าวโพดเจ็ดรวงที่ผอมลีบกินข้าวเจ็ดรวงที่อ้วนสมบูรณ์ ทำให้พระเจ้าฟาโรห์เตรียมการล่วงหน้าที่เผชิญกับความแห้งแล้งอดอยากในเจ็ดปีต่อมาได้ กรีกโบราณและโรมันโบราณเชื่อว่าความฝันนั้นเป็นการติดต่อระหว่างเทพกับคน และคนจะต้องศึกษาถึงอนาคต วรรณกรรมกรีกและลาตินหลายเรื่องที่เกิดจากความฝัน กวีนิพนธ์ของโฮเมอร์หลายบทมาจากความฝันหรืออ้างจากความฝันว่าส่งมาเทพศีอูส บางทีเทพก็หลอกเอาเหมือนกันอย่างเช่น เรื่องอิเลียด ในตอนที่กล่าวถึงอแมมีนอน ความฝันตามปกติจะมาในรูปเทพหรือผีหรือมโนภาพซึ่งบางทีก็เป็นบางคนที่ผู้ฝันรู้จักคุ้นเคย เช่นตัวมโนภาพในฝันนั้นมาปรากฏตัวต่ออแมมินอน เป็นรูปของ

เนสเตอร์ ตัวที่ทำให้ในนีมายืนอยู่หัวเตียง ทำให้ฝันเห็น ได้ยินเสียงพูด

**************************************************