สารคดี ชุด แปลกแต่จริง

ชุด    แปลกแต่จริง

จาก

บันทึกของคุณปู่

ภูมิภาค  ปั้นปากกา

เราชอบค้นดูบันทึกต่างๆของคุณปู่    เมื่อหนุ่มๆท่านเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆและท่านมักจะมีบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่ท่านประสบเอาไว้    และเมื่อสิ้นบุญท่านไปแล้ว    บันทึกของคุณปู่จึงเป็นสมบัติล้ำค่าตกทอดมาถึงเรา    แต่ละเรื่องสนุกแปลกแต่จริง    ซึ่งถ้าได้ถ่ายทอดมายังท่านผู้อ่านดังนี้

  1. “ผมไปพบแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ซานฟาซิสโก

เมื่อ 18 เม.ย. 2499    เรามาถึงโกลเดนเกท    เมื่อเวลาอาทิตย์ตกดิน    ทันได้เห็นท้องทะเลสีทองสวยงาม    แม้แต่เรือลำเล็กที่จอดอยู่ในท่าก็ยังดูสวยงามราวกับเรือของเทพนิยายเมื่อสำผัสกับแสงทองของอาทิตย์ใกล้จะตกดิน    สีดำๆตุบป่องผลุบโผล่อยู่กลางน้ำ    คือพวกแมวน้ำที่กำลังเล่นกันอยู่บนหิน    ที่จริง    คนธุระมากอย่างผมไม่มีกะใจที่จะมามัวเพลินกับทัศิยภาพอย่างนั้น    แต่โอกาสอย่างนี้    ภาพอันงดงามสงบแทบจะทำให้ผมต้องกลั้นใจ

ผมรู้ว่า    ซานฟรานซิสโกไม่ได้งดงามสง่าหรือสวยงามมากกว่าเมืองอื่นๆ    เมื่อผมมาถึงไม่ว่าตึกรามบ้านช่องก็เล็กกว่าปกติ    ไม่มีตึกระฟ้า    ขาดการลงทุนประกอบกิจการใดๆ

เราจองโรงรมชั้นหนึ่งตรงมุมถนน    เคินนี่  สตรีท    ติดกันคาลิฟฟอเนียสตรีท    และทัทีที่เราเข้าห้องนอน   ผมก็แปลกใจที่คาร์โลสเพื่อมผมถอดเสื้อ

“ฮัลโหล    นั่นแกจะทำอะไรนะ”    ผมถาม

“นอน    ฉันเหนื่อย”    คาร์โลสตอบ

“อย่าโง่ไปหน่อยเลย     ไปเที่ยวกันดีกว่า”

“อื้อ”    เขาทำท่าเบื่อหน่าย    “ใครอยากจะดูเมืองล่ะ    ฉันได้ยินพูดถึงกันมากก็อยากจะเห็น”

“แกก็เห็นมาหลายแห่งแล้วนี่นา    มันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ    เห็นแห่งหนึ่งมันก้เหมือนกับไปเห็นมาทุกแห่งนั่นเอง”

แต่ผมไม่ยอมเสียความตั้งใจ    ผมจึงเดินไปกระชากเสื้อที่เขาถอดออกคลุมยัดเยียดให้เขาสรวมใหม่    เขาขัดขืน    สู้กันไปสู้กันมาเบาะๆลงท้ายเขาก็ยอม

“ขี้เกียจต่อสู้ว่ะ”    เขาพูดยิ้ม    “ฉันอาจจะโยนกออกไปนอกหน้าต่างก็เป็นได้    ดังนั้น   เพื่อเห็นแก่ความสงบและความเงียบ    ฉันจะไปเมืองจีนกับแกถ้าอยากดูมากนัก”

“นั่นแหละที่อยากจะฟังแกพูด    แล้วแกจะต้องขอบใจที่ฉันทำให้แกไปกับฉันได้”

ที่จริงผมพูดปอย่างนั้นเอง    แต่มันก็กลับเป็นความจริงขึ้นมาได้ในตอนหลัง    คาร์โลสต้องขอบใจผมด้วยความเต็มใจเป็นอย่ายิ่งที่บีบบังคับให้เขามาเที่ยวกับแทนที่จะปล่อยให้เข้านอนอยู่ในโรงแรม    ผมได้ช่วยชิวิตของเขาไว้

เมืองจีน    อยู่ระหว่างกร๊านนอเวิวและถนนคาร์นนี่    ซึ่งขนานกัน    เมืองจีนในสมัยนั้นน่าทัศนาเป็นที่ยิ่ง    เหมือนกับใจกลางเมืองฮ่องกงอย่างไรก็อย่างนั้น    ถิ่นที่คนจีนอยู่เรียกว่าเมืองจีนทั้งนั้น

เมืองจีนในสมัยนั้นเหมือนในนิยายที่นักประพันธ์เขียน    มีโรงฝิ่น    และก่อนเข้าเขตจะมีป้ายตำรวจป้ายใหญ่มหึมา    เขียนไว้ที่เสาไฟฟ้า    เตือนคนที่มาเที่ยวในเขตนั้นว่าจะต้องระวังรับผิดชอบตัวเองหากไม่มีผู้นำเที่ยวของทางการนำมา

คาร์โลสและผมเคยเสียแล้วในการทำอะไรจะต้องพึ่งตนเอง    ไม่เคยสนใจคำเตือนใดๆของตำรวจ    เราเลี้ยวเขาไปในตรอกแคบๆมืดๆและมีกลิ่นเหม็นๆ    จนกระทั่งเรามาถึงประตูเล็กๆข้างบ้านหลังหนึ่ง    มีป้ายอะไรผมก็ไม่รู้    แต่พอเรามองเห็นคำว่าร้าอาหารอยู่ใต่ตัวหนังสือใหญ่   เราก็รู้ว่าเรามาถึงที่เราต้องการแล้ว

เราเปิดประตู    ลงบันได    แล้วก็เดินไปตามทางแคบๆรกรุงรัง   มีกลิ่นฉุนแสบคอ    จากกล้องยาของพวกจีน    แล้วเราก็มาถึงห้องโถงที่มีการพนัน    มีคนเต็มไปหมด    แต่เงียบกริบอย่างประหลาด    แล้วก็มีเสียงตฃคนจีนนับแต้ม    มีการต่อรอง    แล้วก็เงียบ

คาร์โลสและผมก็ไปยืนอยู่ข้างโต๊ะมุงดูกับเขาด้วย    เขาเล่นกันด้วยกระดาษแข็งเป็นไพ่    รูปร่างๆต่างๆ

“เขากำลังเล่นอะไรกันนี่”    ผมกระซิบถาม

“โป”    เขาตอบ

ผมเคยได้ยินว่าคจีนชอบเล่นเกมนี้แต่แต่ผมไม่เคยเห็น   ผมตั้งใจดูแต่ก็เข้าใจยาก    ผมเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของตัวไพ่   แต่ก็ยังคิดว่าผมคงจะเล่นไม่ได้

หลังจากเฝ้าดูอยู่ตั้งชั่วโมงผมก็ออกไปหาอะไรกิน    แล้วผมก็กลับเข้ามาดูที่โต๊ะคนอเมริกันสองคนเล่นไพ่โป๊กเกอร์กับคนจีนสองคน    เมื่อคนอเมริกันคนหึ่งลุก    ผมก็เข้าแทนที่    ผมรู้สึกว่าการจะเล่นไพ่โป๊กเกอร์กับคนเล่นที่มีห้าตาเฉยเป็นโป๊กเกอร์นั้นยากยิ่ง    เมื่อเจ้าของที่กลับมาผมก็ลุกขึ้นไปยืนดูอยู่ข้างคาร์โลสที่โต๊ะเล่นโปนั้น

ทันใดนั้นก็มีเสียงทะเลาะและตีกันขึ้น    คนอมริกันหยิบปืนออกมายิงตะเกียงที่โต๊ะโป๊กเกอร์ดับ    ผมดึงตัวคาร์โลสออกมาแล้ววิ่งหนี

เขาเห็นเงามืดวาบวับและมีเสียงอึงอล     เราวิ่งมาที่ประตูก่อนที่ตะเกียงจะดับมืดลง    เราออกมาอยู่ในที่มืด    ต้องเอามือคลำไปข้างหน้า   ชนกำแพง    ล้มทับอะไรก็ไม่รู้    รู้สึกเราวิ่งมาตั้งไกลโข    พวกคนจีนวิ่งมาชนเราแล้วก็ข้ามเราไป    เราจึงหลับหูหลับตาวิ่งโดยไม่รู้ทิศทาง

“โครม”    เราวิ่งไปชนอะไรก็ไม่รู้    ฝุ่นร่วงกราวลงมาบนร่างของเรา    แต่พอเราลุกขึ้นได้    ภาพที่เผชิญหน้าเรานั้น    ทำให้เราต้องหยุดยืนนิ่งแล้วหัวเราะออกมาดังๆ

เราชนกำแพงกระดาษของบ้านที่อยู่ติดกันแล้วก็ทะลุเข้าไปในห้องนอนที่มีแต่แสงสลัวๆเข้าไปขัดจังหวะภาพธรรมชาติที่เราคุ้นเคยที่สุด    คือภาพชายคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มด้วยสีหน้าตื่นๆ    และมีเสียงผู้หญิงร้องกีดออกมาจากใต้ผ้าห่มนั้น    พวกผมหัวเราะได้ประเด๋วเดียวต้องหยุดเงียบ

คนจีนผู้ชายคนนั้นเกรี้ยวกราดที่เราเข้าไปในธุรกิจส่วนตัวของเขาอย่างไม่สุภาพ    ลุกขึ้นด่าเรา    แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาของเขาแต่เราก็รู้จากกิริยาท่าทางของเขา    เขากระโดลงจากเตียงนอนคว้ามีดจากเก้าอี้วิ่งตรงมาหาเรา    ด้วยสัญชาติญาณ    คาร์โลสยื่นเท้าของตนออกไปขัดขาเจ้าคนจีนคนนั้นล้มลงไป    กว่าเขาจะสลัดชุดนอนที่พันขาของเขาออกไปได้เราก็วิ่งไปถึงประตูแล้วก็วิ่งเตลิดไปตามทางแคบๆที่มีกลิ่นเหม็นนั้นแล้ว

พอเราวิ่งออกมาถึงปากทางนั้นไม่เห็นมีคนตามมาเราก็หยุดพักหายใจหอบ    ผมรู้สึกว่ามีอะไรแปลกในบรรยากาศ   และผมปวดหัวขึ้นมา

“แกรู้สึกอะไรบ้างหรือป่าว”    ผมถามคาร์โลส

เขาพยักหน้า    “หนาวๆ    ฉันไม่ชอบกลิ่นอย่างนี้เลย”

ที่จริงเราไม่ชอบกลิ่นในตรอกที่เราวิ่งออกมา   แต่   รู้ว่ามเกร็งๆในบรรยากาศอย่างไรชอบกล

“เอ   เราตื่นเต้นเกินไปกระมัง    กลับไปโรงแรมกันเถอะ”    คาร์โลสชวน   ตัวของเขาสะท้านเล็กน้อย

เราออกเดินไปไม่กี่ก้าว    ความสะงัดเงียบกลายเป็นความกังวลดังโครมคราม    โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า    พื้นดินเริ่มโคลง    เราต้องล้มลุกคลุกคลานเหมือนคนขี้เมา    รอบๆตัวเราได้ยินเสียงของกระแทกแตก    เสียงร้องไห้    เสียงร้องเจ็บปวด    คนวิ่งกันอลหม่านเมื่อแผ่นดินม้วนตัวอยู่ใต้เท้าเรา

ผมบอกไม่ถูกเลยว่าผมรู้สึกใจหายใจคว่ำกับการที่แผ่นดินไหวครั้งแรกของซานฟรานซิสโกอย่างไร    ผมมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นก้อนหินถูกโยนไปโยนมาด้วยตระแกรงร้อนที่กำลังโยนร่อนอยู่อย่างรุนแรง    แผ่นดินไม่ได้ม้วนหรือถูกยกสูงขึ้น    แต่มันสั่นสะเทือนเหมือผมเป็นไข้จับสั่น

โดยสัญชาติญาณ    คาร์โลสและผมวิ่งออกไปกลางแจ้งเพื่อหลบเศษงวัสดุหักพังหล่นทับลงมา    พอเรามาถึงถนนก็เกิดการสั่นสะเทือนละลอกสอง    เราและคนอื่ๆพยายามจะวิ่ง    ไม่สำเร็จ    เราก็ถูกโยนกลิ้งยังกับหมุดที่โดนลูกโบว์ลิ่ง    อาคารพัง    ฝุ่นกระจายคลุ้งทั่วไปหมด    เราวิ่งมาที่มาร์เคต    สตรีท    เราเห็นที่ปลายถนนไฟกำลังลุกไหม้แดงฉานทั้งท้องฟ้า

ถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่สรวมเสื้อครึ่งเดียว    บ้างก็หอบของใช้ส่วนตัว    บ้างก็อุ้มเด็ก    ตะโกน    วิ่งร้องไห้    มุ่งตรงไปยังท่าเรือ    และทะเล

ระลอกสามตามมา    เราวิ่งลงเขาไปกับคนอื่นๆ    ผมเห็นกับตาที่แผ่นดินแยก    อ้าเป็นปากกลืนทั้งรถทั้งคนที่กำลังวิ่งตามกันจมหายลงไปในแผ่นดินที่อ้าปากเป็นทางกว้างและยาวเหยียดนั้น

เสียงร้องของคนพวกนั้นยังคงอื้ออึงอยู่ในหูของผมจนทุกวันนี้     “นี่หรือที่เขาเรียกว่า    ธรณีสูบ    คนพวกั้นทำบาปหนักนักหรือ”

ผมวิ่งตรงไปยังริมทะเลเหมือนคนอื่นๆสมองช่างงงไปหมด    เหมือนคนตาบอดไม่รู้ว่าไปทิศทางไหน    ในขณะนั้น    ไม่มีใครนึกถึงใคร    ตัวใครตัวมัน    ขอแต่เอาตุวรอดนั้น

ที่ท่าเรือกระโจนลงเรือจนเรือเพียบ    น้ำในทะเลก็คลั่ง    เรือจมลง    กลืนชีวิตคนลงไปในทะเลอีกไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด    ภาพเช้าวันนั้น    ยากที่จะลืม

ระลอกที่สามผ่านไป    แผ่นดินไหวก็สิ้นสุด    ชั่วเวลาเพียงสิบนาที     แต่ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเหลือที่จะคณา    ประมาณสักห้าร้อยดอลล่าเห็นจะได้

ที่จริงมันเป็นเพราะไฟที่กำลังไหม้ที่ทำให้ความเสียหายยิ่งกว่าแผ่นดินไหว     อาคารตอนนั้นส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้    ดังนั้นจึงไหม้ลุกลามเร็ว   คนตายนับพันๆคนและทรัพย์สมบัติกว่า  500  ดอลล่าสูญเสียในครั้งนั้น

หลังจากแผ่นดินไหว    ยังต้องเผชิญกับเพลิง    และลมทะลพัดโหมเข้าในแผ่นดิน    เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำลายตึกรามเพื่อตัดต้นเพลิงเป็นการใหญ่    ถ้าคนพวกนี้ไม่แข็งขันซานฟรานซิสโกทั้งเมืองคงจะเหลือแต่เถ้าถ่าน

โฮเต็ลที่จะเข้าพักนั้นพักทั้งหลัง    และคนที่พักนอนอยู่ข้างในไม่รอดเลยสักคน    ถ้าผมไม่เกิดอยากจะไปเที่ยวถิ่นที่คนจีนเขาอยู่    ผมก็คงจะตกอยู่ในทรากหักพังของโรงแรมที่ไม่มีชีวิตมานั่งเขียนบันทึกนี้อยู่ได้

มีหลายคนตายและบาดเจ็บ    มีหลายคนที่จมอยู่ภายใต้ซากหักพังของอาคารต่างๆ     นานนับเป็นวันกว่าจะตายหรือได้รับความช่วยเหลือให้รอดออกมาได้    หมอ    พยาบาลไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน     มาช่วยกันอยู่กลางซากอาคารพร้อมเครื่องมือที่พอจะคว้าหามาได้     บางคนติดอยู่ภายใต้อาคารที่พังลงมา    หมอและพยาบาลต้องเข้าไปทำการตัดอวัยวะที่ติดอยู่เพราะไม่สามารถจะเขยื่อนดึงตัวออกมาได้    แต่ละคนช่วยกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและไม่มีการหยุดพัก

ทุกคนที่ไม่ได้รับอันตรายยื่นมือมาช่วย     ผูที่มีรถส่วนตัวจากเมืองใกล้เคียงก็วิ่งมาช่วย    ใช้รถส่วนตัวแทนรถพยาบาล    มีอาสาสมัครนับร้อยๆคนรวมทั้งผมด้วย     มีความรู้ด้านปฐมพยาบาลบ้างไม่มีความรู้บ้าง     ไม่มีการรังเกียจงาน    แต่กระนั้นก็ยังมีพวกโจร    ผมเห็นกับตาว่า    มีผู้หญิงคนหนึ่งยื่นมืออกมาจากกองอิฐ    เจ้าโจรคนั้นยังเอามีดตัดนิ้วเธอเพื่อจะเอาแหวนที่สรวมอยู่ที่นิ้ว    ผมไม่เข้าใจว่าเจ้าโจรคนนั้นมันสรวมวิญญาณป่าอะไรมา    ผมดีใจเหลือเกิน    ที่ทหารยามยิงชายคนนั้นตายไปต่อหน้าต่อตาผม…    นี้คือภาพที่ผมเห็นและพบในวันที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก    รัฐคาลิฟอเนีย

ผมไม่เคยเห็ภัยพิบัติอะไรรุนแรงอย่างนี้     และไม่เคยเชื่อจากบันทึกต่างๆที่ฝรั่งเขาเขียนเอาไว้     เขาว่า     แผ่นดินไหวที่รุนแรงกว่านี้เคยเกิดที่ใจกลางประเทศอเมริกามาแล้วครั้งหนึ่ง     เมื่อวันที่  15  ธันวาคม  พ.ศ.  2534  ก่อนหน้าครั้งนี้เกือบร้อยปี     ที่เมืองมิสชิสสิปี้    ริเวอร์    ริมฝั่งแม่น้ำมิสชิสสิปี้    ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวเยียดหลายพันกิโลเมตร    สมัยนั้นยังมีคนอยู่ไม่มากนัก    โดยมากเป็นพวกชาวประมงหาปลาในลำนั้น    บางพวกก็เป็นนายพรานล่าสัตว์

เขาว่าคืนนั้นเวลา  2.00 น.    พวกที่นอนหลับอยู่ต้องตกใจตื่น    เนื่องจากเกิดแผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง    บ่านแกว่ง    โต๊ะ  เก้าอี้ล้มระนเราะด     ปล่องไฟบนหลังคาหักลงมา    ผู้คนต่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น    พากันวิ่งหนีโซซัดโซเซออกจากบ้าน    เขาว่า    แผ่นดินตอนนั้นโยนตัวเป็นลูกคลื่น    ล้มลุกคลุกคลานไปตามๆกัน    บ้างตะโกนบอกว่า    “โลกแตกแล้ว”     มีกลิ่นกำมะถันและเถ้าถ่านพ่นออกมาจากพื้นดิน    บางแห่งแผ่นดินแยกออกเป็นทางยาว     แรงสะเทือนของพื้นดินเกิดขึ้นทุกๆสองสามนาที     บางคนตกใจมากออกวิ่งหนีจนหมดแรงตายไปเลยก็มี

เมื่อสว่างขึ้น    คนจึงเห็นว่า    บ้าน    คน   และต้นไม้    ถูกคลื่นแผ่นดินถอนเอาริ้วไปทิ้งรวมกันเป็นกอง    และมีแผ่นดินที่โป่งพองรองอยู่ข้างใต้    ป่าทั้งป่าล้มระเนระนาดเหมือนถูกใครมากวาด    ที่ยอกเขาไม่ไกลนักยังคำรามกึกก้องวและพ่นเอาทราย    น้ำ    หินน้ำมัน    พุ่งขึ้นราวกับน้ำพุ    สูงถึงกิโลเมตรเศษ    เมื่อเกิดคลื่แผ่นดินก็แยกออก    บ้านและโกดังสินค้าถูกแผ่นดินกลืนไปทั้งหลัง     แรงระเบิดสั่นสะเทือนจากเหนือถึงใต้แม่น้ำมิสซิสสิปปี้    แรงสะเทือนรู้สึกไปถึงพวกอินเดียนแดงในตอนเหนือและคนที่อยู่ในเมืองหลวง    เมืองวอชิงตัน  ดิซี    ทำให้พลอยอกสั่นขวัญแขวนไปด้วย    ประชาชนที่อยู่ในเมืองเลบานอน    รัฐโอไฮโอ    กลัวต้องออกจากบ้าน     ชาวเมืองซินซินนาติ    นอนไม่หลับ    ปล่องไฟตามบ้านในเมือง    เคนตักกี  เทนนัสซี    ละมิศซูรี    หักลงมา    อิฐที่ก่อเอาไว้ในรัฐจอเจียและโคโลไลน่าใต้พังลงมา     เวอจิเนีย     ระฆังที่แขวนไว่ตีเองได้    ในอินเดียน่า    เตียงอนและเก้าอี้นั่งเคลื่อนมากระทบกันได้

ไม่เคยปรากฎแม้ในนิยายปรำปราพื้นบ้านว่าแม่น้ำมิสซิสสิปปี้จะเป็นอย่างนี้    เล่ากันว่า    น้ำในแม่น้ำเดือด    คำรามกึกก้อง    พ่นโคลนเลขึ้นมาจากก้นแม่น้ำ    น้ำในแม่น้ำไหลย้อนกลับ

สมัยั้กำลังจะเริ่มทดลองใช้เรือกลไฟบรรทุกคนและสินค้าแล่นในลำน้ำ    กัปตันเรือนิวออเลอองซึ่งเป็นเรือลำใหม่เอื่ยมสวยงามมาก   ยังนึกว่า    คงจะเสียเรือคนบนเรือท้งหมดคงจะต้องตาย    เพราะเกิดวังน้ำวนและแผ่นดินถล่ม     ต้นไม้ริมฝั่งโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งเมตรถูกลมหอบเอาลงมาในแม่น้ำไกลถึงเกือบห้าร้อยเมตร     ฝั่งแม่น้ำที่คุ้นตาหายไป    ฝั่งที่เคยเว้ากลายเป็นเหยียดตรง    บางแห่งมีน้ำพุเป็นวังวนกว้างถึง  10  เมตร

แม้ความรุนแรงจะลดลงไปแล้วบ้าง     แต่อาการสั่นสะเทือนของแผ่นดินก็ยังมีอยู่เกือบทุกวันเป็นเวลาแรมเดือน    เดือนมกราคม     วันที่  23  ก็ยังไหวรุนแรงเหมือนครั้งแรก    วัที่  7  กุมภาพันธ์ไหวตามมาเป็นครั้งที่สาม    แผ่นดินไหวชุดนี้ตามมาเป็นระลอกนานถึง  11  ปี    แผ่ดินเปลี่ยนสภาะไปตั้งเกือบ  40  ตารางกิโลเมตร    บางแห่งถูกยกสูงขึ้นมา  6  เมตร    ต้องสร้างเมองใหม่ขึ้นมาอีก    แทนที่เมืองเก่าจมลงไปเพราะแผ่นดิไหว

ในการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้    บรรดาห้วย  หนอง  คลองและบึงต่างๆหายไปกลายเป็นทะเลสาบใหญ่ยาว     เกือบ  10  กิโลเมตร     กว้างเกือบ  2  กิโลเมตร    และลึกตั้งเกือบ  6  เมตร     ชาวอินเดียนแดงเรีกว่า     ทะเลสาบ  รีลฟุต

มีเรื่องเล่ากันเป็นิทาพื้เมืองว่า    หัวหน้าอินเดียนแดงที่นี่เป็นเผ่าชิกาซอ    เป็นคนขากระแผลก    เท้าพิการเป็นตุ้มแทนที่จะมีนิ้วเหมือนเท้าคนธรรมดา    ฉายาว่า   “ รีลฟุต”     เกิดไปหลงรักเจ้าหญิงแสนสวยของเผ่าชอคตอเข้า    พ่อของฝ่ายหญิงก็ดูถูกว่า    นายรีลฟุตคนนี้เป็นคนพิการ    ไม่ยอมให้รีลฟุตแต่งงานกับเจ้าหญิงคนนั้น    หัวหน้าเผ่ารีลฟุตคนนี้ก็ไม่ยอมเชื่อคำทัดทานของฝ่ายหญิงและเจ้าผีที่ตนนับถือ    พาคนมาลักตัวเจ้าหญิงนั้นไป    ยังความเกรี้ยวกราดให้กับพวกผีบ้านผีเรือนทั้งหลายจึงกระทืบเท้าจนแผ่นดินสะเทือน    เกิดเป็นทะเลสาปใหญ่แล้วบรรดาลให้น้ำท่วมบริเวณนั้    พวกที่กำลังเลี้ยงฉลอง    คือเจ้าบ่าว    เจ้าสาว    และเผ่าของรีลฟุตทั้งหมดจมหายไปอยู่ก้นทะเลสาบ

อย่างไรก็ตาม   ท หารรอยเลื่อนของหินใต้ผิวโลกก็ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางไป    แผ่นดินที่อยู่ตรงนี้หรือใกล้เคียงกับที่นี้จะต้องไหวอีก    และก็เป็นความจริง     60  ปีต่อมาที่ริมแม่น้ำแห่งนี้    ก็ยังไหวรุนแรงอีกไม่แพ้คราวแรก

แต่ก่อนผมไม่เคยเชื่อว่าจะมีแผ่นดินไหวอะไรรุนแรงอย่างนี้    เพราะที่เมืองไทยของผม    ไม่เคยมีการเล่าขานกันมา    แต่เมื่อผมมาประสบเอง    ผมชักจะสงสัยว่า    ที่เมืองไทย    อาจจะเคยมีแผ่นดินไหวรุนแรงบ้าง      เมืองเก่าๆอาจจมหายไป      กลายเป็นบึงหรือกว๊านบ้างกระมัง    ใครจะรู้….