ณ ลานอโศก
ส.คุปตาภา
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ท่วงท่าที่เดินนั้นเหมือนคนที่ระมัดระวังไม่แน่ใจว่าทางข้าง
หน้านั้นจะเป็นถนนปูนที่แน่นหนา ไม่มีหลุมและบ่อหรือท่อใหญ่เปิดทิ้งไว้ แต่ศีรษะของเขาตั้งตรง มองเหม่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย สองข้างทางที่เขาเดินนั้นมีต้นอโศกใหญ่ ตกพุ่มหนา แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาอันกว้างใหญ่ ใต้ต้นทุกต้นมีปูนก่อรอบขัดมันเป็นที่สำหรับนั่งพัก เขาเหงนหน้าดูมันแล้วก็ถอนใจ จะหาที่ไหนเล่าร่มรื่นเท่าที่นี่ ใต้ต้นอโศกนี้ และที่ลานอโศกนี้
เขากวาดสายตาไปข้างหน้า มีบุคคลอื่นที่เขาไม่รู้จักอีกหลายคนต่างก็นั่งสงบเงียบกริบ นานๆ จะได้ยินเสียงรกหูอันน่ารำคาญคือเสียงตอกน้ำแข็งของคนขายเครื่องดื่ม ซึ่งตั้งโต๊ะขายอยู่ไม่ไกลนัก เสียงกระจายเสียงจากที่ในห้องกระจกดังออกมาข้างนอกว่า “คนเราเมื่อทำกรรมชั่วจะต้องได้รับกรรมนั้น วันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องไป เกิดเป็นหมากลางถนน”
เบื้องหน้าเขาออกไปอีกเป็นกุฏิพระเรียงราย พระภิกษุทั้งหลายกำลังเดินอย่างเร่งร้อนเพื่อจะมาทำหน้าที่ช่วยกล่อมเกลามนุษย์ เยาวชนวันนี้ และผู้ใหญ่ในวันหน้าให้เป็นคนมีจิตใจที่บริบูรณ์คำนึงถึงหน้าที่อันควรปฏิบัติและไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และบุคคลที่จะได้รับรสแห่งคำสั่งสอนของผู้ทรงศีลนั้นเล่า กำลังรอคอยอยู่ที่ลานอโศกนั้น ทั้งหญิง ทั้งชาย ล้มหลาม ทุกชีวิตดูเหมือนจะยังไม่ทบกระเทือนเรื่องผลของกรรม ยังสดใส ยังหัวเราะต่อกระซิก ยังสนุกสนาน เบิกบาน ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง
เขาหันกลับมา ถอนใจเบาๆ แต่ยังคงยืนคว้างอยู่ที่เดิม ความริษยาอย่างเศร้าๆผุดขึ้นในจิตใจ เมื่อก่อนนี้เขาก็เป็นเหมือนเด็กหลายที่จับกลุ่มซุบซิบกันอยู่กลางลานอโศกอันยาวเหยียดไกลโพ้น เขาจำได้ว่าไม่เคยได้ลิ้มรส แห่งความทุกข์ยากถึงขนาดที่จะต้องมานอนคิด เดินคิดอย่างนี้ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของคหบดีที่มั่งคั่ง มีที่ดินนับร้อยไร่ริมถนนใหญ่ ซึ่งเพียงแต่ตัดขายทีละตารางวาก็พอกินอย่างสบายตลอดชีวิต แต่แล้วทำไมเขาเป็นเช่นนี้ ทำไมอนาคตอันสดใสของเขาจึงวูบลงเป็นอย่างนี้
เขาทรุดตัวลงนั่งที่ใต้อโศก ไกลจากคนอื่นที่นั่งอยู่อย่างเงียบกริบ ไกลจากเด็กที่กำลังรื่นเริงและกำลังจะเดินแถวเข้าสู่ห้องเรียนของโรงเรียนวันอาทิตย์ เสียงที่กระจายมาเขายังได้ยินว่า “คนเรานั้นเมื่อจิตจุติก็จะปฏิสนธิ ก่อนจะจุตินั้นจะเกิดอารมณ์ขึ้นสามประการ คือกรรมอารมณ์ รำลึกถึงการกระทำกรรมดีกรรมชั่วในอดีต ต่อมาก็ถึงกรรมนิมิตอารมณ์ จะเห็นสิ่งที่ตนกระทำมาและที่ติดค้างอยู่ในอารมณ์นั้น เช่น คนที่ฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ ย่อมจะเห็นเขียงซึ่งจะตัดคอสัตว์นั้น แล้วบางทีเขาว่าเพ้อร้องออกมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่ากรรมนิติอารมณ์ แล้วจิตไปแนบแน่นอยู่กับสิ่งไหนก็มักจะเห็นสิ่งนั้นกลับมาสะท้อนเป็นเงาฉายก่อนที่จะตาย ต่อมาก็คตินิมิตอารมณ์ เป็นการเห็นทางที่จะนำไปสู่ปฏิสนธิ และนั่นเองเป็นคติให้เรารู้ว่าจะไปเกิดดีเกิดชั่ว จะเสวยชาติในเปรตภูมิ เป็นมนุษย์ เทวดา หรือว่าเป็นสัตว์ แต่ต้องปฏิสนธิทันที และจิตจะรักษาอารมณ์นั้นไปตลอดจนจุติอีก…..” เรื่องที่อธิบายเหมือนจะยืดยาว และความสำรวมใจที่จะฟังของเขามีน้อย มันช่างฟุ้งสร้านไปถึงอดีตของตนอย่างเหลือเกิน จนไม่สามารถจะจับข้อความต่อไปได้
กรรมอันใดเล่า เขาก่อกรรมมามากมายก่ายกองแต่อดีตชาติ หรือว่าชาตินี้จึงได้บันดาลให้เขามาเป็นเช่นนี้ จึงบันดาลให้เขามาทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ ในชาตินี้คนที่ทำกรรมยิ่งกว่าเขาทำไมจึงได้รับกรรมตามสนองน้อยกว่าเขา ทำไมจึงเป็นอย่างนี้….
เขาเอนหลังพิงลำต้นอย่างอ่อนระโหยโรยแรง แล้วหลับตารำพึงถึงกรรมอันตนได้รับ ความร่มรื่นของร่มอโศกนั้นดูเหมือนจะไม่ยังความสงบในจิตใจให้พียงพอแก่ที่เขาต้องการ มันว้าวุ่นเหมือนไฟนรกรุมอยู่ในอก
ลืมตามาอีกที เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนมองเขาอยู่ เขาสะดุ้งสุดตัวเหมือนปีศาจ เธอ…ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เศร้า ใบหน้าสลด มีอะไรบางอย่างในดวงหน้านั้นให้เขารู้ว่า เธอกำลังมีความเห็นใจเขา สงสารเขา แต่เธอยังคงงาม งามเหมือนเมื่อเขารู้จักเธอ หรืออาจจะงามยิ่งขึ้น เพราะรูปร่างของเธอไม่บางเล็กเหมือนแต่ก่อน สมบูรณ์ขึ้น และมีความเป็นผู้ใหญ่สง่าอยู่ในท่าที
“เป็นไปได้หรือนี่ที่ดิฉันมาพบทิวา” เสียงของเธอแผ่วเบา เนื่องจากไม่ต้องการให้คนที่นั่งหลับตาบ้างลืมตาบ้างตะแคงหูฟังคำสอนจากในห้องที่กระจายออกมาข้างนอกได้ยิน
เขาขยับตัวอย่างอึดอัด “ในที่สุดเราก็พบกันภคินี ในที่สุดเราก็พบกัน”
เขาเบือนหน้าหลบสายตาเธอ โดยการขยับให้เธอนั่งลงข้างๆ พร้อมกับร้องเชิญว่า “เธอไม่นั่งก่อนหรือ หรือว่าเธอมากับใคร”
“มากับใครก็ช่างเถอะค่ะ” เธอพูดแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเขาอย่างสนิทสนม “ทิวา” เธอเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบา “จำได้ไหมคะว่า กี่ปีที่เราไม่ได้พบกัน”
เขานิ่งนึกอยู่สักครู่ ครางออกมาว่า “สิบปี สิบปีเต็มๆ”
เธอยิ้มเศร้าๆ “สิบปีค่ะ ชีวิตของเราต่างก็เปลี่ยนแปลงไป”
“นั่นสิ” เขากระแทกเสียง “เธอมีความสุขดีอยู่หรือภคินี”
เขาไม่กล้าที่จะมองหน้าเธอ เขาจึงไม่สามารถจะเห็นรอยยิ้มของเธอ “ค่ะ ดิฉันมีความสุข ทิวา ความสุขของผู้หญิงอยู่ที่ลูกและสามี ลูกชายใหญ่ของดิฉัน หกขวบแล้วค่ะ และวันนี้เอาแกมาโรงเรียนวันอาทิตย์ เนื่องจากแกอยู่โรงเรียนฝรั่ง ดิฉันกลัวว่าแกจะห่างไกลศาสนาไปจึงเอาแกมาเรียนที่นี่ แม้ว่าศาสนาจะดีทุกศาสนาก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามค่ะ เมื่อพ่อแม่แกนับถือพุทธ ฉันก็อยากให้แกเป็นพุทธอย่างรู้แจ้งเห็นจริง ไม่ใช่ให้นับถือสุ่มๆ อย่างไม่ศรัทธาอะไรนอกจากตามใจพ่อแม่”
“เธอเป็นแม่ที่ดีภคินี” เขาคราง “ฉันรู้มานานแล้ว”
เขาถอนใจ มองเหม่อไปข้างหน้า เหมือนไม่มีภคินีนั่งอยู่ข้างๆ เขารู้จักภคินีดีเขารักเธอ และยังรักอยู่จนทุกวันนี้ และเมื่อเธอนั่งอยู่ข้างเขาอย่างนี้ ช่างเหมือนเมื่อสิบปีเศษก่อนโน้นนี่กระไร เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตนเองอย่างเหลือเกินที่พยายามรั้งแขนของเขามิให้กางขึ้นและโอบเธอ
“รู้หรือคะ” เธอกระแทกเสียง
“ฉันรักเธอภคินี และยังไม่เคยลืมเลย” เขาพูดเสียงแผ่ว
“ดิฉันคิดอยู่ตลอดเวลาทิวา ว่าคุณพูดไม่ตรงกับใจ ปากคุณบอกว่ารักภคินีแต่พฤติการณ์น่ะมันเป็นอย่างไร การกระทำของคุณไม่เคยบ่งเลยว่าคุณทำเพราะรักดิฉัน ดิฉันชินชาเสียแล้วค่ะ ไม่สะดุ้งสะเทือนต่อคำว่ารักของคุณเสียแล้ว ทิวา ที่เราพบกันวันนี้ดิฉันดีใจในฐานคนที่ครั้งหนึ่งเป็นมิตรสนิทกลับมาพบกัน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ แต่มิใช่ดีใจว่าจะได้ยินคำกระซิบที่ดิฉันเคยหลงใหลว่า คุณรักดิฉัน ทิวา อายุเราต่างมากขึ้นอย่างน้อยคนละสิบปี เราต่างก็พอจะเข้าใจแล้วว่าความรักน่ะอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรและมันให้ความทุกข์อย่างไร ความสุขอย่างไร” เธอพูดช้าๆต่อไป “ทิวา ดิฉันเคยรักคุณดิฉันบอกไม่ถูกว่าความรักของเด็กหนุ่มสาวนั้นมันเป็นอย่างไร มันเร่าร้อน มันเรียกหาซึ่งกันและกันมันช่างก่อทุกข์ให้เหลือทนเหลือทานใช่ไหมคะ ทิวา แต่บัดนี้ดิฉันทิ้งมันเสียแล้วดิฉันได้รับความรักอย่างใหม่ เป็นความรักที่ให้ความสุข ดิฉันรักสามี รักลูกของดิฉันรักบ้านของดิฉัน ทิวา คุณคงได้พบ แล้วเข้าใจเช่นกัน ดิฉันใช้เวลานานพอดู กว่าจะรู้ว่าความรักที่ดิฉันได้จากทิวานั้น มันเป็นอย่างไรและดิฉันควรจะลืมมันหรือไม่”
“เธอคิดได้แล้วหรือภคินี” เขาถามโดยไม่มองหน้าเธอ แต่เสียงนั้นกระด้างขึ้น
“คุณก็รู้เช่นกัน คุณไม่รักภรรยาของคุณ ลูกของคุณดอกหรือ”
“รักสิรัก” เขาพึมพำ เขาไม่ได้บอกเธอว่า ภรรยาของเขานั้นคือใคร ลูกของเขานั้นคือใคร เขาจะบอกเธอได้อย่างไร เขาครุ่นคิดว่า เขาจะบอกเธอได้อย่างไร
“นั่นสิคะ ฉะนั้นเราเห็นจะเลิกพูดกันแล้วถึงเรื่องความรักในอดีต มันก่อให้เกิดความทุกข์อย่างเหลือประมาณ ทิวา เมื่อคุณป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ดิฉันต้องไปนั่งร้องไห้อยู่ข้างคุณไม่รู้กี่ครั้ง และเมื่อคุณออกจากโรงพยาบาล คุณต้องมีอาการเป็นไปโดยจำดิฉันไม่ได้เลย ดิฉันต้องทรมานจิตใจอย่างเหลือเกิน คุณไปเมืองนอก กลับมาใครๆบอกดิฉันว่าคุณหายเป็นปกติดีแล้ว ดิฉันพยายามติดตามหาคุณ เปล่า คุณไม่ยอมให้พบ จนกระทั่งสิบปี สิบปีแล้วสินะที่เราไม่พบกันพึ่งจะมาพบกันวันนี้”
“หาย หายจากอะไร ตาหายไปข้างหนึ่ง ศูนย์รวมประสาทไม่ปกติ ฉันจำใครไม่ได้มากดอก ภคินี นอกจากตนเอง และคนที่ตนรักมากเท่านั้น เพื่อนฝูงน่ะรึ จำมันไม่ได้ สิ่งอะไรที่ไม่เคยสะเทือนใจไว้มากน่ะจำไม่ได้
“เอ๊ะ แล้วทำไมคุณจำดิฉันได้ล่ะคะ” เธอถาม
“จำได้ เพราะเธอเป็นสิ่งเดียวที่ฉันผูกจิตไว้ตลอดเวลา พอลืมตาขึ้นจากสลบก็เธอเป็นคนแรกที่ฉันเรียกหาแม้แต่เมื่อทำการผ่าตัดที่เมืองนอก ฉันเรียกชื่อเธอทันทีที่ฟื้นจากสลบ ภคินี สิ่งใดเล่าที่จะสะเทือนใจเกินกว่าความรัก คนที่เรารักน่ะเราลืมได้หรือภคินี ฉันจำคุณได้อย่างดี มันฝังอยู่ในจิตใจทั้งหลับและตื่น ฉันจำได้ ภคินี วันก่อนเกิดเหตุฉันไปส่งเธอที่บ้าน วันนั้นเป็นวันแต่งงานของหมออะไรฉันจำไม่ได้เหมือนกัน แล้วฉันไปไหนไป…”
“รถที่คุณนั่งมาชนกับรถกุดัง” เธอต่อให้
“ฉันจำไม่ได้ตั้งแต่นั้นมาเป็นอะไร มายังไงเป็นยังไง จนกระทั่ง…”
“ค่ะ ดิฉันจะเล่าให้ฟังว่า คุณไม่ได้สติเลย กะโหลกศีรษะร้าว ตาข้างหนึ่งของคุณถูกไม้รวกลำยาวที่บรรทุกรถกุดังคันนั้นแทงเอา จนถลนออกมาจากเบ้า คุณสลบอยู่นานถึงเจ็ดวัน และเมื่อฟื้นขึ้นมา..” เสียงเธอขาดหายกลายเป็นเสียงสะอื้นน้อยๆขึ้นมา “และเมื่อฟื้นขึ้นมา คุณจำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั้งภคินี”
“คุณพ่อส่งฉันไปทำการผ่าตัดเมืองนอก และผลจากการผ่าตัดสองครั้งเป็นอย่างนี้ล่ะภคินี” เขาพูดเสียงกร้าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “แต่ในที่สุดฉันก็จำเธอได้และจำได้กระทั้งความรักของเรา”
“ดิฉันไม่ได้รับข่าวจากคุณอีก หลังจากที่คุณไปเมืองนอกและกลับมาแล้ว
และไม่มีโอกาสพบกันอีกเลย จนดิฉันสิ้นคิด นึกว่าคุณไม่รักดิฉันจริง”
“เธอไปหาที่บ้านสองครั้ง หลังจากฉันกลับมาแล้ว” เขาพึมพำ “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่มีประโยชน์อะไร” เขาพูดเสียงแหบแห้ง “จะมีประโยชน์อะไรที่ฉันจะหน่วงเธอให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของคนพิการที่มีความวิกลอยู่ในจริต มีประโยชน์อะไร” เขาพูดเสียงแผ่วเบา “เมื่อฉันรักเธอ ภคินี ฉันเป็นนายแพทย์ เป็นศัลยแพทย์หนุ่มที่กำลังมีสัญญาณอนาคตอันสดใส แต่ต่อจากนั้นเล่า ฉัน ตาบอดข้างหนึ่ง ศูนย์รวมประสาทไม่ปกติ…”
“โธ่ ทิวา” ภคินีคราง
เสียงจากในห้องกระจกดังออกมาว่า “คนที่ทำกรรมชั่วไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น”
ทั้งเขาและเธอหยุดฟังเสียงที่ดังลอดออกมา เขาและเธอถอนใจพร้อมกัน “คนที่ทำกรรมไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรม ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดีเป็นการตอบสนอง ถ้าทำชั่ว ย่อมได้รับชั่ว” เขาครางอย่างปวดร้าว “ฉันสงสัยภคินี ฉันจำได้ว่า เมื่อเป็นเด็ก ฉันก็มิได้ซนเหมือนเด็กชายอื่นๆ ฉันเอาจิ้งหรีดมากัดกัน แต่เพื่อนของฉันหลายคนเป็นเช่นนั้น แม้สามีของเธอก็อาจจะเป็นเช่นนั้น ฉันตกปลา ยิงนก ก็ไม่มากจนเกินไป เป็นไปตามประสาคะนองของเด็กหนุ่มยามว่าง นอกจากนั้นฉันทำอะไร แต่ผลกรรมที่ฉันได้รับ ทำไมฉันจึงได้รับผลกรรมเล็กๆน้อยๆมากกว่าคนอื่น ทำไมคนที่ทำบาปกว่านี้จึงไม่ได้รับผลกรรมอันทนทุกข์ทรมานเหมือนฉัน” เขาถอนใจเบาๆ “ฉันน้อยใจ น้อยใจจริงๆ”
“มันไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะไปน้อยใจมันอยู่ค่ะ ทิวา มีแต่จิตใจจะตกนรกหมกไหม้ไปทุกวัน กรรมที่ตนก่อ มันย่อมจะได้รับผลแห่งกรรมนั้นทุกคนค่ะ ทิวา ไม่กรรมดีก็กรรมเลว ทิวาเชื่อไหมล่ะคะ ทุกสิ่งจะต้องมีเกิดมีดับ และไม่มีสูญสลายไปจากโลกนี้ เวียนว่ายอยู่ในนี้ทั้งนั้น เพียงแต่มันอาจจะเปลี่ยนสภาพไป สลายเป็นอนูปรมาณูแล้วอาจจะมารวมตัวกันใหม่ จิตเราก็เช่นเดียวกันค่ะ เมื่อถึงดับไปย่อมผุดเกิดในทันที”
“ฉันได้ยินแล้วเมื่อฉันมาถึงนี้เมื่อครู่” เขาพึมพำเสียงสะท้านลึกจากอก
“มันอาจจะเป็นกรรมเก่าแต่ชาติก่อนที่คุณสร้างสมเอาไว้ ทิวา มันตามมาทันเอาชาตินี้ แต่ถ้าคุณคิดว่าบัดนี้คุณใช้กรรมมันแล้ว และทำใจให้สบาย ทำแต่คุณงามความดี บางทีคุณจะสบายขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป”
“ในชาติหน้า” เขาพูดอย่างชื่นชม
“มิได้ค่ะ ทิวา ในชาตินี้เอง คนเรามันจะสบายหรือไม่สบายอยู่ที่ใจ จะตัดกิเลสเพียงไหน ความพิการของร่างกาย ความวิกลของจริต มันบังคับกันได้ค่ะทิวา คุณต้องการอะไรกับดวงตาอีกข้างหนึ่ง ในเมื่อมันมีอยู่แล้วข้างหนึ่ง คุณยังเห็นดิฉันได้ ทิวา คุณยังมองดิฉันได้ ศูนย์รวมประสาทของคุณพิการไป คุณยังสามารถรวบรวมมันไว้ได้ในบางครั้งและเข้าใจ ทิวา เอาชนะมัน ทำใจให้สบาย พอใจ จงพอใจในสิ่งที่ตนได้รับอย่างน้อยก็เป็นการใช้กรรมชั่วที่ครั้งหนึ่งในอดีตชาติที่คุณได้ทำมาค่ะทิวา”
เขานิ่งอึ้ง ภคินีพูดต่อไปว่า “คนที่ไปฆ่าเขาตายแล้วติดคุกติดราง ดิฉันว่ามันไม่ได้เป็นการชดใช้กรรมนั้นในชาตินี้ดอกค่ะ มันเป็นกรรมเก่าที่ขาทำมา ทำให้เขาต้องทรมานถูกกักถูกขัง บางคนหลบลี้หนีซ่อนซบซ่านไป มันเป็นกรรมเก่าผสมกับกรรมใหม่ สะท้อนต้องรับกรรมนั้น แต่บางคนไม่ได้ทำผิดสักนิด ถูกจับ เพราะผิดตัวเพราะกรณีที่พัวพันโดยตนเองไม่รู้เลยก็มี”
“เธอตัดได้แล้วหรือ ภคินี” เขาถาม “มันเป็นการปลอบที่ฉลาดที่สุด”
“มิได้ค่ะ มันเป็นความจริง” เธอกระซิบเสียงแผ่ว “ชีวิตเรานี้สั้นนัก และไม่ช้าก็จะเปลี่ยนภพชาติไป ทำกรรมดีเข้าไว้ ทำใจให้ดีเข้าไว้เถอะค่ะ ทิวา คุณกำลังตกนรกอยู่แล้วทั้งจิตใจ”
“ฉันไม่มีความสุขเลย” เขาพึมพำ “มันคุพลุ่งพล่านน้อยใจในโชคชะตาของตนเอง และพลุ่งพล่านไปด้วยความคิด”
“ภรรยาและลูกของคุณเล่าจะเป็นอย่างไร ทิวา”
“ภรรยาของฉันรึ ภคินี ฉันมีภรรยาในหัวใจ ฉันคิดว่าฉันแต่งงาน แล้วก็มีลูก แต่ฉันฝันว่าฉันอยู่ด้วยความสุข ด้วยความทุกข์กับลูกสุดที่รัก และเธอผู้นั้น”
“อนิจจา” ภคินีคราง “คุณ…”
“คนที่แต่งงานกับฉัน คือคนที่ฉันรักและไม่เคยลืมตลอดมา ฉันรัก ฝันถึง และฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก แม้สมองของตนเองยังใช้ไม่ได้ ฉันขับไล่ใสส่งเธอไปจากกัน แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็ลอบแอบนึกว่าฉันแต่งงานกับเธอ ลอบเอาเธอเข้ามาแนบไว้ในหัวใจและลอบนึกว่า เธอเป็นของฉัน และลูกของเธอคือลูกของฉัน อนิจจา ภคินี ฉันผิดศีลเสียอีกแล้วกระมัง ทางมโนกรรม”
หน้าของภคินี แดงแล้วซีด แต่เขาไม่กล้าพอที่จะมองใบหน้างามของเธอได้ เขาจึงมิสามารถเห็นความหวั่นไหวที่ปรากฏ
“ได้โปรดเถอะค่ะ ทิวา คุณควรจะแต่งงานจริงๆ หาใครสักคนที่เขารักคุณ และที่คุณรักเขา” ภคินีพูดเสียงเครือ “ชีวิตคุณตกนรกหมกไหม้มามากแล้ว ควรจะพอเสียทีในจิตใจ พยายามสิคะ ทิวา ได้โปรดเถอะ ถ้าไม่เห็นแก่ตนเองก็เห็นแก่คนที่คุณรัก และที่เขายังรัก ยังห่วงคุณ” ภคินีพึมพำจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “ถ้าตราบใดทิวายังเป็นอย่างนี้ ทิวายังมีความคิดอย่างนี้ ดิฉันจะไม่มีความสบายใจเลย จะพลอยเป็นทุกข์เป็นห่วงทิวา ดิฉันจะมีความสุขได้อย่างไร” เธอพูดเสียงเครือเหมือนเสียงสะอื้น “คนที่รักกัน ย่อมที่จะต้องนึกถึงกัน แม้ทางชีวิตจะแยกจากกันแล้วย่อมจะตัดจากกันไม่ขาด ถ้าฝ่ายหนึ่งยังพะวงอยู่กับตน ทิวาคะ ได้โปรดเห็นแก่ดิฉัน สัญญาสิคะว่า คุณจะแต่งงานจริงๆ และจะพยายามรับสภาพที่กำลังเป็นอยู่นี้ว่ามันเป็นของธรรมดา มันเป็นสิ่งที่คุณยอมรับว่าคุณได้เสียมันไปเพื่อชดใช้สิ่งหนึ่งที่คุณเคยกระทำมา แม้สิ่งหนึ่งนั้นจะทำไว้ในอดีตชาติที่คุณลืมมันไปแล้ว คุณไม่รู้ไม่เห็นเลยในชาตินี้”
“มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือ ภคินี”
“ค่ะ” เธอกระซิบ แล้วเธอผลุดลุกขึ้นยืน “ตาหนูมาโน่นแล้ว ดิฉันไปก่อนนะคะ ทิวา หวังว่าคุณคงจะมีความสุขขึ้นอีกในไม่ช้า เมื่อคุณเห็นแก่ภคินี”
แล้วเธอก็รีบเดินตัวปลิวออกไปจากใต้ต้นอโศกนั้น ปล่อยให้ทิวามองตามหลัง และมีความรู้สึกเหมือนว่าเขาจะสูญเสียเธอไปครั้งแรกในชีวิต สูญไปจากหัวใจที่หมองไหม้ด้วยความรักและความฝันอันทุกข์ระทม….เขาพึมพำว่า “คนเราต้องรับกรรมที่ตนก่อไม่ชาตินี้ ก็ชาติต่อไป ควรที่จะรับมันด้วยหน้าชื่นตาบาน และก้มหน้าทำกรรมดีต่อไปมันเป็นคำปลอบโยนจิตใจที่ดี ฉ่ำชื่นเหมือนทะเลทรายที่ได้รับหยาดฝน…”
เขาแหงนหน้ามองดูกิ่งอโศกและพุ่มใบหนาของมัน “ไม่มีที่ใดแล้วจะร่มรื่น ไปกว่านี้ เย็นทั้งกาย ชื่นทั้งจิต”…ณ ลานอโศกในวัดมหาธาตุ
****************************