สารคดี ทำไมท่านจึงต้องการฝัน

ทำไมท่านจึงต้องการฝัน

การวิจัยใหม่บ่งบอกว่า  กลางคืนและกลางวัน  ,  ความฝัน  มีบทบาทสำคัญในชีวิตของเรา

จาก  Why  You  Need  T  Dream   สรุปจาก  New  York  Times  Magazine

โดย  ลอเรนซ์  เชอรี่

โกกราตีสมองความฝันเช่นกับการเป็นตัวแทนของคุณธรรม  วอลแตร์หาว่าเป็นผลพวงของความไม่สบายทางกาย  ฟรอยว่า  ความฝั  เป็น  “ถนนหลวงสู่ความไม่สำนึก”

อย่างไรก็ตาม  มีผู้คิดว่า  ความฝันเป็นแหล่งกำเนิดอันถาวรของแรงดลใจ  ในเร็วๆนี้ความฝันก็เป็นต้นเหตุของหนังสือที่ขายดี  และ  ความงอกงามของโรงงานฝัน  และกลุ่มรักษาความฝัน  มีกลุ่มที่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับความฝันเกิดขึ้นอีกมากมาย

ทุกวันนี้บรรดาห้องแล็ปรอบโลกมากมายศึกษาว่า  เราใช้เวลานอนหลับทั้งหมด  25  เปอเซ็นต์ฝัน  ดังนั้น  อารมณ์เมื่อตื่นขึ้น  และความทรงจำก็ถูกสำรวจ  ความสำคัญของทฤษฏีความฝันก็ชักจะแจ่มชัดขึ้นทั้งที่ยังมองไม่เห็นด้วยกันทั้งหมด  ถ้าจะพูดอย่างง่ายๆธรรมดาก็คือ  ตามทฤษฏีนั้นเห็นว่ามนุษย์นั้นเป็นตัวกระบวนการความรู้โลกภายนอกอย่างไม่มีรขอบเขตอยู่สองวิธี

วิธีแรกก็คือ  ครึ่งซ้ายของสมองเป็นซีกที่เราใช้ในขณะที่เราตื่นอยู่  ส่วนนี้จะกระหน่ำความจริงที่อาจจะสันนิษฐาว่ามีความหมายหรือไม่เป็นสาระ

วิธีการที่สองก็คือ  สมองซีกขวา  เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยความรู้สึกมากกว่าจะเห็นด้วยรูปธรรม  และดูจะเป็นวิธีในรูปแบบของความฝัน  ความรู้สึกที่ประปรายต่างๆกัน  อารามณ์เล็กๆน้อยๆที่รวบรวมกันไว้โดยไม่รู้สึก  ไม่ได้สังเกตในเวลากลางวัน  ผุดขึ้นมาในเวลาหลับซึ่งเห็นสิ่งที่เรามองเห็นเองจากภายใน

นักจิตวิทยา  โรซาลีน  คารทไรท์  แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์  “กระบวนวิธีการสื่อข่าวชนิดนี้เป็นงานภ่คกลางคืนตามปกติ  ส่วนใหญ่ก็คือ  ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร  พอตกกลางคือเราก็มาไล่เกลี่ยให้ความรู้ใหม่สำหรับตัวเราเอง  เอามาประสานติดต่อกัน  เพื่อเราจะลุกขึ้นต่อสู้ในวันรุ่งขึ้น

ความฝันเข้ามาขัดจังหวะการนอนหลับของเราคืนละหลายๆครั้งชั่วชีวิต  การที่จะนอนหลับเงียบๆเต็มอิ่มนั้นยากที่จะมี  การนแนหลับกลางคืนเป็นเวลาที่กิจกรรมทางสรีระและทางจิตเพิ่มเข้มขึ้น  การตื่นครึ่งๆหรือการตื่นงัวเงียเมื่อรวมกับการหลับๆตื่นๆดูเหมือนจะไม่จริง  ผู้ทดลองเคยเอาเทปติดให้เปลือกตาลืมอยู่  หนึ่งนาที  ผู้ถูกทดลองก็ตื่น  แต่ต่อมาก็ดูคล้ายจะตาบอดมองไม่เห็น  แม้จะฉายแสงเข้าตาก็ไม่มีการสองตอบ

ประมาณ  10  นาทีหลังจากนอหลับ  ตามปกติผู้นอนจะตกอยู่ในภาวะสี่ระดับในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง  เป็นไปตามแบบของคลื่นสมองของแต่ละคน  การปลุกผู้ที่กำลังหลับเพิ่มความยุ่งยากมากขึ้น  ปลายระดับที่สี่  ก็กลับเข้าสู่ระยะที่หลับเบากว่าใหม่  เป็นระยะเวลา  10  ถึง  20  นาที  ช่วงที่ปลูกนี้ก็เป็นเวลาที่แย่ที่สุดในตอนกลางคืน  คือ  เดินหลับ  ปัสสาวะรดที่นอน  หรือพูดในขณะหลับ

แต่แทนที่จะตื่นเมื่อถึงระดับที่หลับที่เบาที่สุดที่เรียกว่าลูกตากรอก  ระยะนี้ปรากฏว่าฝันจะชัดแจ้ง  ผู้นอนหลับจะหยุดพลิกตัวหรือขยับเขยื่อน  หยุดกรน  การหายใจจะไม่สม่ำเสมอ  บางทีก็หยุดไปซักสองสามวินาที  อุณหภูมิสมองจะสูงขึ้น  โลหิตจะไหลลอยตัวขึ้น  และร่างกายจะอ่อนแอเหมือนตุ๊กตา  กล้ามเนื้อแขนขาและลำตัวชา  มีเพียงมือและหน้าเท่านั้นที่กระตุกพอที่จะให้ผู้ที่เฝ้ามองเห็นได้  ลูกตาเริ่มกรอง  และหนังตาถูกค่อยๆดึงกลับ  คนนอนจะปรากฏเหมือนคอยเฝ้าดูอะไรบางอย่าง  กล้ามเนื้อหูชั้นกลาง  ดูเหมือนจะได้ยินเสียง

ถ้าผู้ฝันตื่นตอนนี้  ทุกคนจะเล่าเรื่องราวความฝันของเขาไม่เหมือนกับที่เขาทบทวนเมื่อตื่นจากในภาวะที่ไม่ใช่อาร์พีเอ็ม  คือลูกตากรอก  แทนที่จะพูดว่า  “ฉันกำลังคิดว่าฉันจะไปเล่นน้ำในสุดสัปดานี้  “กลับจะพูดว่า  “โอ้โฮ  ฉันว่ายน้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำสีชมพูที่ใหญ่เบ้อเริ่ม  และมีน้ำสีเขียว”  หลังจากนั้นสิบนาที  เมื่อระยะดวงตาเริ่มเคลื่อนไหวนั้นสิ้นสุดลง  ก็จะมาถึงภาวะที่ไม่มีดวงตาเคลื่อนไหวอีก

ประมาณสี่ถึงหกครั้งต่อคืนที่คนนอนหลับจะเข้าสู่ภาวะดวงตาเคลื่อนไหว  มีระยะห่างกันประมาณหนึ่งชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง  ที่เข้าสู่ภาวะดวงตากรอก  ทุกระยะก็จะฝันยาวขึ้น  จนกระทั่งฝันที่สี่หรือที่ห้าจะยาวนานถึงชั่วโมงจึงจะตื่นจากฝัน  วงจรการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกายนั้นมีราวๆ  90  นาที  เช่นท้องกลั่นโฮโมนเป้นต้น  แล้วก็จะเวียนมาใหม่

ในช่วงการฝันนั้นสมองซีกขวาเป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจากสมองซีกซ้าย  ทุกคนต้องการที่จะฝัน  เด็กใช้เวลาเกือบครึ่งของการนอนหลับอยู่ใมนภาวะลูกตากรอกและฝัน  คนที่ขาดฝันมักจะกระวนกระวายวิตกกังวลละไม่สามารถที่จะสำรวมสติได้

มีคนไข้คนหนึ่งหลับจากการนอนไม่หลับหลายวันก็เข้ากลายเป้นคนป่วย  เป็นโรคจิตอุปทาน  การนอนหลับฝันมากไปก็ไม่ดีอีก  พอๆกับไม่ฝัน  “เมื่อตื่นสายตอนเช้าวันอาทิตย์  เมื่อตื่นท่านก็จะรู้สึกว่าเหนื่อยมาก”  นักวิจัยการหลับพูด  “เหตุก็คือท่านนอนหลับนานเกินไปก็ฝันนานไปนั่นเอง  ผลร้ายก็คือ  การสร่างเมา  การตื่นจากยานอนหลับ  พวกเอ็มฟีตามีน  ยากล่อมประสาท  (สิ่งเหล่านี้ตัดความฝัน)  คืนเช่นนี้ทำให้เหนื่อย  และฝันร้าย

ทำไมเราจึงฝัน  เท่าที่เห็นๆก็คือช่วยให้เราแก้ปัญหา  คนที่เผชิญกับปัญหาอันยุ่งยากจากงาน  ความคิดใหม่จะก่อตัวจากความฝันในเวลาที่ใช้ในระยะ  อาร์อีเอ็ม

ความสามารถของจิตฝันการแก้ปัญหาสิ่งที่แก้ไม่ได้โดยความฝันนั้นได้ก่อกังขาให้กั่กวิจัยมานานหลายปี  เช่น  อัลเบิต  ไอสไตน์  โมซาส  เอดการ์  แอนแลนโพ  และมีอีกมากมายหลายท่านที่เป็นนักสร้างสรรค์  นักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียง  ได้อาศัยฝันทำให้เกิดความหยั่งเห็น  ฟรีดริช  เคลูเล่  นักวิทยาศาสตร์เยอรมันพยายามที่จะหาโครงสร้างของอูของเบนซีนเป็นเวลานานหลายปี  แต่ไม่สำเร็จและคืนหนึ่งเขาฝันเห็นงูขดเป็นวงกลม  เมื่อตื่นขึ้นนึกได้ว่า  งูขดเป็นวงกลมนั้นเป็นรูปหกเหลี่ยมและก็เกิดคิดได้ว่า  โครงสร้างของอนูของเบนซีนนี่นจะต้องเป็นรูปหกเหลี่ยมแวบขึ้นมาอย่างในฝัน  มันเป็นการหยั่งรู้ซึ่งเป็นชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอินทรีย์เคมี

ความฝันส่วนใหญ่เป็นไปตามลำดับดังนี้  ฝันครั้งแรกและสั้นที่สุด  เกี่ยวกับปัจจุบัย  มักจะเกี่ยวกับงานหรือสิ่งที่ค้างอยู่ในใจก่อนที่จะหลับ  เป็นพื้นฐานหรือสาระของฝันที่จะเกิดในเวลาต่อมา  ไม่รวมกับความรู้สึกในปัจจุบัน  ตามปกติจะเกี่ยวกับอดีต  ฝันลำดับที่สี่มักจะเป็นเรื่องอนาคตและความปรารถนาที่จะสำเร็จ  ฝันลำดับที่ห้าเป็นความฝันสุดท้ายในคืนนั้น  สร้างบนเนื้อหาสาระของฝันก่อนลำดับั้นรวมเป็นบทสุดท้ายในปัจจุบัน

ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันว่าความฝัมักจะหายไปในเวลาไม่กี่นาทีเมื่อตื่นขึ้น  แต่ที่จริงเรายังจำได้บางระดับมากกว่าที่เราจะรู้สึก  ดร.มิลตัน  เครเมอร์  พบว่าอารมณ์ของคนไข้แปรไปเนื่องจากความฝันเมื่อคืนก่อนหน้านั้น  แม่ส่วนใหญ่จะจำรายละเอียอไม่ได้ยิ่งกว่านั้นเป็นไปได้ว่าคที่ต้องเผชิญปัญหาอันไม่ค่อยจะสบายใจนักมักจะนอนหลับไม่สนิทและจะตื่นตอนปลยของของขณะที่ดวงตากรอกคือระยะ  อาร์อีเอ็ม    เพิ่มโอกาสให้จำความฝันได้  การนอนไม่หลับแล้วกินยานอนหลับไม่ใช่ความคิดที่ดี  อาจจะดีขึ้นถ้าจะฝัน

เคอูเล่  ผู้ค้นพบโครงสร้างของเบนซีนกล่าวว่า  “เราควรจะศึกษาว่าจะฝันอย่างไร  บางทีเราจะได้พบความจริง”

1.ความฝันทุกยุคทุกสมัย

ความฝัที่ได้เข้ามาแซกแซงในมวลมนุษย์ชาตินานนับตั้งแต่เริ่มแรก  ละทุกยุคทุกสมัยก็มีการทำนายฝันกัน  ชาวอิยิปต์ก็มีโยเซฟเป็นผู้ทำนายฝัน  กรีกก็มีเพลโต  และโรมันก็มี  ผู้ทำนายฝันโบราณก็มีพวกเสี่ยงทาย  เซียมซี  และที่บูชาคือพวกศาลเทพเจ้า  และมีคนไปปรึกษาพวกพระที่จะเข้าแทนตน  หรือแนะนำช่วยให้คนเข้ามาเพื่อจะได้คำตอบจากการทำนายฝันของตนเอง

ประวัติเก่าของเรื่องการฝันมีปรากฏในวรรณกรรมเมโสโปเตเมีย  และคำทำนายความหายนะที่ใกล้จะมาถึง  ผู้ฝันได้บรรยายไว้ว่าเขาฝันเห็นคลื่นลูกใหญ่ท่วมแผ่นดิน  ซึ่งบรรยายฝันเหมือนกับเหตุการณ์ที่ปรากฏในพระคัมภีร์เรื่องน้ำท่วมโลก  หนังสือเรื่องฝันที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเข้าใจว่าเป็นการรวบรวมความฝันของอิสสิเรีย  บาบิโลเย  และอิยิปต์  ชื่อเก่าๆ  หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า  Artimedoraus’  Oneiro – Critica

หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงเล่มเดียวที่ให้ความสำคัญในเรื่องความฝันจนกระทั่งถึงศตวรรษที่  18  ซึ่งนำมาแปลจากภาษากรีกมาเป็นภาษาอังกฤษแล้วพิมพ์ซ้ำอีกกว่าสามสิบครั้ง    มีบทสวดของพวกฮิทไทท์โบราณที่วิงวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังนี้  “ขอได้โปรดให้ข้าฝันเห็นหรือให้ฝันนั้นได้รับคำทำนายจากพวกพระโดยญานวิเศษ  หรือโดยการเข้าชานให้ข้าได้รู้ด้วยเถิด”

พวกอีบรูเคลท์  กรีก  อาหรับ  อิเดียน  จีน  ญี่ปุ่น  ฝรั่งเศษ  และรัสเซีย  มีประเพณีวัฒนธรรมที่จะเก็บบันทึกเก่าๆโบราณแสดงถึงว่าความฝันไม่เพียงแต่มีส่วนในชีวิตของแต่ละคน  แต่ยังมีส่วนในการวางลักษณะของการสืบต่อประเพณีและโชคชะตาของประชาชนส่วนรวมด้วย  ไม่ว่าศาสนา  ปรัชญา  วรรณคดี  ประวัติศาสตร์  การเมือง  วิทยาศาสตร์และศิลปะ  ได้รับอิทธิพลจากความฝันมากกว่าความนึกคิดโดยทั่วๆไป  ทุกสิ่งนั้นมาจากอาถรรพ์ของความฝัน

มองทวนหลังในอดีตนานนับศตวรรษมา  จะเห็นว่าความฝันมีผลต่อประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต  ความฝันทุกรูปแบบไม่ว่าจะคนมีชื่อเสียยงฝันหรือคนไม่มีชื่อเสียว  หรือจะเป็นความฝันที่มาจากการทำนาย  หรือการเตือน  เข้ามาทำให้  ประวัติศาสตร์ของทุกชาติมีสีสันขึ้น  ความฝันบางเรื่องก้เป็นไปในเชิงอักษรศาสตร์  หรือบางทีก็เป็นการบอกโต้งๆตรงไปตรงมา  ไม่ต้องมีการตีความหมาย  บางฝันก็บ่งถึงเหตุการณ์ที่ยังมีผลมาจนถึงทุกวันนี้  บางฝันก็ดูเหมือนว่ายังจะมีการเกิอขึ้นต่อไป

สำหรับบรรพบุรุษเรานั้นถือว่า  ความฝันนั้นเป็นเรื่องที่เทพเจ้ามาบอกหรือมาส่งข่าว  ถึงแม้บรรดาเทพเจ้านั้นจะไม่ได้ลงมาเมืองมนุษย์อีกแต่ก็ยังถือว่า แม้จะอยู่บนสวรรค์ยังสอดส่องทิพย์เนตรมายังมนุษย์บนพื้นโลก  ที่จะเข้าใจชีวิต  พวกอัสสิเรียน  บาบิโลเนียนละซูเมเรียน  มีเทพเจ้าและเชื่อกันว่ามีสภาบริหารอย่ใต้โลกเรียกว่า  มหาภูมิ  และจากที่นี่  นั่นเองบบรดาบริวารของเทพเจ้านี้ได้ส่วข่าวหรือการฝันถึงวิธีการอันแนะนำต่างๆผ่านคนที่กำลังหลับ

กรีกก็มีเทพเจ้า  ซีอูส  และมีเทพผู้ช่วย  คือเทพเจ้าแห่งการนอนหลับ  เทพฮิปโนส  เทะเจ้ามอฟิส  เทพเจ้าแห่งความฝัน  และเทพเจ้าเฮอเมส  เป็นผู้นำ  เดินทางไปยังทุกมุมโลกด้วยปีกที่ส้นเท้าของเรา

โฮเมอร์กล่าวว่าเปอร์ซูส  ฝันว่าตนจะฆ่านางกอกอน  (มีผมเป็นงู  มีดวงตาที่ใครมองแล้วเป็นหิน)  อย่างไร  อาทีน  เทพธดาแห่งปัญญาเป็นผู้แนะนำให้ปอร์ซูสขัดโล่ให้เป็นเงาเหมือกระจก  แล้วเวลาต่อสู้กับกอร์กอนให้มองในเงาโล่อย่ามองนางตรงๆจะฆ่านางได้

เมื่อโรคระบาดในกองทัพกรีก  คนโบราณหาว่าพวกกรีกให้เทพเจ้าอพอลโล่โกรธ  ได้มีการประชุมกันค้นหาว่าควรจะทำอย่างไร  ในกวีนิพนธ์ของโฮเมอร์อ้างว่า  อคิลลิส  พูดว่า  “ให้พวกเราไปถามพระหรือพวกทำนายฝัน  ซึ่งมาจากเทพเจ้าซูสว่าเพราะเหตุใดเทพเจ้าอพอลโล่จึงกริ้วมาก  อาจจะเพราะมีการการสวดบูชา  หรือจากการบูชายัญต์ถวายเทพเจ้าอพอลโล่  ไม่เป็นที่พอพระทัยของอพอลโล่

ญาณในการฝัน

การฝันหรือการสื่อความฝัน  อันเป็นรูปของการทำนายหรือการเข้าชานนั้นมีมานานในวัฒนธรรมโบราณ  ก่อนยุคกรีก  ทั่วโลก  โดยทั่วไปแล้ว  ถือว่าความฝันนั้นเป้นพระประสงค์ของเทะเจ้า  และได้รับโดยการฝันชี้ทาง  การแสวงหาความฝันนั้นใช้อาศัยเข้านอน  แม้จะมีวิธีการต่างกันบ้างแต่ก็มีความเชื่ออย่างเดียวกันมาแต่โบราณ  การเข้าชานนั้นถือว่าเป็นการนอนหลับในโบสถ์หรือสถานที่  เช่น  ศาลเทพเจ้า  โดยมีความตั้งใจจะถามคำตอบจากเทพเจ้า  เพื่อแก้ปัญหาที่กังขาอยู่  ตอนแรกก็ทำการสวด  งดการเสพเนื้อสัตว์  ดื่มเหล้า  และงดเสพเมถุน  และบูชาเซ่นไหว้เทพเจ้า