สารคดี ท่านนอนหลับหรือเปล่า

ท่านนอนหลับหรือเปล่า

ไตรเดช

ส.คุปตาภา

เขาว่าคนเราใช้เวลานอนถึงหนึ่งในสามของชีวิตคือวันหนึ่งมียี่สิบสี่ชั่วโมง  นอนเฉลี่ยแล้ววันละแปดชั่วโมงเหลืออีกสิบหกชั่วโมงทำงานบ้าง  เที่ยวบ้าง  กินบ้าง  ทำตนเป็นประโยชน์บ้างไม่เป็นประโยชน์บ้างเฉลี่ยแล้วเพียงครึ่งหนึ่งของชีวิต

แต่กระนั้นบางคนยังนอนกลางวัน  นับว่านอนเกินแปดชั่วโมงไปเสียอีก  ดังนั้นนับว่านอนเกินหนึ่งในสามของชีวิต

บรรดานักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนท่านก็สร้างเครื่องมืออิเล็คโทรนิคขึ้นมาวัดการนอนหลับของคนเราว่านอนอย่างไรจึงจะเรียกว่านอนหลับหรือนอนไม่หลับ

เจ้าเครื่องมือวัดนี่แหละทำให้เราทราบว่าการนอนหลับของคนนั้นนอนเป็นกี่ระดับในขณะที่นอนหลับระดับหนึ่งนั้นบางคนเปลือกตาปิดสนิท  บางคนก็ปิดไม่สนิท  แต่จะอย่างไรก็ตามลูกตาเคลื่อนไหวภายใต้เปลือกตารวดเร็วมาก   เช่นอย่างนี้เป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณยี่สิบนาทีคืนหนึ่งๆก็ประมาณห้าช่วง  คิดรวมแล้วก็ประมาณว่าผู้ใหญ่นอนช่วงที่ลูกตาขยับกรอกได้ทั้งที่นอนหลับคืนหนึ่งประมาณชั่วโมงครึ่ง  อย่างนี้เขาเรียกว่านอนหลับตามปกติ

ในช่วงระยะที่ลูกตากรอกได้ภายใต้เปลือกตานี้เองที่คนเราจะฝัน  ผู้เชี่ยวชาญการนอนหลับท่านว่าทุกคนจะต้องฝัน  ที่ว่าไม่ฝันเลยนั้นไม่จริง  เป็นแต่เพียงฝันแล้วจำไม่ได้ต่างหาก

ที่นี้มาพูดกันเรื่องความฝันเขาว่าเป็นการนำภาพที่อยู่ในความทรงจำของจิตออกมาเท่านั้น   และเมื่อมีการฝันก็เป็นการลบความทรงจำที่เหลือเพื่อในสมองที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไปให้หมด  จะคงเหลือแต่ความทรงจกที่มีประโยชน์เท่านั้น  มิหนำซ้ำท่านผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนหลับยังยืนยันว่า  ถ้าคนไม่ฝันสมองของคนก็จะไม่มีความทรงจำอย่างมีคุณภาพอย่างทุกวันนี้  การฝันเป็นการสังคยานาความทรงจำที่สับสนเหลือเพื่อปะปนกันในระหว่างตื่นเอาสิ่งที่เหลือเฟือทิ้งไปเตรียมประสาทความทรงจำไว้รับจำของใหม่ต่อไป

ท่านว่า  คนที่สุขภาพจิตดีต้องฝัน  การฝันเป็นการปล่อยความเครียดในระหว่างตื่นหรือเป็นการปล่อยปัญหาที่ท่วมอึดอัดอยู่ในหัวใจให้ลอกออกมาโดยเสรี

คนที่ฝันร้ายบ่อยๆเขาว่าเนื่องจากเมื่อเด็กมีความผิดหวังในอารมณ์หรือมีการกระทบกระเทือนอารมณ์รุนแรงมาก่อน  คนบางคนต้องการนอนเพียงสี่ชั่วโมงก็พอ  คนสูงอายุมักจะนอนหลับๆตื่นๆนับรวมงีบ สปังตอนกลางวันเข้าไปด้วยแล้วก็นับว่านอนมากกว่าปกติ

จากเครื่องมือของการวิจัยพบว่าคนจะนอนหลับสนิทลึกที่สุดเมื่อนอนไปแล้วสองชั่วโมง  เขาว่าควรนอนระหว่างสี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม  และอาการที่สมองตื่น  แล้วนั้นเป็นตอนช่วงตีสิบฉะนั้นคนที่นอนตื่นสายนั้นไม่ได้ประโยชน์ทางสมองมากนัก

การนอนหลับนี้เขาจัดว่าหลับลึกต่างกันถึงสี่ระดับ  ระดับที่หลับลึกที่สุดบางคนอาจจะเดินทั้งที่หลับ  บางคนอาจจะพูด  บางคนอาจจะปัสสาวะรดที่นอน  คนที่เป็นอย่างนี้เราจะไปโทษหรือตำหนิก็ไม่ถูกเพราะมันอยู่นอกเหนือการบังคับของจิตใจ  หมอบอกว่าไม่ควรปลุกการนอนหลับในระดับนี้ปลุกยาก  เรียกง่ายๆก็คือระดับขี้เซา  ถ้าเกิดเดินก็ลุกขึ้นไปจูงกลับมานอนเสีย  ถ้าเกิดพูดก็พูดด้วยเบาๆ  เพื่อให้เข้าสู่ภาวการณ์นอนหลับอย่างสงบ

เท่าที่วิจัยกันมาการนอนไม่หลับนั้นเกิดจากอารมณ์เท่าที่พบกันมากเกิดจากความวิตกว่าตนเองนอนไม่หลับ  บางคนบ่นว่านอนไม่หลับตลอดคืน  แต่พอเอาเครื่องมาจับวัดการนอนหลับจะพบว่านอนหลับปกติ  แม้แต่ฝันก็ฝันอย่างคนปกติ  แต่  คิดว่าตนเองนอนไม่หลับ  ทางที่ดีก็คือนอนพักใจตามสบายว่าหลับก็ช่างไม่หลับก็ช่าง  แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะหลับสบายไปเอง

ยาแก้นอนไม่หลับที่พอจะกระทำได้คือก่อนนอนสักชั่วโมงก็ลุกออกมาเดินเล่นเสียสักยี่สิบสามสิบนาที  หรือดื่มนมอุ่นๆสักแก้วก่อนนอน  มีปัญหาอะไรที่ยังแก้ไม่ได้ก็ลืมทิ้งไว้ก่อนค่อยคิดแก้เอาไว้วันรุ่งขึ้น  ถ้าเป็นไปได้ก็แก้เสียให้เสร็จตัดใจให้เด็ดขาดเสียตั้งแต่ก่อนนอน

ทางที่ดีที่สุด  อย่าไปกังวลว่าตอนนอนไม่หลับ  ปล่อยใจตามสบาย  ยานอนหลับไม่ช่วยอะไรเลย  ถ้าหากใช้เวลานอนน้อยหลังจากกินยานอนหลับเข้าไปแล้ว  ฤทธิ์ยาก็ค้างอยู่จนวันรุ่งขึ้น  มีผลกระทบอารมณ์ทำให้ง่วงและซึม  ขืนกินยานอนหลับไปไม่กี่วันโรคนอนไม่หลับก็กลับมาลึกจะต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้น

ดังนั้น  ท่านจงพยายามคิดว่าตนเองนอนหลับเหมือนคนปกติ

ถ้าสุขภาพท่านดี  ก็ไม่ต้องไปหาหมอ  แต่ถ้าท่านโรคทางกายก็ปรึกษาแพทย์เสียก่อน  อย่าพยายามแก้ไขตนเองด้วยการกินยานอนหลับเลย