สารคดี ประวัติศาสตร์ของการสงคราม

ประวัติศาสตร์ของการสงคราม

ส.คุปตาภา

แผนที่โลกเกือบทุกฉบับแสดงหมู่เกาะฟล็อคแลนด์เพียงจุดสีชมพูเล็กๆเรียงรายลงไปในทะเลแอตแลนด์ติกใต้สีฟ้าใกล้อาเจนติน่าที่เหยียดยาว  เมืองแสตนเลย์เป็นเมืองหลวงมีพลเมืองน้อยนิดจนมักจะไม่กล่าวถึง  แต่อังกฤษแจ้งชัดว่าใครเป็นเจ้าของจุดเล็กๆนี้

แต่นี่ไม่ใช่ในแผนที่ๆคุณจะซื้อหาในอาเจนติน่า  หรือในประเทศอื่นบางประเทศในอเมริกาใต้  หมู่เกาะเหล่านี้อยู่ทางตะวันออกของฝั่งพาตาโกเนียน  แต่ในแผนที่ของลาตินอเมริกันมีชื่อแตกต่างออกไปว่าอิลัส  มาวินาส  และเป็นของอาเจนติน่า

หลายปีมาแล้วชาวเกาะฟอล็คแลนด์รู้ว่าตนอยู่ระหว่างความขัดแย้ง  และเท่าที่ชาวเกาะตระหนักก็คือเขาเป็นคนอังกฤษและสิ้นสุดอยู่เพียงตรงนี้  บางทีอาจจะเป็นถิ่นอังกฤษยิ่งกว่าชาวอังกฤษเสียอีก  เพราะหมู่เกาะเหล่านี้มีคนเชื่อสายอังกฤษมาตั้งภูมิลำเนาอยู่นานถึง  150ปี  มีพลเมืองประมาณ 2000 หรือชาวเกาะทั้งหมดนั้นส่วนมากเป็นเชื้อสายของพวกเลี้ยงแกะชาวสก๊อต  อังกฤษ  และเวลส์  และทั้งหมดนี้มีความจงรักภัคดีต่อราชวงศ์อังกฤษอย่างสูงสุด

ทำไมอาเจนติน่าจึงประสงค์ที่จะได้หมู่เกาะนี้กลับคืน  มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับเกาะใหญ่สองเกาะคือเกาะฟอล็คแลนด์ตะวันออก  และตะวันตกและเกาะเล็กเกาะน้อยอีก 200เกาะรอบๆเกาะใหญ่นั้น   มีฝนตกหนาเฉลี่ยแล้วปีละ200วัน มีพื้นที่4700ตารางไมล์เล็กกว่าครึ่งของพื้นที่เวลส์   มีหนองบึงและเขาหักโล้มเต็มไปหมด  บางแห่งให้ชื่อซึ่งแสดงภาพพจน์ว่าไม่มีคนอยู่  เช่นภูเขาระขามี่   แผ่นดินร้าง  ภูเขาใกล้ทะลาย

บางทีเพราะแกะ  658  ,000ตัว    นกเพนกวินหลายล้าน   หรือห่านทะเลหรือนกทะเลที่ทำให้อาเจนติน่าสนใจ   หรือกระท่อมขายเหล้า   ร้านในแสตนเลย์  (ปี  1980  มีประชากร  1050คน)หรือจะโบสถ์ 3แห่ง  หรือจะรถแทกซี่เที่ยวรอบเกาะที่ติดจงผู้ว่าการ  หรือจะเมียรักระป้อง  หรือจะอาหารโต้รุ่ง  หรือบางทีจะเป็นเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีน้ำมันจำนวนมหาศาล  นอกฝั่ง

ความจริงแล้ววิกฤติการณ์ฟล็อคแลนด์เป็นปัญหาอธิปไตยเป็นปัญหาเกียรติภูมิของชาติ  และธงชาติ  ที่จริงอังกฤษอ้างสิทธิก็เพราะพลเมืองของอังกฤษได้อยู่บนเกาะนี้ต่อเนื่องกันมานานอย่างสงบและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ปี  1833  ที่แข็งที่สุดก็คืออาเจนติน่าอ้างว่าเกาะเหล่านี้ถูกเอาไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  ใช้พาละกำลังแย่งเอาไปตั้งแต่แรก  แล้วก็อ้างหนังสือประวัติศาสตร์ของตนเป็นข้อพิสูจน์  มีหลักฐานเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากมายซึ่งสับสน  เพราะเกือบทุกๆข้อที่อังกฤษอ้างอาเจนติน่าก็จะเขียนอย่างอื่นขึ้นมาเอง

คนอังกฤษคนหนึ่งชื่อ  จอน เดวิช  เป็นนักเดินเรือสมัยควีนอลิชาเบทและเป็นกับตันเรือชื่อ  “ดีไรว์”  (Duige) ได้รับเกียรติว่าเป็นผู้เห็นเกาะนี้ในปี  1592  และเรือถูกพายุพัดเข้าไปใกล้เกาะนี้อาเจนติน่าอ้างประวัติศาสตร์ไม่ระบุวันที่พบเกาะแน่นอน  หรือเอกลักษณ์ของผู้สำภาษแต่ระบุว่า  เฟอร์ดินานด์  แมกเจลลัน  และ  อเมริกา  เวสปุคคี  และบุคคลภายนอกที่เคยเห็นเกาะเหล่านี้ก็มีพวกไวกิ้ง  ฟิเจียน และจีน

ที่แน่ๆในปี  1690  หลังจากเดวิชเห็นเกาะนี้เกือบร้อยปี  มีคนอังกฤษอีกคนหนึ่งชื่อ  จอน  สตรองได้ขึ้นไปจากเมืองเวลแฟร์เกาะนี้เพื่อจะดูนกเพนกวิน  และมันเป็นครั้งแรกที่มีการขึ้นเกาะที่รู้กัน  และเคราะห์ดีที่ท่านผู้นี้มีบันทึกว่าได้แล่นเรือผ่านช่องระหว่างเกาะหลัก 2เกาะ  และให้ชื่อว่า  เกาะฟอล็คแลนด์เพื่อเป็นที่ระลึกของท่านไวส์เคานี้ที่สามซึ่งเป็นผู้ว่าราชการกองทับเรือมีการเน้นหนักถึงความดีใจที่ชาวพื้นเมืองมาต้อนรับคนของเขาอย่างมิตร  และได้เขียนถึงนกเพนกวินว่า  “เมื่อคนของเราขึ้นบก นกยืน มอง แล้วก็ดูเหมือนจะโค้งคำนับเราอย่างสง่าผ่าเผย แสดงความประหลาดใจ และอารมดี”

คนฝรั่งเศสก็ได้เคยไปที่นั่นเหมือนกันราวๆนั้นครั้งแรกก็ตั้งถิ่นฐานอยู่กับนกเพนกวิน  เป็นพวกกลาสีบริตอนจากเชนต์  มาโล  ไปล่าแมวน้ำในตนศตวรรษที่ 18  ดังนั้นมีแผนที่ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งเมื่อ ปี 1722 เรียกหมู่เกาะนี้ว่า  Jolce malouciusซึ่งต่อมาพวก lpanick เพี้ยนสำเนียงเป็น มาลวินัส ซึ่งเป็นชื่ออาเจนติน่ายืดแย้งตลอดมา

ในปี  1764  ฝรั่งเศสได้สร้างที่พักอาศัยเป็นทางราชการเพื่อจะไว้เป็นที่พักของพวกชายโสดเพื่อจะทะลวงลึกเข้าไปทางแปซิฟิก  ได้สร้างป้อมแห่งหนึ่งที่ฟัน  และได้ชื่อ  ปอตลุยร์  ห่างจากเมืองหลวงปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 20ไมล์  พวกสเปนอ้างสิทธิ์ครอบครองตลอดอเมริกาโต้รักสงบ  นอกจากแถบที่พวกปอรัตตุเกสอยู่  ไม่พอใจอย่างมาก  ดังนั้นชาวฝรั่งเศสจึงขายที่ๆตนตั้งถิ่นฐานให้แก่สเปนเป็นเงิน  25,000  ถึงแม้อาเจนติน่าจะอยากลืมเรื่องนี้สเปนกลายเป็นชาติสุดท้ายในบรรดา 3 มหาอำนาจที่ในเกาะฟอล็คแลนด์ในระหว่างศตวรรษที่ 17- 18  ผู้ว่าการชาวสเปนได้ครอบครองต่อมาและตั้งชื่อ  ปอตลุยร์  ว่า  เปอร์โต  เดล ลา  โซเลอดัด (Pucvto de  la  Soledad)  อย่างไรก็ตามในขณะนั้นนายพลเรือจัตวา  จอน  ไบรอน  ปู่ของกวีไบรอน  ขึ้นครองที่เกาะฟอล็คแลนด์ตะวันตก  ได้สร้างนิคมเล็กๆที่ปอรัต  เอกมองต์  มีการทะเลาะกันถึง 4 ปีกับชาวสเปนและบังเอิญในระหว่างนั้นผู้ว่าราชการของสเปนในกรุงปาโนสแอเรส  ส่งทหาร  400คนมาขับไล่ชาวนิคมอังกฤษ  เนื่องจากจำนวนคนอังกฤษน้อยกว่ามากจึงต้องยอมแพ้   แต่การสบประมาทธงอังกฤษนี้เองได้ทำให้อังกฤษ  ฝรั่งเศสและสเปนมาถึงจุดสงคราม  สเปนพยายามอ้างต่ออังกฤษว่าการกระทำนั้นผู้ว่าราชการได้กระทำโดยพละการ  ทางการมิได้รู้เห็น  แต่ก็กลายเป็นสงครามกรมทางการทูตซึ่งทำให้ลอนดอนต้องใช้นักโต้คารมคนสำคัญในสมัยนั้น คือกรซามูเอล  จอนสัน  เพื่อจะป้ายสีเกาะฟอล็คแลนด์  ดร. จอนสันได้ออกจุลสารให้ทั่วเรื่องว่า “ความคิดในทางการค้าล่าสุดเกี่ยวกับหมู่เกาะฟอล็คแลนด์ ซึ่งกล่าวว่า มันไม่มีค่าในการที่จะมาสู้รบกันเพื่อ หมู่เกาะที่แต่โบราณเรียกว่า หินแมกเจลลานิคเป็นเกาะร้างที่มนุษย์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ พายุหนักในฤดูหนาว แห้งแล้งในฤดูร้อน เป็นเกาะที่แม้แต่คนป่าเถื่อนแถบใต้ก็ยังไม่ได้เกียรติที่จะมาอยู่      จะต้องมีกองทหารซึ่งอยู่ในภาวะที่จะต้องริษยานักโทษเนรเทศที่ไซมีเรีย จะต้องเสียค่าใช้จ่ายตลอดไปและจะใช้ประโยชน์ก็ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นรัง สำหรับพวกลับรอบค้าของเถื่อนหลบพักอาศัย จะเป็นที่ช่อนที่ปลอดภัยของโจนสลัดในอนาคต”

ในเหตุการณ์ครั้งนี้ฝรั่งเศสได้แสดงชัดเจนว่า  ตนเองไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ภาวะสงคราม ด้วยเรื่องหมู่เกาะนี้  และ 3 ปีต่อมา ในปี 177  สเปนซึ่งแต่ก่อนได้ยกป้อมเอกมองให้กัปตันสก็อตของเรือฟริเกต  ยูไน  การตกลงใจนี้เองที่เป็นไม้ตายที่เป็นอันตรายที่สุดต่อการอ้างสิทธิของอาเจนติน่าต่อเกาะนี้

แต่ภายใน3 ปี   รัฐบาลในกรุงลอนดอน  ต้องเดือดร้อนขนาดหนักกับการกปฏในอนานิคมทางอเมริกาเหนือ  กระทบมาถึงทัศนะที่ว่าค่าใช้จ่ายในการที่จะรักษาอานิคมในเกาะฟอล็คแลนด์ไม่คุ้มกับค่าของมัน

นายเรือเอก  ซามูเอล  วิตเตอรอง  เดลตัน  ผู้ว่าการนิคม  ปวต. เอกมันได้รับคำสั่งให้ถอนกองทหารกลับ   การกระทำครั้งสุดท้ายของท่านผู้นี้ก็คือปิดป้าย จารึกไว้ที่ประตูหอนาฬิกา  และชักธงยูเนียนแจคของอังกฤษขึ้น   แผ่นป้ายจารึกมีความว่า  “ขอประกาศให้ทุกๆชาติทราบว่า หมู่เกาะฟอล็คแลนด์พร้อมทั้งป้อมแห่งนี้   อยู่ในโกดงสินค้า   ท่าขนถ่ายสิ้นค้า ท่าเรือ อ่าง และลำห้วย ลำธารทั้งมวลสิทธิ์ครอบครอง และเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พระเจ้ายอจที่สาม   กษัตริย์ของเกรตบริเตน ผู้พิทักษ์ความซื่อสัตว์ จารึกแผนนี้ได้ติดตั้งและธงของพระองค์ได้โบกสะบัดอยู่เป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ……..”

ชาวสเปนอยู่ในเกาะฟอล็คแลนด์ตะวันออก  ใช้  เฟอรโต  เด  ลา  เซเลดัด  เป็นนิคมนักโทษและปกครองกันอย่างเงียบๆ  ปาโนสแอเรสแต่ตั้งผู้ว่าการจนกระทั่งสมัยพระเจ้าในโปเลียมรถงานสเปน  แต่ในปี  1811 สเปนไม่สนใจเกาะนี้อีกและอาเจนติน่าก็กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพ  สอง- สาม ปีต่อมาก็ไม่ปรากฏว่าหมู่เกาะนี้อยู่ใต้การปกครอง ของประเทศใดที่เห็นชัดๆ มีแต่พวกจับแมวน้ำ  ปลาวาฬและพวกสลัดนอกกฎหมายสองสามพวก  สเปนเองก็ไม่เคยอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะนี้อีก  สิทธิ์ผ่านมาถึงมืออาเจนติน่าโดยอัตโนมัสิซึ่งปาโนสแอเรสยืนยันแต่อย่างไรก็ตามมิได้มีการเปลี่ยนมือจากรัฐบาลกรุงมัดริด  ตามหนังสือประวัติศาสตร์อาเจนติน่าอ้างว่า  กองกำลังของอาเจนติน่ายึดเกาะนี้มาในปี  1820

แต่คนที่ได้กระทำการอันเป็นการช่วยอาเจนติน่าที่จะอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะฟอล็คแลนด์นี้คือพ่อค้าชาวฝรั่งเศสชื่อ  ฮัมเปก  แวรเนต์  เป็นเชื่อสายของ  หลุยส์  แลน์เนต์  ได้มาสร้างนิคมขึ้นที่นี่จากปี 1826  ถึง 1831 และในปี 1829  ทั้งๆที่อังกฤษประท้วงอย่างเป็นทางการ   แวรเนตก็ยังจัดการจนได้ตำแหน่งผู้ว่าการทั้งทางด้านทหารและด้านการเมือง  ทำเงินทองได้ด้วยการขายเสบียงอาหารได้แก่ เรือที่เข้าไปแวะ เปอรโต เด ลา  เซลิคัด  และยังได้สิทธิในการจับปลาแต่ผู้เดียว  แล้วยังทำการเลินเล่ออย่างใหญ่หลวงคือไปจับเรือของมหาอำนาจใหม่  คือ สหรัฐ  ขัดแย้งกันเรื่องการจับปลา  อเมริกันก็เลยส่งเรือรบเลคชินตันไปจับเอาอาเจนติน่ามา  หกคน  ทำลายปืน และยุทโรปกรณ์และประกาศว่าเกาะนี้ไม่ได้อยู่ในอาณัติของรัฐบาลใด

รัฐบาลปาโนสแอเรสไม่ละความพยายาม  ตั้งผู้ว่าการชั่วคราวขึ้นชื่อ  ฮอน แมติเวียร์แทน แวร์เนต์  ไม่ช้าผู้ว่าการคนนี้ก็ถูกฆ่าตาย  อังกฤษจึงฉวยโอกาสและส่งเรือคลิโอไปยึดอธิปไตยคืนมา  เรือนี้ไปถึงในวันขึ้นปีใหม่ 1833

มีเหตุการณ์ที่ติดตามมา  2 กระแส  ตามหนังสือประวัติศาสตร์อาเจนติน่าว่า กลาสีเรืออังกฤษได้สังการทหารอาเจนติน่า  50 คนที่เปอร์โต  เด ลา เซเลดัดอย่างโหดร้ายทารุณ 50 คน  กระแสอังกฤษว่าเมื่อชักธงอังกฤษขึ้นและธงอาเจนติน่าลงส่งคืนให้แก่ผู้บังคับการทหาร  แสดงว่าอังกฤษได้รับสิทธิกลับคืนโดยมี่การยิงเลยแม้แต่นัดเดียว  ในลอนดอน รัฐบาลอ้างว่าได้สิทธิ์ตามกฎหมายมาตลอด ศตวรรษที่ 18 และสิทธิ์ของปาโนสแอเรสนั้นไม่เคยเป็นที่ยอมรับซึ่งก็มีการประท้วงเกี่ยวกับแวอร์เนต์ และ เมติเวียร   ปีต่อมา  ผู้ว่าการอังกฤษก็ได้รับการแต่งตั้งและปกครองต่อมาไม่ขาดสายจนกระทั้งวันที่  2  เมษายน ปี 1982

เรื่องอีกเรื่องหนึ่งปรากฏในเทพนิยายของอาเจนติน่าซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีพวกโจนและชาวอาเจนติน่าที่รักชาติก่อกวนอังกฤษอยู่เสมอ  เมื่อกองทหารอาเจนติน่าถอนไป  ผู้บังคับการกองทหารนั้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของปาโนสแอเรส  แต่ในวันที่  23  ส.ค. 1833  คนผู้นี้และผู้จัดการฝ่ายอังกฤษถูกฆ่า  โดยคนบ้าๆบอๆ ชื่อ อันโตมิโอ  ริเวโร  และนักโทษบางคนซึ่งขโมยอะไรที่จะขโมยได้แล้วหนีเข้าไปในเกาะ  คณะหัวขโมยถูกตามล่าโดยทหารเรืออังกฤษและริเวโรถูกขังคุกที่นิวเกต   หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยให้กลับไปที่รีเวอรี่เพลต  ทุกวันนี้ริเวโรได้รับการยกย่องว่าเป็นวีระบุรุษของอาเจนติน่าในฐานะที่เป็นผู้นำขบวนการผู้ก่อการร้าย  มีการสร้างจัตุรัสเป็นที่ระลึกมีรูปปั้นของผู้นี้เป็นอนุสาวรีย์ที่ริโอ  แกลเลโกส์  ตรงแหลมที่ใกล้หมู่เกาะฟอล็คแลนด์ที่สุด  วางแผ่นไว้ว่าจะเคลื่อนไปไว้ในเมืองหลวงของเกาะมัลวินส์

อาเจนติน่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเกือบห้าสิบปีหลังจากกองทหารถูกขับไล่ไปจึงยกปัญหาเรื่องอธิปไตยขึ้นมาใหม่  อังกฤษได้รับข่าวว่า อาเจนติน่าเสริมกำลังและสำรวจอาณาเขตของตนว่า  ฟอล็คแลนด์ควรจะต้องส่งกลับคืนอาเจนติน่าโดยอาศัยหลักฐานทางภูมิศาสตร์  ลอนดอนไม่สนใจนอกไปจากชี้ว่าฟอล็คแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษบัดนี้กลายเป็นนิคมซึ่งมีความสันติและรุ่งเรืองเพราะตอนนั้นชาวนิคมได้มาถึงเกาะพร้อมด้วยแกะ เซวิโอท์  บริษัทฟอล็คแลนด์  ไอแลนด์  คัมปะนี  ได้ซื้อที่ดินสำหรับเลี้ยงแกะเรื่อยๆสร้างบ้าน  สร้างโกดังมีการค้าในการซ่อมและการขายเสบียง  เนื้อสด  และน้ำแก่เรือที่มุ่งหน้าสู่แหลม เคปฮอน

หมู่เกาะฟอล็คแลนด์มีประสบการณ์เกี่ยวกับการรบทางนาวีในธันวาคม ปี 1914  แต่ตอนนั้นรบกับเยรมันนี   ไม่ใช่อาเจนติน่า  กองเรือเยอรมันเอเชียตะวันออกภายใต้ การนำ  นายพลเรือโท กราฟ  แมกซิมิเลียน  ฟอน  สีป แล่นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคตั้งใจจะล้อมอังกฤษ  ฟอน  สีป หยุดโจมตีตาริติ  และโจมตีทุกเป้าที่มีโอกาสตามทางที่ยกขบวนกลับบ้าน

ในวันที่  1  พฤศจิกายน  กองเรือนี้ประกอบด้วยเรือครูเซอร์  นักสถานอิตาลีและกนีเซอไน  กับเรือครูเซอร์  มา 3 ลำ  ทำลายกองเรือครูเซอร์อังกฤษที่มีกำลังน้อยกว่าจมเรือถู้กโฮป  และเรือมอนเม้าท์ในสงคราม  Battle of Covoncl นอกฝั่งชิเลียนใต้ ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง ที่รบกันราชนาวีอังกฤษเสียทหาร 1000 คน

การสูญเสียนี้นำความตกตลึงมาสู่อังกฤษ  วินสตัน  เชอร์ชิล  แม่ทัพสั่งกองเรือเฉพาะกิจซึ่งประกอบด้วยเรือครูเซอร์  สงครามทันสมัย 2 ลำ ซึ่งมีอัตราความเร็วและอาวุธเหนือเรือครูเซอร์เยอรมัน คือ เรือ อินเฟลกชิเปลและเรืออินวินชิเปล มาเผชิญกับเรือเยอรมัน

เรือครูเซอร์ดังกล่าวสมทบกับเรือครูเซอร์อีก  5  ลำ  มีเชอร์เฟรเดริค  สเตอร์ดี  เป็นผู้บังคับบัญชา  แล่นโดยเต็มปีจักรมายังหมู่เกาะฟอล็คแลนด์ซึ่งไดรับเชื้อเพลิงถ่านหิน  ในขณะที่กำลังขนถ่านหินลงเรือก็เห็นเรือของฟอน  สีป  อยู่ห่างออกไป 20 ไมล์  ไม่มีบันทึกถึงความตั้งใจของ ฟอน สีป แต่มีทฤษฏีหนึ่งว่า  ฟอน สีป  นึกว่าหมู่เกาะนี้ไม่มีทหารป้องกัน  และหวังที่จะยึดได้แก่  ผู้ที่สนับสนุนเยอรมันในอาเจนติน่า & บราซีล เมื่อมาพบว่ากองเรือรบอังกฤษสมบูรณ์อยู่ที่ท่าก็ประหลาดใจ ถ้าหาก ฟอน สปี จะฉวนโอกาสโจมตีเรืออังกฤษในขณะที่จอดอยู่นั้นก็คงจะมีชัยชนะอันลือกระฉ่อนแน่ แต่ปรากฏว่า ฟอน สีปแล่นหนี กองเรืออังกฤษก็ออกไล่ตามและทำลายกองเรือเยอรมัน ฟอน สปี และลูกชายสองคน และทหารเรือ 2500 คน ตายในสงครามนี้ในขณะอังกฤษเสียทหาร นาวิกโยริน 6 คน

มีการสร้างอนุสาวรีย์ใกล้เมืองสแตนเลย์  เป็นการแสดงความขอบคุณนายพลเรือโท  สเตอร์ดีในการที่ช่วยป้องกันอาณานิคมแห่งนี้ของอังกฤษไว้ได้จนมีการตีตราว่า    “สันติ ชัยชนะ สงคราม และมั่นคง”

ในสงครามโลกครั้งที่ สอง หมู่เกาะฟอล็คแลนด์มิได้สูญเสียความสำคัญทางยุทธ์ศาสตร์  เป็นฐานหนึ่งสำหรับล่าเรือ  กราฟสปีซึ่งตั้งชื่อเป็นที่ระลึกของผู้ซึ่งมีชัยชนะและเสียชีวิตในสงครามฟอล็คแลนด์ที่โคโรเนล  เมื่อเรือกราฟสีปแล่นท่าที่ช่อนในมองเตวิดีโอ  ก่อนที่จะถูกราชนาวี  เอกซีเตอร์จมในขณะที่เรือเอกซีเตอร์กำลังแล่นอย่างกระปาดกระเปลี้ยเข้าสู่ท่าฟอล็คแลนด์เนื่องจากถูกกระสุนปืนจากเรือกราฟสีป 100 กว่านัดมีทหารตาย 53 คน และบาดเจ็บอีกมากมาย

ทหารราบ 2000 คนและพลปืนต่อสู้อากาศยามได้ถูกสั่งไปประจำอยู่ที่เกาะฟอล็คแลนด์ตั้งแต่ต้นสงครามเพื่อป้องกันหมู่เกาะจากประเทศในอเมริกาใต้ยิ่งตกลงใจที่จะเสี่ยงร่วมชะตากรรมกับนารีเยอรมนี้ และตอนนั้นอิทธิพลของเยอรมันในอาเจนติน่าแข็งมาก  และสำคัญยิ่งที่ว่าการที่หมู่เกาะนี้ยังคงอยู่ในเมืองอังกฤษเพื่อป้องกันเส้นทางทางทะเลรอบแหลม  เดป์ชอน

เมื่อหลังสงครามอังกฤษก็ถอนกองทหารกลับบ้านทำให้ ฮอน โดมิงโก  เปรองซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอาเจนติน่าในปี  1946  เห็นว่าจะใช้ปัญหาเกาะฟอล็คแลนด์เป็นประโยชน์กับตนทำให้ตนเป็นที่นิยมยกย่องขึ้นโดยใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อปลูกให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมและรัฐสังคมนิยมของตนขึ้น  คำขวัญหนึ่งก็คือ  “คนอังกฤษคืนเกาะมาลวินัสให้แก่เรา” แล้วยังเคลื่อนไหวแนวร่วมทางการเมืองขึ้นว่า เมื่ออาเจนติน่าลงนามในสัญญา โดยเฉพาะกับประเทศในอเมริกาใต้เมื่อใด ก็จะผนวกท้ายสัญญานั้นว่าอาเจนติน่าคัดค้านอธิปไตยของอังกฤษเหนือเกาะฟอล็คแลนด์

เปรองถูกขับและเนรเทศในปี 1955 แต่ผู้ที่เป็นประธานาธิบดีต่อๆมาได้พยายามที่จะบีบคั้นให้มีการคืนเกาะฟอล็คแลนด์  ในปี  1965 รัฐบาลอาเจนตินาพยายามขอให้สหประชาชาติได้เชิญอังกฤษและอาเจนติน่ามาเริ่มต้นเจรจาเพื่อแก้ปัญหาหมู่เกาะฟอล็คแลนด์โดยสันติกล่าวว่าการเจรจาดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเมื่อมีการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มคนหนุ่มอาเจนติน่าพวกชาตินิยมยี่สิบคนลอบขึ้นเกาะโดยจี้เครื่องบินไปลงที่เกาะแล้วก็ชักธงอาเจนติน่าขึ้น  (กล่าวว่ามีบางคนร่วมในพวกกองโจรต่อต้านรัฐบาลในปี 1970  และถูกฆ่าตายหมด)

ในระยะนี้เองที่กระทรวงการต่างประเทศของลอนดอนเริ่มจะคำนึงถึงปัญหาอนาคตของเกาะฟอล็คแลนด์อย่างจริงจังขึ้น  และระหว่างปี 1971-73  ก็ได้มีข้อตกลงกับอาเจนติน่า   เกี่ยวกับ  การสื่อสาร  การไปรษณีย์  การเดินทาง  อุปกรณ์การแพทย์และยา  การศึกษา  และมาตรการภาษี  เมื่อมีสัมพันธุ์ไมตรีกันใหม่อาเจนติน่าก็ได้สร้างหัวบินขึ้น  มีคนงาน 40คนร่วมทั้งพวกช่างเทคนิคมาที่แสตนเล่ห์  สร้างสนามบินชั่วคราวขึ้นแห่งหนึ่ง  คนเหล่านี้โดยสานเรือ  คาโป  ซาน  ดอนซาโลจากอาเจนติน่า  และทำสำเร็จโดยทูตอังกฤษ  เซอร์  ไมเคิลฮาโด  คนงานนำเอาเครื่องมือของอาเจนติน่าไปด้วย 900ตัน ซึ่งกระตุ้นให้หนังสือวารสารในกรุงปาโนสแอเรสวิจารณ์ว่า “อุปกรณ์ทุกชิ้นเป็นการแสดงอธิปไตยของอาเจนติน่า” จริงหรือเท็จก็ตามแต่ก่อนหน้านั้น5 ปี นับถอยหลังไป การไปรษณีย์ที่ปาโนสแอเรสไม่ยอมรับจดหมายที่ทิ้งจากเกาะฟอล็คแลนด์

ในปี 1972  ซึ่งความสัมพันธ์อังกฤษอาเจนติน่ายังราบรื่นซึ่งเป็นผลดีแก่เกาะฟอล็คแลนด์   โดยบริษัทเดินเรือได้มาถึงเกาะฟอล็คแลนด์พร้อมกับนักท่องเที่ยว  มีคนหนุ่มชาวฟอล็คแลนด์ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมปาโนสแอเรส  และสายการบินอาเจนติน่ามาเปิดสำนักงานและที่พักอาศัย

ปี 1974  มีสัญญาเกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลและการเติมเชื่อเพลิงแต่ขณะเดียวกันก็มีการรณรงค์เรียกร้องไห้มีการรุกรานหมู่เกาะฟอล็คแลนด์ซึ่งในหนังสือพิมพ์ในกรุงปาโนสแอเรสกระตุ้น  ทางฝ่ายรัฐบาลอังกฤษก็ไม่สนใจ

สองปีต่อมาอาเจนตินากระทบกระเทือนใจในการที่อังกฤษส่งคณะทูตเศรษฐกิจไปยังฟอล็คแลนด์  นำโดย  จอร์ด  แชคเศิลตัน  บุตรชายนักสำรวจทูตคณะนี้รายงานปัญหาของเกาะและความสามารถของเกาะ  และเหตุนี้เองเป็นเหตุหนึ่งที่เป็นการยั่วโทสะอาเจนติน่า  อาเจนติน่าได้พยายามทุกวิถีทางที่จะสกัด  ทูตคณะนี้  เรือพิฆาต  อัลมิรังเต้  สตอรม ได้โจมตีเรือสำรวจ  แชคเศิลตัน  เพราะเข้าใจผิดว่า  ท่านลอดอยู่บนเรือ

รายงานของแชคเดิลตันยาวถึง 400หน้า  และมีข้อเสนอแนะถึง90ข้อเริ่มตั้งแต่ให้ขยายสนามบินชั่วคราวจนกระทั่งถึงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนทุ่งหญ้าข้อเสนอส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเครื่องมือ  แต่รัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะขยายสนามบินสำหรับสายการบินอื่นนอกจากที่กองทัพอากาศอาเจนติน่าใช้อยู่  เพราะจะต้องใช้เงินกว่า  5ล้านปอนด์

ปี  1977  ปัญหาเรื่องการโอนอธิปไตยเกาะฟอล็คแลนด์ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเจรจาระหว่างอังกฤษกับอาเจนติน่าเป็นครั้งแรก  สามปีต่อมา ในนิวยอร์ก นาย  นิโคลัส  ริดเรย์  ร.ม.ต.กระทรวงการต่างประเทศได้นำความคิดเรื่องการขายหมู่เกาะแล้วเช่ากลับเพื่อยุติปัญหาขัดแย้ง  15 ปี  แผนเรียกร้องไห้อังกฤษปล่อยเกาะฟอล็คแลนด์ไห้อยู่ในอธิปไตยของอาเจนติน่า  แล้วอังกฤษเช่ากลับมาบริหารริดเล่ย์คิดว่า  การที่อังกฤษยังคงบริหารเกาะนั้นเพื่อให้ชาวเกาะมีวิถีชีวิตอย่างเดิม  และจะเป็นการกระตุ้นให้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ริดเล่ย์ได้บินจากนิวยอร์ก ไปแสตนเล่ห์  เพื่อจะอธิบายข้อเสนอนี้และได้รับการต้อนรับอย่างกระด่างกระเดื่องจากชาวเกาะ  แม้ริดเล่ห์จะอธิบายว่าชาวเกาะจะเป็นผู้พูดคนสุดท้ายและยังได้รับการโจมตีอย่างดูเดือดในสภาผู้แทน  ถึงอาเจนติน่าเองก็คัดค้านข้อเสนอนี้เพราะมองเห็นว่าอังกฤษมีแนวความคิดที่จะขจัดตนเองจากหมู่เกาะฟอล็คแลนด์โดยหวังกำไร

มีการเจรจากันต่อมาจนปี 1981  แต่อาเจนติน่าก็ตัดข้อเสนอของอังกฤษแช่เย็นความขัดแย้งต่อไปชั่วระยะหนึ่งซึ่งสองประเทศร่วมกันพัฒนาทรัพยากรของเกาะวันที่ 26 , 27 เดือนกุมภาพันธ์ปี 1982 ได้มีการเจรจากันอย่างเป็นทางการในปัญหาอนาคตของเกาะฟล็กแลนด์อีก ก่อนที่การเจรจาจะเริ่ม  หนังสือพิมพ์อาเจนติน่าก็พาดหัวรุนแรงว่า  อังกฤษจะถูกยืนคำขาด  ว่าจะตกลงเวลาแน่นอนในการโอนเกาะเมื่อไรหรือว่าจะรบกัน  สรุปได้ว่ากระทรวงการต่างประเทศรู้ความกดดันก่อนการเจรจาแต่ก็ยังไม่คำนึงถึงเช่นเดียวกับคำขู่อื่นๆ

ในนิวยอร์กเสียงทางการทูตอาเจนติน่าซึ่งนักการทูตอาวุโสนั้นเป็นมิตรที่สุดคณะทูตของอังกฤษที่มี นาย ริชาด ลูช รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเป็นหัวหน้าและมีสมาชิกสภาเกาะฟอล็คแลนด์อีกสองคนร่วมอยู่ในคณะเจรจาตอนต้น ยังคิดว่าการเจรจาได้ผลค่อนข้างดี

อาเจนติน่าไม่ได้รู้ว่าจะรุกราน  แต่ก็ได้บีบให้ผมออกมาเร็วๆ  อาเจนติน่าขอให้มีการพบเจรจากันระดับรัฐมนตรีเดือนละครั้ง  และนำปัญหาเรื่องอธิปไตยและการครอบครองเกาะเข้าในระเบียบวาระ ทางด้านอังกฤษไม่ได้กระตือรือร้นที่จะประชุมกันบ่อยครั้งอย่างนั้น  และไม่ต้องการที่จะให้เข้มงวดว่าจะให้เอาอะไรมาปรึกษาหารือกันจนเกินไป  ดังนั้นการเจรจาก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นมิตรพอที่จะออกโฆษณาเน้นว่า  การเจรจานั้นเป็นไปอย่างดีและเป็นประโยชน์เพียงไร

แต่พอคณะทูตของอาเจนติน่ากลับไปแล้วปรากฏว่าผลออกมาคนละแนว  มีการประท้วงว่า  อาเจนติน่าเป็นเจรจามาด้วยความอดทนนานถึง 15 ปีด้วยความซื้อตรง  ไว้เพื่อเชื่อใจ  และทั้งหมดก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  มีเสียงกระชิบที่เวียนในปาโนสแอเรสถึงผลทางเลือกที่คณะปฏิบัติตกลงใจคือรับแต่ทางเดียวเพราะว่าอังกฤษไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม  ในระหว่างทางเลือกก็มีสหประชาชาตินักการทูตผู้หนึ่งเปิดเผย  และในที่สุดก็คือบุกเกาะ

ที่จริงการกระชิบชนิดนี้นักการทูตอังกฤษได้ยินมานานนับปีคงเชื่อว่าอาเจนติน่าก็เป็นหมาป่าหอนอีกตามแบบของอาเจนตินา  โออ้วดไปอย่างนั้นเอง