ลิลิต: บทกวีนิพนธ์ของชาติ
วรรณกรรมของไทยที่เป็นประเภทร้อยกรองและจัดเป็นวรรณคดีนั้นปรากฏเป็นรูปลิลิต ฉันท์ กลอน กาพย์ และโคลงล้วน
คำว่าลิลิตนั้นมีความหมายแต่เพียงว่าเป็นบทร้อยกรองที่ประกอบด้วยโคลงและราย บางทีก็มีกาพย์ซึ่งนำมานิพนธ์ห่อโคลงเอาไว้ด้วย โคลงที่กล่าวถึงก็เป็นโคลงสุภาพย่าง คั้นบ้าง มีโคลง สอง สาม สี่ และร่าย บทร้อยกรองที่เป็นลิลิตนั้นใช้ในการเล่าเรื่องที่เป็นนิยายทางประวัติศาสตร์ นิยายอิงประวัติศาสตร์ หรือ นิทานโบราณคดี ที่ส่วนมากเป็นเรื่องยาว หรือสั้นขนาดยาว เป็นกวีนิพนธ์ เช่น เรื่องลิลิตพระลอ ลิลิตเตลงพ่าย เป็นต้น
ถ้าจะเทียบกับภาษาอังกฤษ กวีนิพนธ์ประเภทลิลิตนั้นก็หมายถึง Narrative และ Lyric ผสมกัน เพราะ Narrative นั้นกวีเพียงแต่เล่าเรื่องเป็นบทร้อยกรอง และ Lyric นั้นกวีได้ถ่ายทอด ภาพพจน์ แสง เสียง ประสบการณ์และความสะเทือนอารมณ์ ตลอดจนความคิด ความรู้เข้าไปในบทนิพนธ์ด้วย ทั้ง Narrative และ Lyric ปรากฏอยู่ในลิลิตของเรา ดังนั้น บทกวีนิพนธ์ที่เป็นลิลิตของเราจึงน่าที่จะศึกษา
ยิ่งไปกว่านั้น ลิลิตของเรายังได้นำมาให้ละครแสดงบนเวทีได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ Dramatic Poetry ของฝรั่ง ดังนั้น การนิพนธ์ลิลิตของเราจึงอาจจะศึกษาได้หลายรูปแบบ คือเป็นแบบ Narrative หรือแบบ Lyric หรือแบบ Dramatic ก็ย่อมได้
ครั้งหนึ่ง นักเรียนกลุ่มภาษาไทยในโรงเรียนแห่งหนึ่งได้มาเชิญข้าพเจ้าไปบรรยาย เรื่อง “วรรณคดีไทยในทัศนะของครูคณิตศาสตร์” แล้วเราก็ได้พูดกันถึงหนังสือลิลิตบางเรื่อง เลยไปจนถึงวรรณคดีโบราณของไทย ข้าพเจ้ายอมรับต่อที่ประชุมนักเรียนว่า ข้าพเจ้าชอบและยกย่องกวีนิพนธ์ของไทยมาก อาทิเช่น ลิลิตพระลอ และ ลิลิตเตลงพ่าย
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องพูดกันถึงเรื่องของกวี คือผู้รจนาวานนิพนธ์ชิ้นนั้นๆเสียก่อน เพื่อเราจะได้มองบทนิพนธ์ต่อไปด้วยความใจกว้าง
งานนิพนธ์นั้นๆเป็นเสียงสะท้อนสองประการ ไม่ว่าจะบทร้อยกรองหรือร้อยแก้วและไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมในสมัยใด ประการที่หนึ่งคือสะท้อนสังคมในสมัยที่มีการนิพนธ์งานชิ้นนั้นขึ้น ประการที่สองก็คือสะท้อนความรู้สึกนึกคิดหรืออารมณ์ของผู้นิพนธ์ในขณะที่ได้เขียนงานชิ้นนั้น โดยเฉพาะกวี ซึ่งรจนาลทร้อยกรอง ย่อมจะเป็นผู้มีอารมณ์อ่อนไหว มีกระทบกระเทือนและไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางกาย ทางใจ หรือทางวาจา และมีความรู้สึกที่ลึกและคม เมื่อมีความไหวมาก ก็สามารถจะถ่ายทอดออกมาเป็นบทร้อยกรองที่มีความไพเราะ ลึกซึ้ง และงดงาม
ตามปกติ ผู้ประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประพันธ์แบบร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ตาม จะบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ไม่เท่ากับความรู้สึกนึกคิด หรือ ความรู้ที่ตนมีอยู่ เนื่องจากจะต้องพยายามเรียบเรียงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้มีความรู้สึกตามและมีความเข้าใจ ซึ่งทุกคนคงจะยอมรับว่ายาก เพราะความรู้สึกภายในของแต่ละคนนั้นยากที่จะถ่ายเทออกมาด้วยตัวอักษรที่จำกัด ยิ่งเป็นบทร้อยกรองด้วยแล้ว ยิ่งมีความยากเป็นเท่าทวีคูณ เนื่องด้วยบทร้อยกรองนั้นมีกฏเกณท์ข้อกำหนดบังคับลักษณะไว้มากมายก่ายกอง เช่น คำ สัมผัส เสียงวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์ บางทีก็บังคับหนักไปถึงคำครุลหุ สระเสียงสั้นเสียงยาว อีกด้วย ฉะนั้นท่านจะต้องยอมรับว่าการที่จะบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยข้อบังคับนานาอย่างนี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง
อีกประการ การบรรยายที่จะสามารถจะถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก หรือความสะเทือนใจได้ดี และเกิดความรู้สึกร่วม ย่อมจะเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยงจ้องพาดพิงไปถึงความรัก ความสูญเสียในความรัก ความสุขอันเกิดจากความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักในเผ่าพันธ์ ในบ้านเกิดเมืองนอน พ่อแม่ญาติพี่น้อง และที่ผู้อ่านจะเข้าใจและเกิดอารมณ์ร่วมมากที่สุด ก็คือความรักระหว่างเพศ ที่บทกวีนิพนธ์ทุกเรื่องจะขาดเสียมิได้ นี่ก็คือ ผลงานนั้นจะต้องสะท้อนความรู้สึกหรืออารมณ์ของผู้แต่ง
การสะท้อนอีกอย่างที่จะสอดแทรกอยู่ในวรรณกรรมทุกเรื่องคือเรื่องการสะท้อนสังคม ยิ่งเป็นงานนิพนธ์ของคนโบราณแล้วยิ่งจะเห็นเด่นชัดมากที่จะขาดไม่ได้คือ การกล่าวถึงสถาบันของพระมหากษัตริย์ และในแวดวงของข้าราชบริพารใกล้เบื้องพระยุคลบาท ทั้งนี้เพราะงานเขียนทุกชิ้นสะท้อนสิ่งแวดล้อมในสังคมใกล้ชิดของผู้เขียน ผู้เขียนเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านหนังสือหรืออักษรศาสตร์ในสมัยนั้น คนที่จะมีความรู้อย่างนี้ก็คือผู้ที่รับราชการชั้นสูง หรือเป็นผู้ที่อยู่ในรั้วในวัง คนทั่วไปในสมัยนั้นยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ผู้เขียนมีประสบการณ์อยู่ในแวดวงสังคมเช่นนั้น ดังนั้นการเขียนก็จะปรากฏเรื่องราวในแวดวงของผู้เขียน และ ตัวเอกของเรื่อง ก็ย่อมจะเป็นบุคคลในแวดวงที่ผู้เขียนเข้าใจ และความรู้สึกลึกซึ้งในความเป็นอยู่ของสังคมนั้นๆ เป็นประการที่สอง