สารคดี วัฒนธรรม

1.วัฒนธรรม

ส.คุปตาภา

มนุษย์เป็นสัตว์โลกและสัตย์สังคม

บนผิวโลกกลมๆใบนี้  นักโบราณคดีและนักมนุษย์วิทยาได้ร่วมกันหาหลักฐานและพยายามพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า  มีมนุษย์อาศัยอยู่บนผิวโลกนี้มานานกว่าสามล้านปีก่อนประวัติศาสตร์  แล้วต่างไม่มีอะไรติดตัวมานอกจากกรรมพันธุ์ทางเชื้อชาติ     และสิ่งที่เป็นสัญชาติญาณ  เมื่อเกิดก็มีแผ่นดินอยู่  มีอากาศหายใจ  มีสิ่งที่พอจะเก็บกินประทังชีวิต  ซึ่งเป็นมรดกที่ธรรมชาติมอบมาให้  ตกทอดกันมาทั้งคนและสัตว์  ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้เชื่อว่าเป็น  สัตย์โลก  และเป็นสัตว์โลกที่ต้องเกาะกลุ่มกันอยู่  ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว  จึงนับว่าเป็นสัตว์สังคม    และการที่เกาะเป็นกลุ่มๆกันนี้  เรียกว่า  “กลุ่มชาติพันธุ์”

เมื่อมนุษย์เกิดมาแล้วก็จำเป็นต้องแสวงหาอาหาร  หาที่อยู่อาศัย  สืบเผ่าพันธุ์  ต่อไปตามสัญชาติญาณเหมือนสัตว์โลกอื่นๆแต่มนุษย์มีความสามารถที่จะคิด  ที่จะปรับปรุงความเป็นอยู่ด้วยการสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นเพื่อให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  จากครอบครัวเล็กขยายเป็นครอบครัวใหญ่  มีเครือญาติมาอยู่ร่วมด้วย  มีการดำเนินชีวิตร่วมกัน  มีแบบแผนการดำเนินชีวิตร่วมกันด้วยความมั่นคงปลอดภัย  มีความเจริญรุ่งเรือง  งดงามเหมาะสมกับความจำเป็นของชีวิต  ตกทอดต่อกันมาเป็นมรดกของส่วนรวม  และมรดกนี้คือ  “วัฒนธรรมของสังคม”

ธรรมชาติมีบทบาทต่อการดำเนินของวัฒนธรรมสังคม

ธรรมชาติมีบทบาทในการให้สิ่งที่จะมาบำบัดความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต  มนุษย์รู้จักนำธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติมาปรุงแต่งให้เป็นประโยชน์แก่ตน  โดยปรับปรุงแก้ไขและสร้างสิ่งใหม่อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนขึ้นมา  และเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันไป  ดังนั้นจึงถือได้ว่า  “ธรรมชาติมีบทบาทในการให้กำเนิดวัฒนธรรมของสังคม”

   วัฒนธรรมคืออะไร

วัฒนธรรม  เป็นวิธีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคม  อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  มนุษย์กับสังคม  เช่นครอบครัว  หรือมนุษย์กับธรรมชาติในด้านเป็นการกระทำ  หรือความคิดในการสร้างสรรค์และพัฒนาระเบียบชีวิตในสังคมเดียวกันโดยความเข้าใจและเห็นด้วยร่วมกัน  ทั้งในนามธรรมและรูปธรรม   คือทั้งในด้านความคิด และการกระทำ

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  พ.ศ. 2525ว่า  วัฒนธรรมคือ

  1. สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ
  2. วิถีชีวิตของหมู่คณะ
  3. ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบของสังคม  ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ  และศีลธรรมอันดีของประชาชน
  4. พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน

ประเภทของวัฒนธรรม

เมื่อแบ่งประเภทวัฒนธรรมใหญ่ๆจะแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท  คือ

  1. วัฒนธรรมทางวัตถุ ได้แก่สิ่งจำเป็นในชีวิตในการครองชีพให้เกิดความสะดวกสบาย  และความปลอดภัย  รวมทั้งศิลปะทั้งหลายเป็นศีลปะทางวัตถุ  ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวเป็นการแสดงออกทางจิตใจ
  2. วัฒนธรรมทางจิตใจ หมายถึงสิ่งซึ่งทำให้สติปัญญา และจิตใจเจริญงอกงาม อันมีศาสนา  ภาษาวรรณกรรม  กฎหมาย  ระเบียบประเพณี  ความเชื่อการประพฤติปฏิบัติต่อกันอันเป็นจริยธรรมของสังคม

กลุ่มชาติพันธ์กับวัฒนธรรม

ในสมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์  มนุษย์โบราณมีวัฒนธรรมแบ่งออกเป็นสองสาย  คือ

สายวัฒนธรรมพเนจร        เคลื่อนย้ายหาที่อยู่อาศัยที่ให้ความสะดวกสบาย  มีธรรมชาติเอื้ออำนวยในด้านอาหารการกินและความปลอดภัย  การอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มในสายนี้จึงเกาะกลุ่มกันไม่ใหญ่นัก

สายวัฒนธรรมเกษตรกรรม         เป็นพวกชาวไร่ชาวนา  เกาะกลุ่มกันอยู่ในที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะตามริมฝั่งน้ำซึ่งเป็น  แม่น้ำลำคลอง  หนอง    บึง  สะดวกแก่การทำเกษตร

กลุ่มมนุษย์ต่างๆกันนี้  มีวิธีดำเนินชีวิตแตกต่างกันหรือบ้างก็คล้ายคลึงกัน  สืบเผ่าพันธุ์ต่างกัน  บางกลุ่มก็ตั้งถิ่นฐานอยู่นานแล้ว  แต่บางกลุ่มก็อพยพมาจากที่อื่น  กลุ่มเหล่านี้เรียกว่า  “กลุ่มชาติพันธุ์”

ทุกกลุ่มมีวิถีการดำเนินชีวิตอันเป็นวัฒนธรรมของกลุ่ม  และเมื่อมีการเคลื่อนย้ายออกไปก็นำวัฒนธรรมของกลุ่มติดไปด้วย

การที่จะศึกษาวัฒนธรรมของกลุ่มใดหรือชาติใด  จำเป็นจะต้องศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของชาติ  อันเนื่องมาจากสภาพและลักษณะภูมิศาสตร์อันเป็นที่ตั้ง  ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมศาสนา  ความเชื่อ  เศรษฐกิจ  การเมือง  ของกลุ่มหรือชาตินั้นๆสภาวะต่างๆดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัฒนธรรมของชาติอย่างที่แยกกันไม่ออก

กลุ่มชาติพันธุ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ(แหลมทอง)

ในดินแดนแหลมทองหรือที่เรียกว่าสุวรรณภูมิอันอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของโลกเป็นผืนแผ่นดินของไทยเราบัดนี้  นอกจากชาติไทยจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่กลุ่มหนึ่งแล้ว  ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆอาศัยเป็นกลุ่มๆอยู่เป็นจำนวนมาก  เช่น  จีน  ญวน  เขมร  มอญ  ชาวเล   และชาวเขา   เผ่าต่างๆ  อีกหลายกลุ่มที่กระจัดกระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้

ภายในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  ต่างก็มีระเบียบแบบแผนการดำรงชีพและจัดระเบียบสังคมเป็นของตนเอง  ต่างเคลื่อนย้ายไปมาอพยพไปยังพื้นที่อื่นเนื่องด้วยสาเหตุนานาประการเช่น การรุกรามกัน  การขาดแคลนอาหาร  เพราะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป  เกิดภัยทางธรรมชาติเป็นต้น  กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในแหลมทองเท่าที่ปรากฏหลักฐานอพยพจากทางใต้แถบริมฝั่งทะเลอ่าวไทยเดินไปตามลำแม่น้ำใหญ่ขึ้นไปทางเหนือ

บางกลุ่มชาติพันธุ์อาจจะมีสัมพันธ์ต่อกันผสมผสานการดำรงชีวิต  ความรู้สึกนึกคิด   หรือความสำนึกในเผ่าพันธุ์พ้องกัน  กลืนเข้าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ย่อมจะมี  และบางกลุ่มใหญ่อาจจะแตกออกเป็นกลุ่มเล็กออกไป  แม้จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันมาก่อน  อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์มีลักษณะนิสัยและประเพณีเคร่งครัดเฉพาะกลุ่มเด่นอยู่ยังเป็นที่สังเกตได้  เช่นกลุ่มชาติเผ่าพันธุ์ไทยได้แตกออกเป็นกลุ่มไทยใหญ่  ไทยอาหม  ไทยลื้อ  ไทยเหนือ  ไทยลาว  ไทยน้ำ  ไทยย้อย ไทยดำ  ฯ อยู่กระจัดกระจายจากเหนืออินเดีย  พม่า  ลาว  ไปจนถึงเวียดนาม ไทยเหล่านี้ยังมีวัฒนธรรมที่แสดงความเป็นไทยชัดอยู่บ้างก็มีมาก  บ้างก็มีน้อยผสมผสานกับวัฒนธรรมชาติอื่นเข้าไปมาก  แต่ปัจจุบันก็ยังรู้กันว่าพวกกลุ่มเหล่านั้นคือกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเดิม

วัฒนธรรมไทย   เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมไทย  ที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติร่วมกันเป็นแนวเดียวกันของสมาชิกในสังคมสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นมรดกทางสังคมจากอดีต  อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเองหรืออาจรับเอาสิ่งจากสังคมอื่นที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในสังคมไทย  วัฒนธรรมไทยก็เช่นเดียวกับวัฒนธรรมของชาติอื่นย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเมื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป

อิทธิพลที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมไทยได้แก่

  1. ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้แก่ลักษณะภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาเกี่ยวข้องกันหรือใกล้เคียงกัน  และธรรมชาติแวดล้อม
  2. สภาพแวดล้อมอันเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นได้แก่การปกครอง  กฎหมาย  การเลียนแบบ  เทคโนโลยีต่างๆ  การถูกบีบบังคับจากภายนอก  เศรษฐกิจ  ศาสนา  ภาษา ฯลฯ

วัฒนธรรมที่ยังเป็นมรดกตกทอดและคงอยู่ในปัจจุบันได้แก่

  1. ประเพณีท้องถิ่น
  2. ความเชื่อบางประการ
  3. ศิลปะเก่าๆที่ยังคงตกทอดและเหลืออยู่ในถาวรวัตถุ เช่นวัดอาราม  ศิลปะในวิชาชีพ  เช่นการทอผ้าศิลปการแสดงเช่นการร้องรำทำเพลงแบบเก่า  ศิลปะในภาษาซึ่งปรากฏในวรรณกรรมต่างๆ  รวมทั้งนิทานพื้นบ้าน  เป็นต้น       

ถ้าจะกล่าวถึงในวัฒนธรรมของคนไทยนั้นคนไทยที่เป็นกลุ่มๆกระจัดกระจายอยู่ตั้งแต่ใต้ไปเหนือกระจายอยู่เหนืออินเดีย  พม่าเป็นพวกฉานหรือไทยใหญ่  ทางใต้ของจีน  และ  ทางเหนือของไทยลาว  และเหนือของเวียดนาม  ยังคงมีวัฒนธรรมที่ต่างกันตามสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น  ซึ่งเรียกว่าวัฒนธรรมท้องถิ่น  อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม  เช่นภาษา  บางกลุ่มพูดภาษาเพี้ยนกันไป  แต่ยังมีคำพอที่จะเข้าใจกันได้  อย่างเช่นภาษาพื้นเมืองของชาวสุพรรณบุรีมีความคล้ายคลึงกับภาษาทางเหนือของหลวงพระบาง  แสดงถึงความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันมาก  การกินข้าวเหนียวซึ่งเป็นอาหารหลักของภาคทางเหนือบริเวณแม่น้ำโขง  และดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  แต่ชนภาคกลางได้เลิกไปยังคงมีแต่เพียงเป็นอาหารจานพิเศษที่รับประทานร่วมกับลาบและส้มตำเป็นต้น

อีกประการบ้านใต้ถุนสูง  พวกที่พูดภาษาไทยลาวได้ตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีน้ำท่วมถึงหรือที่ราบต่ำเช่นเดียวกับพวกที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ในตอนกลางของประเทศไทย  ชาวไทยในอัสสัมและสิบสองพันนาในบ้านเช่นนี้ใต้ถุนใช้เก็บเครื่องมือสำหรับการเกษตร  ในหลวงพระบางก็เช่นเดียวกัน   ใช้สำหรับเป็นที่ตั้งเครื่องทอผ้าบ้านในแต่ละภาคจะแตกต่างกันบางก็คือแบบ  ขนาด  บันได  หลังคาและการจัดแบ่งห้อง  ไทยอัสสัมก็มีการสร้างศาลพระภูมิยกสูงระดับบ้านโดยมีเสาสูงเช่นเดียวกันกับบ้านของเรา

ไทยอาหม  คำว่าอาหมทางด้านนิรุกติศาสตร์ว่าหมายถึงสยามรัฐอาหมอยู่ทางเหนือของพม่าแถบแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมา  คนอาหมเข้ามาอยู่ในอัสสัมเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18   คนในอาหมแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งเคร่งครัดวัฒนธรรมเดิมได้แก่กลุ่มไทยคำตี้พูดภาษาไทยลาวอีกกลุ่มได้แก่กลุ่มพวกที่กลายเป็นอัสสัมไปแล้ววัฒนธรรมก็ซึมซับวัฒนธรรมอินเดียไปมากทั้งที่เป็นคนไทยในพม่าเหนือ  ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มเห็นได้ชัดในเรื่องภาษา  อาหาร  กิจวัตรประจำวันและ  แบบของบ้านใช้ภาษาอัสสัมพูด  พวกที่กลายเป็นคนอัสสัมใช้ไม่ได้พูดภาษาไทยลาวแล้ว  และไม่สนข้าวเหนียว  นับถือศาสนาฮินดูและคริสเตียน  พวกไทยอาหมที่ยังคงเป็นไทยสยามยังคงปลูกข้าวเหนียวและกินข้าวเหนียวและยังมีศาลพระภูมิสูงการนับถือพวกไทยอาหมนับถือศาสนาพุทธ

มนุษย์เผ่าพันธุ์สยาม(Liamoid gvug)

จากหลักฐานทางโบราณคดีวิทยาและมนุษย์วิทยาได้ค้นหลักฐานและเชื่อว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์สยาม  เป็นมนุษย์ผิวคล้ำได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของโลก  ณ  ดินแดนที่เรียกว่า  “สุวรรณภูมิ”หรือ “แหลมทองนี้” อย่างแน่ชัดอย่างน้อย 5000, 000ปีมาแล้ว และที่แห่นี้คือประเทศไทยปัจจุบัน

แพทย์ได้สำรวจโดย  สุ่มตรวจเม็ดเลือดคนในภาคต่างๆของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง  พบว่า  คนไทยจะต้องมีฮีโมโกลบินอี  ในเม็ดเลือด  และคนไทยในภาคอีสานของประเทศ  มีฮีโมโกลบินอีในเม็ดเลือดหนาแน่น  คนไทยในภาคอื่นก็มีเช่นกันแต่ไม่เท่าทางภาคอีสาน เนื่องจากมีการผสมกับกลุ่มกันไปบ้าง  จากบทความของ  ประทีป  สยามชัย  วิ.เกษตรสังคมเรื่อง “โฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยสารสารเกษตรศาสตร์สังคม ปีที่ 9ฉบับที่ 2 แต่คนในชาติอื่น เช่น จีน เขมร พม่า มอญ ไม่ปรากฏว่ามีฮีโมโกลบินอีในเม็ดเลือดเลย และจากหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกันพิจารณาว่า แหล่งดั้งเดิมของคนไทยเมื่อ 5000, 000ปีมานี้ก็คือ ดินแดนทางภาคอีสานของเรานี่เอง

ยิ่งกว่านั้นหลักฐานที่ยืนยันเป็นวัฒนธรรมของวัตถุโดยนักโบราณคดีได้ขุดค้นพื้นดิน    ตามถ้ำ เพิงผา และขุดลึกลงไปในแผ่นดิน  เพื่อหาหลักฐานก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิตะวันออกเฉียงใต้ของโลก  จะพบวัตถุโบราณ  เช่นภาชนะเครื่องปั้นดินเผา  เครื่องมือ  เครื่องใช้  ของใช้ประจำวันในสมัยโพ้น  ซึ่งสามารถใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์คำนวณอายุของสิ่งของเหล่านั้นว่ามีอายุเก่าแก่หลายพันปีมาแล้วหรือนับเป็นแสนปี  และสรุปได้ว่าในดินแดนประเทศไทยคือแหลมทองนั้นมีคนไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่อยู่ที่นี่  เป็นเจ้าของที่นี่  มีวัฒนธรรมของตนเองมาช้านาน  และดินแดนอันเป็นประเทศไทยแห่งนี้ได้รับการเชื่อว่า  เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมอันสูงแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ซึ่งพวกเราน่าจะหวงแหนและภูมิใจในฐานะที่เราได้ซื้อที่พวกอายันยื้อเรียกว่าเป็นชาวสยามมาแต่โบราณ  คนไทยในดินแดนประเทศไทยแห่งนี้คือ  ไทยสยาม

วัฒนธรรมสยาม(Liamoid)

ในแหลมทองหรือที่เรียกว่าสุวรรณภูมิแห่งนี้  ดินแดนที่มีมนุษย์ผิวคล้ำอันเรียกว่าคนสยามมีเผ่าพันธุ์ตั้งรกรากมานานอยู่ด้วยพวกหนึ่งตามหลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์  ด้านมนุษย์วิทยา  ธรณีวิทยา  และโบราณคดีคำนวณมาว่า  ตั้งถิ่นฐานเคลื่อนย้ายไปมากว่าห้าแสนปี  วิวัฒนาการสืบทอดวัฒนธรรมมาจนทุกวันนี้  จากหลักฐานที่นักโบราณคดีได้ขุดค้นพบมากมายในแถบตอนกลางของประเทศไทย  และตามหลักฐานในถ้ำและเพิงผา  แสดงถึงวัฒนธรรมที่จับกลุ่มกันอย่างหนาแน่นเก่ากว่าที่อื่น  เป็นเกียรติประวัติแพร่หลายไปทั่วโลก  และที่ประชุมนักโบราณคดีสากลที่เมืองนีซ เมื่อ พ.ศ.2470 ได้ยอมรับว่าศิลปวัตถุโบราณยุคโลหะผสมนั้นเก่าแก่ที่สุดในโลกเช่นกัน  และเกียรติประวัตินี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัฒนธรรมสยามมอยด์และเป็นวัฒนธรรมสูงสุดสายหนึ่งในโลกอารยะธรรม

นักโบราณคดีได้ขุดพบหลักฐานเป็นเครื่องมือในยุคหินเก่าจากหนังสือศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือยุคโลหะผสม  ของ นายประกิต  บัวบุศย์  ราชบัณฑิต กิติศักดิ์, โครงการส่งเสริมหนังสือตามแนวพระราชดำริ  อันดับที่  17และก่อนหน้านั้นคือยุคเมื่อ 5000,000ปีมาแล้ว  และวัตถุประดิษฐ์อีกมากมายที่จังหวัดกาญจนบุรี   ภาคกลางของประเทศไทย  และทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ทางภาคใต้พบที่จังหวัดกระบี่และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี  สกลนคร  มหาสารคาม  นครพนม  และอุบลราชธานี  เป็นต้น  ศิลปวัตถุโบราณที่ขุดพบในดินแดนของประเทศไทยต่อมาเหล่านี้มาคุณค่าทางความงามยิ่งกว่าศิลปวัตถุของภูมิภาคอื่นในโลก  โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาในระหว่างประมาณ 15000ปีลงมาถึง 2200ปีที่พบในประเทศไทยมีคุณค่าความงามอย่างน่ามหัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยพบในส่วนใดของโลก  ทั้งรูปทรงและลวดลายตกแต่  นอกจากจะสร้างขึ้นเป็นเครื่องใช้ประจำวัน  ยังแยกออกมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาสำหรับใช้ในพิธีกรรมฝังศพอีกด้วย

จากหลักฐานเครื่องโลหะผสมและเครื่องปั้นดินเผาแสดงว่ามนุษย์ในแถบนี้ได้เปลี่ยนจากวัฒนธรรมล่าสัตว์มาเป็นวัฒนธรรมเกษตรก่อนมนุษย์เผ่าอื่นคำนวณได้ว่าประมาณสองหมื่นปี

วัฒนธรรมสยามจากหลักฐานทางโบราณคดี

จากหนังสือในเรื่องศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือยุคโลหะผสมเก่าแก่ที่สุดในโลก  ของนายประกิต (จิตร) บัวบุศก์  ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ชุดโครงการพระราชดำริ  ยืนยันวัฒนธรรมมนุษย์เผ่าพันธุ์สยามว่า

  1. มนุษย์เผ่าพันธุ์สยาม โดยเฉพาะทางภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน  รู้จักทำภาชนะหุงต้ม  ใส่ข้าว  ใส่น้ำ  และทำกล้องยาเส้น  ทำลูกกลิ้งประดิษฐ์ลวดลายผ้า  และพัฒนามาเรื่อยจนปัจจุบัน  มีหลักฐานขุดพบตามดอยและเชิงเขา
  2. มนุษย์เผ่าพันธุ์สยามโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ไม่น้อยกว่า 10,000ปีมานี้  มีระเบียบการกินอาหารรวมกันเป็นหมู่คณะหรือในครอบครัว  มีถ้วยแบ่งเฉพาะตัว  มีช้อนกลางและช้อนส่วนตัวไม่ปะปนกัน   มีหม้อน้ำใช้  น้ำดื่ม  ชำระกายแยกกัน  เป็นประเพณีของผู้มีวัฒนธรรมสูงตกทอดมาจนทุกวันนี้
  3. ระเบียบการแต่กาย แบ่งเพศ  สวมเสื้อผ้าประกอบด้วยสีสัน  ลวดลาย  ทอด้วยไหม  ใยไม้และเปลือกไม้   ปรากฏตามภาพเขียนในถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์
  4. มีการเคารพ บรรพบุรุษ นำของไปเส้นไหว้ผู้อาวุโสซึ่งโยงไปถึงการปกครองที่มีระเบียบของสังคมโบราณ  ส่อถึงการเคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง
  5. มีพิธีกรรมฝังศพและบรรจุศพผู้ล่วงลับไปแล้วพร้อมด้วยสิ่งของเครื่องใช้สำหรับคนตายในภพหน้า แสดงว่ามีความเชื่อในเรื่องวิญญาณ
  6. มนุษย์เผ่าพันธุ์สยามนี้ในระยะ 30,000- 5000ปีมาแล้วได้คิดค้นสัญลักษณ์แทนคำพูด ซึ่งค้นพบในถ้ำและเพิงผาที่ถ้ำมิ้ม  อำเภอโนนสัง  จังหวัดอุบลราชธานี  และที่อำเภอนครไทย  จังหวัดพิษณุโลก  และได้นำอพยพไปยังตอนใต้ของจีนเนื่องจากดินฟ้าอากาศวิปริต  ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรในภาคตะวันออก  มีจีน  เกาหลี  ญี่ปุ่น  เป็นต้น
  7. มนุษย์เผ่าพันธุ์สยาม มีเครื่องบำรุงกำลังและทำให้จิตใจเบิกบาน  โดยการคิดทำแอลกอฮอจากการหมักข้าว  น้ำอ้อย  หรือน้ำตาลใช้ดื่ม  และมีการออกแบบกาใส่เหล้าเป็นเครื่องปั้นดินเผาและทำด้วยโลหะในเวลาต่อมา  เมื่อประมาณไม่น้อยกว่า 6000ปีมาแล้ว
  8. รู้จักใช้ใบยาหรือกลีบบัวบานบุหรี่สูบ และต่อมาก็ทำกล้องสูบยามีลวดลายงดงาม เป็นที่แพร่หลายถึงทั้งผู้หญิงและเด็ก  เป็นวัฒนธรรมยาสูบที่พบและคาดว่าเป็นแห่งแรกของโลก

ในปัจจุบันนี้การค้นพบวัตถุโบราณก็ยังปรากฏอยู่  แต่เป็นที่น่าเสียดาย  ทางการขาดการเอาใจใส่  ปล่อยให้ชาวบ้านทำลายไปเสียมาก  และ กฎหมายก็หย่อนยาน  หลักฐานทางโบราณคดีถูกทำลายและทอดทิ้งสูญหายไปนับไม่ถ้วน  โดยที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

เป็นที่น่าเสียดายว่า  เราคนไทยผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของวัฒนธรรมหนึ่งอันได้รับเกียรติว่าสูงยิ่งในอารยะธรรม  กลับไม่พยายามรักษาชื่อเสียงนี้ไว้  ให้ยืนยงต่อไป

วัฒนธรรมทางวัตถุรุ่นต่อๆมาเราก็ยังพบยังสร้างกันมาเรื่อยๆจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยรุ่นหลังนี้พยายามสงวนรักษาหวงแหนไว้ต่อไป