ไม้ชายเลน
สลวย (คุปตาภา) โรจนสโรช)
วิจารณ์โดย ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์
เรื่องไม้ชายเลน อาจถือว่าเป็นนวนิยายแนวใหม่ที่มิได้เน้นความสำคัญของโครงเรื่อง แต่เน้นความคิดที่แฝงอยู่ในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งมักเป็นประเภทของไม้ เช่น ไม้ชายเลน ไม้เกยเลน ไม้ใหม่ พงอ้อริมฝั่ง ไม้เมา ไม้หลัก และไม้ผุ แนวความคิดที่เสนอไว้ก็มีหลายรูปแบบ เช่น ประสบการณ์ คำอธิบาย ปัญหาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุซึ่งเปรียบเสมือนไม้ชายเลน
ผู้เขียนใช้ตัวละครสำคัญสองตัวเป็นตัวยืน คือ วิมล ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายการเงินของกระทรวงศึกษาธิการ กับสมใจ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรัฐบาล ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันและอยู่ในวัยเดียวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบ ๆ คนทั้งสองได้สานต่อกันเป็นเนื้อหาของนวนิยาย
โครงเรื่องใหญ่ของนวนิยายนี้อาจจะพูดได้ว่าไม่มี มีแต่โครงเรื่องย่อย อย่างเช่นเรื่องเด็กผู้หญิงหนีโรงเรียน เพราะว่าถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ตนไม่ถนัดโดยพ่อแม่ที่ใฝ่สูง เรื่องของศิษย์เก่าของอาจารย์สมใจซึ่งต้องผจญกับปัญหาของความไม่พร้อมของโรงเรียน ซึ่งขาดงบประมาณแต่ต้องสอน ตามแนวใหม่ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาตามอุดมคติ และเรื่องของข้าราชการที่ถึงวาระปลดเกษียณ เป็นต้น โครงเรื่องย่อยนี้เชื่อมต่อกันอย่างมีเอกภาพ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวของวิมลบ้างสมใจบ้าง ซึ่งเป็นตัวเอกในเรื่อง
คุณค่าของไม้ชายเลนอยู่ที่ความเป็นสากลของความรู้สึกของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งแสดงออกโดยวิมล สมใจและเพื่อนฝูงของเธอ ผู้อ่านทุกวัยจะพบว่าความเห็นและความรู้สึกส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ มิใช่เป็นของคนวัยไม้ชายเลนโดยเฉพาะ แต่ทว่าเป็นของคนทุกรุ่นทุกวัยที่มีความรู้ความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาและวงราชการ เรื่องเหล่านี้เห็นรู้อยู่แก่ใจ แต่อาจมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
ขอยกตัวอย่างความเห็นของอาจารย์สมใจ “ถ้าหากค่านิยมของเราไม่ต้องการเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว บางทีเราจะมีความก้าวหน้ามากกว่านี้ คนที่ถนัดสายอาชีพก็ออกไปฝึกวิชาชีพเสียก็ได้ งานก็จะดี เงินก็จะดี เพราะทำในสิ่งที่ตนรัก ตนถนัด แต่นี่ทุกคนต้องการกระดาษและต้องการอย่างเดียวคือ ทำราชการ” (หน้า 60) การตำหนิค่านิยมในปริญญาบัตรมิใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ควรจะต้องคอยตอกย้ำด้วยวิธีการต่าง ๆ จนกว่าคนไทยทุกคนจะเข้าใจ
วิมลเห็นความประพฤติของเด็ก ๆ แล้วก็มีความเห็นว่า “ในหลักสูตรการศึกษาควรมีเรื่องการอบรมให้คนมีระเบียบวินัย มีความละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม และต่อประเทศชาติบ้างสักเพียงส่วนน้อยก็ยังดี สิ่งเหล่านั้นโรงเรียนมีการอบรมกันบ้างหรือไม่ มีในหลักสูตรการศึกษาหรือไม่ ถ้ามีนั้นสอนกันอย่างไร” (หน้า 110) เรื่องระเบียบวินัยนี้ก็มีผู้ห่วงใยอยู่มากและได้พยายามแก้ไข
ในวงราชการก็มีปัญหาซ้ำ ๆ ซึ่งเห็น ๆ กันอยู่เสมอ เช่น “วิมลคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจบริหารเป็นเหมือนไม้หลักปักเลน คำสั่งก็หาความแน่นอนไม่ได้ ลักปิดลักเปิด แต่แรกก็เข้มงวด ไป ๆ ก็เลิก หายไปเสียเฉย ๆ” (หน้า 118)
เรื่องระบบราชการที่ทำให้กิจการงานล่าช้าก็ยังอยู่คู่กับประเทศไทย อาจารย์สมใจกล่าวว่า “ผู้ใหญ่ต้องอ่านต้องเซ็นหนังสือเป็นร้อย ๆ เรื่อง บางเรื่องหนาตั้ง แฟ้มก็คงไม่ได้อ่านเหมือน เพราะผู้ใหญ่แม้จะมีอำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งใหญ่โตอย่างไรก็มีเพียงสองมือสองตา ต้องกิน ต้องนอน ต้องอ่อนเพลียบ้าง บางคนแถมต้องทำหลายหน้าที่ หลายอย่าง เธอเอ๋ย ฉันว่าแต่ละท่านเก่งจังนะเธอ… แล้วท่านยังดีมีเวลาอ่านอยู่บ้าง อ่านตรงไหนเธอรู้ไหม ก็ตรงประจำแผนก หรือเสมียนเขาเขียนไว้ให้หัวหน้าลงชื่อ เสนอขึ้นมาตามขั้นตอน คนต่อมาก็ลงนามเท่านั้น อย่างดีก็ประธานเสนอเพื่อโปรดพิจารณา อ้ายที่พิจารณากันจริง ๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นก็คือต้องกระจอกงอกง่อย อย่างลูกน้องเธอนั่นแหละ จะเป็นความคิดเห็นของผู้ใหญ่ก็หาไม่”
“อือ” วิมลคราง “นั่นแหละเขาจึงให้ผ่านหลายขั้นตอนเพื่อกรองงาน บางทีบางเรื่องเธอเอ๋ย ฉันนับดูผู้ลงนามเกือบจะยี่สิบลายเซ็น คือทั้งไปและกลับ หนังสือมันเดินอยู่ตามโต๊ะ สมมติว่าชื่อละหนึ่งวันก็กินเวลาหนังสือลงนามกลับมาถึงที่เดิมเกือบยี่สิบวัน” (หน้า 197-8)
ดังนั้นไม้ชายเลนจึงเป็นเสมือนบันทึกข้อบกพร่องของสังคมไทย ให้คนอ่านได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ และก็ช่วยกันหาหนทางแก้ไข เนื้อหาอาจไม่สนุกโลดโผนแต่ก็เผ็ดร้อน สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบ ถ้าผู้บริหารได้อ่านเรื่องไม้ชายเลนนี้ ท่านอาจจะรู้สึกร้อนหนาวและก็หาทางแก้ไขเสียบ้าง จริงอยู่การตำหนิวิจารณ์ทำได้ง่ายกว่าการแก้ไข แต่ผู้เขียนก็ได้พยายามเขียนในลักษณะติเพื่อก่อเสมอ
ตัวอย่างเช่น นิยม ศิษย์เก่าของอาจารย์สมใจ ซึ่งเล่าถึงผลของการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนชนบทด้วยวิธีสืบเสาะและทำการทดลองว่า “ผมสอนเด็กว่า อย่าทำน้ำกรดหยดถูกเสื้อผ้าเป็นอันขาด มันจะทำให้ผ้าขาดเป็นรูใหญ่เลย ถูกเนื้อก็จะเจ็บปวดแสนสาหัส เพราะน้ำกรดมันกัดไม่เลือก อาจารย์ครับ คิดดูเถอะครับ เด็กที่นั่นเขาไม่เชื่อผมดอกครับ เพราะเราไปสอนให้เขาสืบเสาะครับ เขาก็เลยลองดี เอาน้ำกรดหยดใส่กางเกง ผลก็คือกางเกงขาดรูเบ้อเร่อเทียวครับ”
“อุตริแท้เทียวนะ” อาจารย์สมใจอุทาน
“ครับ ไม่ใช่อุตริเสียของ คือเสียทั้งน้ำกรดแล้วก็เสียกางเกงของตัวด้วย แต่ผมยิ่งแย่ไปกว่านั้น ผู้ปกครองยกกระบวนแห่มาเล่นงานผม หาว่าไม่ดูแลไม่บอกไม่กล่าว ผมก็บอกแล้ว แต่เจ้าลูกศิษย์บังเกิดเกล้าของผมเขาไม่ยอมเชื่อผม เขาต้องการค้นพบด้วยตัวเองนี่ครับ นี่แหละครับวิธีสินแบบสืบเสาะที่ผมเรียนมา หรือที่สถาบันสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเขาพยายามจะปั้นให้พวกเราไปสอนนักเรียน” (หน้า 34-5)
ในบทที่ 12 ซึ่งกล่าวเรื่องไม้บนเขาซึ่งถูกโค่นลงจนเกิดเขาหัวโล้นนั้น ผู้เขียนก็ให้ข้อคิดว่าถนนไปถึงไหน การทำลายป่าก็เกิดขึ้นถึงนั่น “ใครนะ ใครเป็นคนทำลาย ไม่มีการปราณีกันเสียบ้างเลย” วิมลพูดอย่างขัดเคือง
เขานิ่ง อาจารย์สมใจจึงถามขึ้นว่า “ชาวเขาหรือคะ”
“ไม่ใช่ดอกครับ ชาวเขาจะเผาป่าก็เมื่อมีไม้เหลือบางตา ไม้ใหญ่ ๆ หมดไปเสียมากแล้ว” เขาตอบ “แต่จะว่าพวกชาวเขาทำลายก็ได้ เพราะถ้าไม้ที่ตัดเอาไปแล้วตอยังอยู่ ไม้เล็กยังเกาะยึดอยู่ ฝนตกมันก็ไม่หลุดล่วงออกไปอย่างนี้ ดินก็ยังคงมีที่ยึด … นั่นแหละครับ ใครทำลายกันแน่ก็คิดเอาเองเถอะครับ” (หน้า 150-1)
ในบางตอน ผู้เขียนไม่เพียงแต่เสนอสภาพความเป็นจริงเท่านั้น แต่ได้เสนอหาทางแก้ไขไว้ด้วย เช่นเรื่องการสอนวรรณคดีมักจะเกิดปัญหาว่า นักเรียนเห็นวรรณคดีไทยเป็นเรื่องน้ำเน่า เช่น พระลอที่หลงผู้หญิงจนทิ้งบ้านทิ้งเมือง อาจารย์สมใจได้อธิบายว่า “เรื่องลิลิตพระลอนั้นแฝงกุศโลบายการเมืองไว้อย่างลึกซึ้งที่สุด… ทีนี้เมืองสรองและเมืองแมนสรวงกับบังเอิญอยู่ติดกัน ก็ทำให้เกิดรบกันไม่หยุด ถ้าจะให้เลิกรบกันมันก็จำเป็นที่จะต้องเป็นทองแผ่นเดียวกันเสีย ศัตรูจะได้มาเป็นมิตร… (หน้า 20-1) “การเขียนหนังสือเป็นนิยายนั้นจะเขียนตรงไปตรงมาเหมือนเขียนจดหมายเหตุไม่ได้ จำเป็นจะต้องผูกเรื่องขึ้นให้มีรสรักรสโศก มันจะได้สนุกน่าอ่าน แต่เค้าโครงเรื่องนั้น พิจารณาดูให้ดีจะมีคติสอนใจแฝงอยู่ทั้งนั้น อย่าไปคิดว่าคนโบราณที่เขียนวรรณกรรมชิ้นนั้นเป็นคนลามก จิตใจสกปรก ถึงวรรณกรรมปัจจุบันที่เราชอบกันทุกวันนี้มันก็หนีเรื่องกามารมณ์ไปไม่พ้น แล้วคนก็ชอบอ่าน บางเรื่องก็เขียนตรงไปตรงมาจนน่าเกลียด…” (หน้า 23-4)
ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวลาว เขมร และญวนก็มีการเสนอหนทางแก้ไขว่า “เรามีเกาะอะไรรกร้างว่างเปล่าอยู่บ้าง ก็จับพวกนี้ต้อนไปอยู่เสียเลย เกาะอพยพชาวลาว ชาวเขมร ชาวญวน ในเกาะต่างก็ประกอบอาชีพของตน… เราก็จัดเป็นที่ท่องเที่ยว มีของที่ระลึกเป็นของพื้นเมืองของชาติทำไว้ขาย… จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา เงินทองก็เข้าประเทศไทยและเข้าพวกเขาโดยเราไม่ต้องเลี้ยงดู”
“อ้าว แล้วเดี๋ยวเขาตัดเกาะเหล่านั้นเป็นของพวกเขาล่ะ สมใจ เอาอาวุธ เอาอะไรมาส่องสุมเรามิแย่ไปหรือ” วิมลค้าน
“ไม่ เราก็ให้ทหารเรือคอยควบคุมอยู่รอบ ๆ เรือใครจะเข้าจะออกต้องคอยตรวจ เรียกว่ายังอยู่ในการควบคุมเหมือนอยู่ในศูนย์อพยพ…” (หน้า 90-1)
สรุปแล้วนวนิยายเรื่องไม้ชายเลนนี้เป็นการเล่าประสบการณ์ ข้อคิดเห็น และความรู้สึกของผู้ที่ได้เห็นโลกมามาก เป็นการเตือนสติผู้เยาว์และผู้ใหญ่ทางอ้อมให้ตระหนักถึงสภาพสังคมไทย หน้าที่และบทบาทของตนในการช่วยเหลือและเสริมสร้างสังคมซึ่งเป็นของคนไทยทุกคนว่า ผู้เขียนได้เสนอเนื้อหาอย่างมีอารมณ์ขัน ซึ่งทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบา อ่านได้เพลิดเพลินเหมือนฟังคนพูดคุยกัน ทั้งยังได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์และเข้าใจผู้มีวัยวุฒิได้ดียิ่งขึ้น สมกับที่เป็นหนังสือที่ออกในปีผู้สูงอายุสากล คือใน พ.ศ. 2525 นี้