สารคดี สมาธิสู่ความสำเร็จ

สมาธิสู่ความสำเร็จ

(โดย  Edwin Kiester Jr.)

                                                                                   

สลวย  (คุปตาภา)  โรจนสโรช

 

อัลมาไทรเนอร์เงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงาน  และถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นว่าข้างนอกมืดแล้ว  แม้แต่อาหารกลางวันยังไม่ตกถึงท้องเลย  เจ้านายโผล่หน้าเข้ามาถามเธอว่า  ”จะนั่งรถไปงานเลี้ยงด้วยกันไหม”

อัลมางงอยู่ชั่วครู่แล้วก็คิดได้ว่าจะต้องไปงานเลี้ยงอาหารค่ำสำหรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  เธอเป็นรองประธานของบริษัทนี้ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาระดับนานาชาติ  เธอลืมเรื่องงานเลี้ยงไปสนิท  เพราะมัวง่วนเรื่องที่จะต้องเสนอลูกค้าพรุ่งนี้

อัลมานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น  “ตอนนั้นทำงานไปเยอะมาก  ความคิดและคำพูดทั้งหลายดูจะหลั่งไหลออกมาได้ดังใจ  จนลืมเรื่องอื่น ๆ หมด”  เธอเข้าไปอยู่ใน  “ภวังค์สมาธิ”  ซึ่งเป็นคำที่พวกนักกีฬามักใช้บรรยายถึงภาวะจิตใจที่จดจ่ออยู่กับงานจนลืมสิ่งรบกวนรอบตัวเมื่อใจมุ่งอยู่กับงาน  เธอจะไม่สนใจกับเสียงโทรศัพท์  ลืมความหิวกระหายหรือแม้แต่เวลาที่ผ่านไป  เธอไม่เพียงแต่จะสร้างสรรค์งานคุณภาพชั้นยอดออกมาเท่านั้น  แต่ยังทำได้โดยใช้เวลาน้อยกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ซึ่งมีพรสวรรค์ในระดับเดียวกัน

ความสามารถที่จะมุ่งความสนใจเรื่องงานทำให้ประสบความสำเร็จได้ในทางตรงกันข้ามหากไม่สามารถควบคุมจิตใจให้อยู่ในภวังค์สมาธิ  อาจทำให้นักวิ่งตัวเก็งกลายเป็นนักวิ่งแบบซังกะตายได้  ในการฝึกซ้อมเพื่อแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบคัดเลือกของสหรัฐ  ปี  2535  นักกรีฑาชื่อ  แดน  โอไบรอัน  ทำสถิติเยี่ยมจนกระทั่งทุกคนเชื่อว่าเขาคงจะได้เป็นทีมชาติ  เขาจึงเริ่มปล่อยตัวตามสบายและไปพลาดในการกระโดดข้ามค้ำถ่อ  เพราะกระโดดไม่พ้นความสูงที่เคยทำได้เป็นร้อย ๆ ครั้ง  เขายอมรับในภายหลังว่าไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้ทั้งที่ได้พยายามแล้วแต่ก็พลาดไปตั้งสองครั้ง  โอไบรอันมีความพร้อมทางด้านร่างกายอย่างดี  แต่ควบคุมจิตใจไม่อยู่  ความหวังที่จะเป็นนักกีฬาโอลิมปิคจึงหลุดลอยไป

บางครั้งตัวคุณเองก็อาจเคยคิดอะไรไม่ออกสับสน  ได้แต่นั่งใจลอยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์  พยายามนึกหาค่าที่จะใช้ตาจ้องอยู่แต่ตัวเลขที่จะใช้ในงบประมาณไม่สามารถรวบรวมสมาธิให้อยู่กับตัวเลขเหล่านั้นได้  แต่ก็มีเหมือนกันที่คุณมีสมาธิสูงทำงานได้ดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว  สำคัญอยู่แต่ว่าทำอย่างไรคุณจึงจะเข้าไปอยู่ในภวังค์สมาธิซึ่งช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นักจิตวิทยาซึ่งศึกษาประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด  และนักประสาทวิทยา  ซึ่งค้นคว้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองในภาวะเช่นนั้นให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ดังนี้

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทีคำถามว่าการสร้างสมาธิจะช่วยพัฒนาสมองส่วนที่ใช้ทำงานเหมือนการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือไม่  ไมเคิล  โพสเนอร์  ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน  ใช้วิธีตรวจแบบพีทีอีสแกน  และการบันทึกคลื่นสมอง  ด้วยไฟฟ้าดูการทำงานของสมองของคนที่จิตใจจดจ่ออยู่กับงานซึ่งได้รับมอบหมาย  ความพยายามทำงานในระยะแรกจะทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้นและพลังไฟฟ้าใยสมองก็มากขึ้นด้วย  แต่เมื่องานนั้นสำเร็จลง  เลือดก็ไปเลี้ยงสมองและการปล่อยกระแสไฟฟ้าในสมองก็ลดน้อยลง  โพสเนอร์เชื่อว่า  ยิ่งเราฝึกสมาธิให้มากขึ้นเท่าไรสมองก็ทำงานน้อยลงเท่านั้น  และทักษะหรือความชำนาญทางจิตใจในด้านหนึ่งยังสามารถถ่ายโอนไปใช้ในด้านอื่น ๆ ได้ด้วย

หลุยส์  โซกา  ผู้สอนวิธีทำสมาธิให้แก่ผู้บังคับการด้านการรบที่เวสต์พ้อยกล่าวว่า  “ข้อสำคัญคือต้องสามารถเอาชนะ  “เสียง”  และสิ่งรบกวนต่าง ๆ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอก  ตัวอย่างเช่น  ถ้าคุณชอบดนตรีแจ๊ส  ก็อาจฝึกด้วยการเปิดเพลงแล้วพยายามฟังแต่เสียงอัลโอแซกโซโฟน  กับเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ และเสียงร้องออกไปให้หมด

ทำตามแบบแผน  วันไหนที่ต้องเข้าห้องผ่าตัด  หมออัลสตูเนนเบอรก  ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลในคาลิฟฟอเนีย  จะตื่นเวลาเดินขับรถไปทำงานตามถนนสายเดิมและจอดรถในที่เดิมเป็นประจำ  คุณหมอจะสวมเสื้อคลุมผ่าตัดก่อนแล้วจึงสวมกางเกง  ล้างมือขวาก่อนมือซ้าย  แล้วเดินไปยังจุดเดิมข้างคนไข้  ไม่ใช่เชื่อโชคลางแต่ทำไปตามขั้นตอนที่เคยชินจะช่วยให้มีสมาธิอยู่กับงานอย่างเป็นระบบเมื่อพร้อมจะลงมือผ่าตัด  มิฮาลี  ซิกส์  เซ็นต์ศาสตราจารย์  สาขาการพัฒนามนุษย์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก  กล่าวว่าพฤติกรรมที่ทำจนเป็นนิสัยช่วยให้เราพุ่งความสนใจไปยังงานท้าทายนั้นเป็นแบบแผนช่วยให้ตั้งสมาธิได้

การคุยกับตนเอง  การพูดออกมาทำให้ใจจดจ่ออยู่กับงานและยังช่วยเตือนด้วยว่าจะต้องทำอะไรต่อไป

ขัดจังหวะตัวเอง  บางครั้งการหยุดพักช่วงสั้น ๆ จะช่วยให้ทำงานได้ไวขึ้น  เมื่อความเครียดรบกวนสมาธิให้หายใจลึก ๆ วาดภาพตนเองว่าอยู่ในบรรยากาศที่สงบ  ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน  เมื่อหายเครียดแล้วจึงค่อยกลับไปทำงานต่อ