สารคดี เวลาเริ่มต้นที่ไหน

เวลาเริ่มต้นที่ไหน     Where the Jine   Began

Uineurt   H.            Halmeirong

                                  Science Digest Dec   1981                  ส.คุปตาภา

บนที่ราบฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคทางใต้ของเม็กสิโก  สามพันปีมาแล้ว  มีภูเขาไฟสองลูกของอเมริกากลางซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุด  พระรูปหนึ่งได้รับการเปิดเผยจากเทพเจ้าอาทิตย์ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เกือบประมาณเที่ยงวันของวันที่  13  สิงหาคม  ปี  ค.ศ.  1358  พระรูปนั้นสังเกตว่าไม่ว่าต้นไม้  เสา  สูง  หรือไม้หลัก  ไม่มีเงาเลย   ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรที่ตั้งตรงดิ่งอยู่บนพื้นดิน

เหตุการณ์อันมหัศจรรย์นั้นจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่  พระรูปนั้นก็ตั้งต้นนับวันจากนั้นมา  260  วันต่อมามันก็เริ่มปรากฏอีกเป็นครั้งที่สอง  และ  105  วันนับจากนั้น  คือมาถึงวันที่  13  สิงหาคม  อีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่ามีเงาเกิดขึ้นอีก  เมื่อพระรูปนั้นพบปรากฏการณ์เช่นนั้นอีกก็นึกว่าตนได้สื่อสัมพันธ์โดยตรงจากเทพเจ้าอาทิตย์

เหตุการณ์ที่น่าสังเกตนี้เกิดขึ้นที่เมือง  อิซาปา  (Jgapa)  ซึ่งเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของชายแดน เม็กสิกัน กัวเตมาลัน บรรดาโบสถ์ซึ่งเป็นปิรามิดและ เนินหินเป็นพวกหินกรดที่ปะติดปะต่อขรุขระ ไม่มีการตัดหรือทำด้วยฝีมือให้เรียบร้อย อย่างเช่นที่สร้างในรุ่นหลังต่อมาซึ่งมีอารยะธรรมก้าวหน้ากว่า   และเพราะว่าสถานที่ตั้งของอิซาปานั้นเป็นเอกลักษณ์มีหลักฐานใหม่ระบุว่าโครงสร้างของจุดเริ่มต้นของเวลาปฏิทิน 260 วันนั้น คงจะเป็นการวัดเวลาในโลกใหม่

ยังมีปฏิทินเช่น  Lothian หรือ tonalamate ปฏิทินประหลาดนี้แสดงไม่เพียงแต่จะพยายามคลำหาวัฏจักรฤาดูกาลของธรรมชาติ ยังหาทางที่จะตั้งเวลาสำหรับมวลมนุษยชาติอีกด้วย เมื่อเข้าที่แล้ว  ปฏิทินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งผสมผสาน  จำนวน  13  เข้ากับ  ชื่อของ  20วัน  ก็กลายเป็นรากฐานของศาสนา  ศิลปะ  วิทยาศาสตร์  ในอารยะธรรมของเมโสโปเตเมีย  ซึ่งตามมารวมทั้งของมายา  โอลเม็คส์  และ  แอทเชคส์  ( Mayas.  Olmre.  agteer)

การค้นพบปฏิทิน  365  วันอาจจะตามมาหลังจากนั้นสองสามปี และอาจจะเป็นอิซาปานั้นอีกเหมือนกันที่ได้พบปีหนึ่งมีความยาวกี่วันที่แท้จริง  ผมสรุปผลนี้มาหลายปีแล้วตั้งแต่ผมขึ้นไปยืนบนยอดของปิรามิดใหญ่ที่อิซาปา  มองลงไปไกลออกไป  ผมเห็นยอดสูงสุดของภูเขาไฟ

ผมเห็นได้ชัดและง่าย  ผมใช้เข็มทิศ  เครื่องคำนวณ  และ  ปฏิทินโหราศาสตร์  ฉบับกระเป๋าซึ่งคำนวณตำแหน่งของดาวทุกวันตลอดปี  ผมคำนวณมุมซึ่งดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่21  มิถุนายน   ซึ่งเป็นวันที่เป็นอายัน  (Lolrtice อาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรที่สุด) และรู้สึกว่าวันนั้นนับพันปีมาแล้วนั้น พระอิซาปันคงจะปีนขึ้นมาบนปิรามิดเดียวกับผม และคงจะได้สังเกตภาพอันงดงามตรึงใจ ตอนนั้นดวงอาทิตย์ทอแสงกระจ่างบนท้องฟ้าสดใสของเมืองร้อน ดูเหมือนจะผุดขึ้นจากปล่องภูเขาไฟโดยตรง

นักโบราณคดีโต้แย้งกันว่า  ปฏิทินศักดิ์สิทธิ์นั้นเก่าแก่กว่าปฏิทิน 365 วัน เพราะถ้าไม่มีการวางแผนมาก่อนแล้วปฏิทิน 260  จะไม่มีการใช้มาเลย  แน่นอนเลยว่าปฏิทินที่เกี่ยวกับการศาสนาไม่เข้ากับฤดูกาลทางการเกษตร  และไม่เป็นไปตามวัฏจักรของมันก็ย่อมจะมีค่าน้อยที่จะเอามาใช้  แต่เพราะเหตุว่านับถือว่าปฏิทิน  260 วันนั้นเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา  พวกเมโสอเมริกันก็มิได้เลิกใช้ไปหลังจากที่พบว่าปีหนึ่งนั้นมี 365 วันกลับเอามารวมกันเป็นระบบเดียวกัน

ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นเมื่อทุกๆ  วัฒนธรรมก้าวหน้าขึ้นไป  ก็พากันรู้สึกว่าปฏิทิน  260 วันนั้นไม่เคยเกิดมีการใช้ที่ไหนเลยนอกจากในเมโสอเมริกัน  ซึ่งปัจจุบันชนเผาที่ห่างไกลบางเผาก็ยังคงใช้อยู่   เช่นบางเผาของกัวเตมาลา  หลังจากนั้นตั้งสามพันปีมาแล้ว  ปฏิทินโบราณไม่เคยขาดไปแม้แต่วันเดียว

พวกอิซาปาน  ใช้ปฏิทินศักดิ์สิทธิ์นี้ตั้งชื่อหัวหน้าเผ่าและพวกขุนน้ำขุนนาง  ต่อมาก็มาใช้ตั้งชื่อลูกหลาน  ทุกวันนั้นคงชื่อตามชื่อสัตว์20  ชนิดที่สำคัญสำหรับความเชื่อของท้องถิ่น  เช่น  วันจระเข้  เหยี่ยว  นกอินทรีย์ เสือ  งู  กวาง  หรือ  แมวป่า  บางวันก็ถือว่าเป็นมงคลบางวันก็ถือว่าโชคไม่ดี  พวกที่เกิดตรงกับวันที่ไม่เป็นมงคลก็ไปหาพวกพระเปลี่ยนชื่อเสียให้เป็นมงคล

ปฏิทิน  ทซอลกิน  (Tgrblin)  มีความสำคัญในทางดาราศาสตร์พอๆกับประวัติศาสตร์พระใช้ปฏิทิน 260 วันเพื่อจะคำนวณทำนายสุริยะคราส และเชื่อว่าทุกๆ52ปี บรรดาสัตว์สิทธิ์ดังกล่าวก็จะกลับมาประจวบกันกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยเดิมของมันวันนั้นพวกแอซเตคซ์ก็จะทำพิธีดับไฟทุกแห่งที่มีในวันสุดท้ายของ รอบ 52ปี เรียกกันว่า ครบศตวรรษของพวกแอชเทคซ์    ต่อจากนั้นก็จะก่อไฟขึ้นใหม่ ในวันครบใหม่ของศตวรรษของเขา

พวกนักโบราณคดีใหม่คาดว่า  ปฏิทินพิธีกรรมทางศาสนานี้มาจากพวกมายา  อาจจะเป็นเพราะการคาดคะเน ว่าประมาณปีละ  266  วัน หรือ จะด้วยเอา  13  และ  20  มาคูณกันหรืออย่างไรก็ตาม  เมื่อปฏิทินนี้เป็นพื้นฐานของดาราศาสตร์ก็จะต้องใช้กันทั่วอาณาจักร  ไม่ว่าวัฒนธรรมอะไรที่เกิดขึ้นมาก็จะต้องพยายามที่จะชักชวนให้วัฒนธรรมอื่นมาใช้ด้วย การพยายามชักจูงถึงประโยชน์อันจะพึงได้  ชุมชนที่ร่วมกันนั้นอาศัยเกาะกลุ่มในพื้นที่มักจะล้อมรอบด้วยภูเขาสูง  หุบเขา  และป่าดงดิบ  ที่ดูเหมือนจะผ่านไปได้โดยยาก

แต่เช้าวันหนึ่ง  เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1973  ผมนั่งอยู่บนขั้นบันไดของเอลคาราคอล (  El   cbacol )  หอดูดาวโบราณ  ที่สถานพิธีกรรมทางศาสนาของมายา  บนยูคาทาน  เพนินซูล่า  (Yucatain  Feninuela )  ผมก็เกิดความคิดของผมเอง ที่นี่  เป็น ที่ซึ่ง   lir  Y  Bvics . Thompson นักคดีศึกษามายันกล่าวว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าเกลียดที่สุดในโลกสมัยใหม่ ผมฟังล่ามชาวเม็กสิกันที่อธิบายถึงแสงและเงาที่ทอทาบบนด้านข้างๆของปิรามิดใหญ่ตรงกลาง เอลคาสติลโล (Bl catiue)

 

 

เทพเจ้าคล้ายงู

วันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากันปีหนึ่งก็คือ   ในฤดูใบไม้ผลิ  และ  อีกครั้งหนึ่งคือในฤดูใบไม้ร่วง    แสงอาทิตย์ทอดมาที่ลูกกรงกลายเป็นเงาทอดมหึมาเหมือนรูปงูซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของพวกมายาว่าเป็นเทพเจ้า  เหมือนกับว่าเทพเจ้างูนั้นเคลื่อนไหวและลงมาจากสวรรค์ผมคิดว่า  การปรากฏการณ์นี้อาจจะทำให้เกิดปฏิทิน  260  วันขึ้นก็ได้  การที่มนุษย์ในสมัยโบราณพยายามจะคำนวณวันนั้น   เข้าใจว่าปรากฏการณ์ที่ต้นไม้ไม่มีเงานั้นอาจจะห่างกัน  260  วัน  จากปฏิทินโหรนั้นว่า   ดวงอาทิตย์จะอยู่ตรงกลางศีรษะเมื่อเวลาเที่ยงวันนั้น  จะอยู่ในช่วงระหว่างสองวันทุกปี  เมื่ออาทิตย์ผ่านเส้นขนาน  15  องศาเหนือ  เริ่มต้นวันที่  13  สิงหาคม  ค. ศ. 3114  บีซี  และวันนี้เราเรียกว่า  “ตะวันรุ่งของเวลา”และเริ่มปฏิทิน ณ วันนี้

เส้นขนานที่  15  ผ่านส่วนเล็กๆของทุ่งราบริมฝังแปซิฟิคของเม็กสิโก  ผ่านครึ่งที่ตอนของกัวเตมาลาและฮอนดูรัส  ผ่านที่ต่ำตะวันออกไปสู่ทะเลคาริบเบียน  ตามเส้นทางนั้นโดยเฉพาะผมสนใจ  คือ  โคปัน (Co pain) ตั้งอยู่บนที่สูงตะวันตกของฮอดดูรัส โคปันเป็นศูนย์กลางของดาราศาสตร์ที่สำคัญของมายา ตามที่ปรากฏในวรรณกรรมโบราณคดี โคปันเป็นศูนย์กลางใหญ่ของมายันเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในช่วงละติจูตซึ่งพระจะต้องคำนวณได้ 260 วันระหว่างที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงหัวและไม่มีเงาทอดลงมา นี่ก็เป็นจุดที่น่าคิดว่า ปฏิทิน 260 วันเกิดที่ไหน

แต่สมมุติฐานนี้ก็มีข้อบกพร่องหลายประการ  ประการแรกก็คือ  วันในปฏิทินนั้นใช้ชื่อสัตว์  เช่น  จระเข้   ลิง   ซึ่งเป็นชื่อพื้นเมืองของคนอยู่ในที่ลุ่มโซนร้อน  โคปัน  อยู่ในระดับ  2000  ฟุต   อยู่ท่ามกลางป่าโอ้คและป่าสน  ซึ่งไม่สัตว์ชนิดนี้ในถิ่นแถบนี้   ยิ่งกว่านั้นโคปันอยู่ห่างจากเปแตง  ( Petan) 200ไมล์ ซึ่งเปแตงเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมมายา

ยิ่งกว่านั้น  เมื่อเกาะที่เกิดของปฏิทินศักดิ์สิทธิ์ของเมโสอเมริกันเกิดก่อนพระไครส์ถึงสี่หรือห้าศตวรรษ  จารึกที่ปรากฏในโคปันนั้นมีเพียงแค่  ค.ศ.  465  เท่านั้น

โครงสร้างของเวลาผิด

โคปันก็เลยไม่ใช่ผิดพลาดในด้านนิเวศน์วิทยาเท่านั้นยังโครงสร้างของเวลาก็ผิดด้วย ผมหันไปดูแผนที่ของประเทศที่ลุ่มใกล้เส้นขนานที่สิบห้า   แต่ดูเมืองที่ครั้งหนึ่งเก่าไปกว่านั้นอีกพันปีในบรรดาอาณาเมโสอเมริกา  มีเพียงอิซาปาแห่งเดียวเท่านั้นที่ควรจะเป็นที่ถูกต้อง

ในสมัยที่ยังล่าสัตว์นั้น  พวกอิซาปันรวมตัวกันอยู่ริมฝั่งทะเล   ทำการประมงและล่ากวาง  หมู  เต่า  และนก  ในบริเวณเกาะต่างๆ  ปลูกพืชก็มีพวกมันฝรั่ง  จุดสูงสุดของความเจริญอยู่ช่วงหลายร้อยปีจนกระทั่งถึงร้อยปีก่อนหรือหลังคริตศักราช

ถ้าหากอิซาปาเป็นสถานที่สำคัญนั้นจริง  ข้อแรกก็คือพวกมายาไม่ได้รับเอาปฏิทินศักดิ์สิทธิ์นั้นมาเลย  เป็นพวกอิซาปันเท่านั้นเป็นผู้คิดขึ้น   แล้วก็ยกมรดกตกทอดมายังพวกโอรสเมคส์  (Oleic)  และมายา (Mayer) ก็คือพวกอิซาปันต่างหากที่เป็นอู่ของอารยะธรรมของโลกใหม่ที่แท้จริง

ถึงแม้ว่าโดยเหตุผลแล้วอิซาปาจะเป็นสถานที่ที่บุกเบิกการวัดกาลเวลา  แต่อย่างไรก็ตามการที่ปฏิทิน260วันสามารถติดต่อมายังเมโสอเมริกากันทั้งหมดก็ยังกังขาอยู่

เค้าเงื่อนที่สำคัญอยู่ที่ตัวศูนย์ที่ทำพิธีกรรมนั้นเมืองทั้งเมืองหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นักโบราณคดีได้เขียนแผนที่และวางโครงสร้างเทโอติฮิวแคน  (Teo tihuacaie) ใกล้เมืองเม็กสิโก เมืองหลวงของวัฒนธรรมซึ่งครั้งหนึ่งควบคุมส่วนใหญ่ของเมโสอเมริกา รู้สึกว่าเมืองนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก   ถนนวิ่งจาก 15030 ตะวันออกเฉียงเหนือไป 15030 ตะวันตกเฉียงใต้ โครงสร้างทั้งหมดของปิรามิดใหญ่ของเทพเจ้าอาทิตย์  หันหน้าทำมุมฉากกับถนน  ซึ่งมันก็หันหน้า 115030  ตะวันตกเฉียงเหนือ  ทำมุม 285องศา- 30องศา  จากเหนือหมุนตามเข็มนาฬิกา  ชั่ววินาทีต่อมาผมได้รู้ว่าพระในสมัยเกือบสองพันปีก่อนหน้าผมนั้นได้รู้จักอะไรก่อนนั้นวันที่ 13  สิงหาคม  เป็นรอบสุริยะของ  “ตะวันรุ่งแห่งกาลเวลา”

ที่ติกัล  (Tikal)  ซึ่งเรียกว่าเมืองหลวงของมายา มีปิรามิดสูงระฟ้าซึ่งทำหน้าที่เสมือนแบบของหอดูดาวห้าแห่ง เส้นจากประตูโบสถ์ 1 ถึง ประตูโบสถ์ 4 แสดงเครื่องหมาย ของมุมอซิมุท ของอาทิตย์ตกดินวันที่ 13 สิงหาคม และเส้นระหว่างโบสถ์ที่ 1 ถึง โบสถ์ที่ 3   เป็นเสมือนเส้นศูนย์สูตร   และระหว่างโบสถ์ที่ 4 และโบสถ์ที่ 3 เป็นจุดอายันซอลสติซตะวันขึ้นฤดูหนาว

พวกอวลเมซสร้างศูนย์ที่เกือบจะโบราณสองศูนย์ในเขตป่าฝนและทุ่งบึงของเม็กสิโกต่ำอันที่ราบริมฝั่งอ่าว  แห่งหนึ่งสร้างเมื่อปี  ค.ศ. 1200  ที่ซานลอเรนโซ  อีกแห่งที่ลา  เวนต้า  200ปีต่อมา  ด้วยเหตุผลทางโบราณคดีนั้นได้เห็นเองจากปรากฏการณ์ว่า  ในวันซอลสติซฤดูหนาวมองจาก  ชาน  ลอเรนโซ  จะเห็นอาทิตย์ตกในยอดที่สูงสุดคือ  เซมโปลเทเปค  (Lempoaltepec) และเย็นวัน ซอลสติช ฤดูร้อน   อาทิตย์ตกดินในภูเขาไฟ ซาน มาติน (Lan Mavtin)

และผมพบอีกว่าศูนย์พิธีกรรมทางศาสนากว่า  40  แห่งของเมโสอเมริกันที่เก่าแก่ที่สุดสร้างโดยสัมพันธ์กับตำแหน่งซอลสติชของดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นกุญแจไขเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม  ของทุกศูนย์มุ่งมุ่งมุม  อซีมุท  285องศา30 แต่ถ้าสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นไม่ได้อยู่ตามเส้นขนาดที่ 15 แล้วก็ไม่ได้ใช้วัฏจักรของดวงอาทิตย์ที่จะไม่ปรากฏเงาในช่วงระยะ 260วัน  พระท้องถิ่นจะเข้าใจความสำคัญของตำแหน่งดวงอาทิตย์ในวันที่ 13  สิงหาคม  ได้อย่างไร

ถ้าเราจะสมมุติเอาว่า  เพียงแต่พวกพระของอิซาปาเท่านั้นที่รู้ว่า   วันไหนที่เป็นวัน

“ตะวันรุ่งของเวลา”บางทีพวกที่เดินทางไปยังยูคาทัน (yucatain) หรือเม็กสิกันจากอิซาปาจะนำข่าวเรื่องนี้ไปบอกเล่า หรือไปกระจายข่าวอย่างรวดเร็วและเที่ยงตรงนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แม้จะใช้คนวิ่งไปบอกก็ตาม คงจะต้องใช้การนับ52 วันจากวันที่จุดซอลสติชของฤดูร้อน (Lotetice lamer) ในการที่จะหาวันที่อาทิตย์ตรงหัวถัดไป

ผมสงสัยว่าถ้าหากพวกอิซาปันเป็นคนต้นคิดเรื่องปฏิทิน  260 วัน  ก็จะต้องเป็นผู้พบจำนวนวันที่แท้จริงของปีที่แท้จริงของปีที่อซาปาด้วยและจุดทางภูมิศาสตร์ที่กำหนดแน่นอนก็คือภูเขาไฟ  ทจุมัลโก (Tajunulco) ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์พิธีกรรมที่สุด  ยิ่งกว่านั้นถ้าพวกโอลเม็กส์  ซึ่งมีวัฒนธรรมสูงและเก่าแก่ที่สุด  มีความกังวลต่อช่วงระยะเวลาระหว่างจุดโซลสติส  และการที่หัน  ซาน  โลเรนโซ  ไปสู่ดวงอาทิตย์  เพื่อจะสังเกตจุดนี้  ดังนั้น  ปฏิทิน  365  วันจะต้องเกิดขึ้นมาก่อนที่จะเกิดคริสตศักราชตั้ง  1000ปี  ดังนั้นปฏิทินเพื่อพิธีกรรมนี้จะถูกกำหนดเก่ากว่าที่จะรู้กัน

ปฏิทินทั้งสองได้ถูกนำมาใช้ร่วมกันในจุดหนึ่งของเวลาที่รู้ๆกันเพราะมายันได้กล่าวถึงชื่อของทั้งสองระบบ  คอมพิวเตอร์บอกผมว่า  การนำมาใช้ร่วมกันนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 235  บีซีผมถามถึงคอมพิวเตอร์ของผม  ว่า  วันที่มายาเรียกว่า “โอพอป” จะเป็นวันบังเอิญที่เริ่มมาพ้องกันในวันอายัน (lummer lolelice) เมื่อไร คำตอบ ระหว่าง 1320 และ1323   ค.ศ – ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้คิดว่าปฏิทิน365นั้นเก่ากว่าที่คิดกันมาก

ทีนี้ผมก็มาถึงการเริ่มต้นปฏิทินศักดิ์สิทธิ์  วันที่มายาเรียกว่า  อิ  อิมิกซ์  (I  IHiX)และถามคอมพิวเตอร์ว่า  อิ  อิมิกซ์  จะตรงกับวันที่  13  สิงหาคม  –   วันที่ส่อแสดง  ตะวันรุ่งของเวลา  หรือไม่  (The  Daunt   ejtime)คำตอบก็คือ  ค.ศ. 1358  นั่นก็คือ  ทั้งสองปฏิทินได้สถาปนาขึ้นภายใน35  ปีของกันและกัน  ความจริงแล้วปฏิทินทั้งสองอาจจะคนคิดคนเดียวกันก็ได้

แต่ทำไมพวกอิซาปันซึ่งใช้ปฏิทินระบบหนึ่งแล้วจะต้องมาคิดระบบใหม่ขึ้นอีก  แรงกระตุ้นให้คิดขึ้นใหม่ก็เกี่ยวกับการเกษตร  การหาหลักฐานไปอีกสองสามไมล์ตะวันตกของอิซาปา  พบชิ้นเล็กๆของหินภูเขาไฟนับร้อยๆชิ้นอยู่ในชั้นดิน  เล็กเกินกว่าที่จะเป็นหัวลูกธนู  หรือปลายหอก  ดร.Gaceth love ผู้อำนวยการ Nes Would auehaeological Foundation แนะว่าน่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ปลูกมันสำประหลัง สำหรับทำอาหารมากกว่า

อิซาปา  จะต้องเป็นเตาหลอมวัฒนธรรมของเมโสอเมริกัน  โบราณว่า  และสูงกว่าโอลเม็กว์  และมายา  ความคิดนี้ทำให้เราปฏิวัติความเข้าใจในเรื่องรากเหง้าของอารยะธรรมเดิมของเราทีเดียว  นอกจากที่นี่จะเป็นรากฐานสร้างปฏิทินแล้วแล้วยัง  เป็นเบ้าหลอมอารยะธรรมของโลกใหม่อีกด้วย   และยังเป็นพวกแรกที่สร้างปิรามิดอีกด้วย

พวกอิซาปันเป็นชนชาวทะเลและอุปการะบำรุงดินแดนห่างไกลเช่นอิเควดอร์มานานตามหลักฐานชัดๆหลายเส้นทาง  เช่นตัวอย่าง  ผมเดินทางไปทั่วอิซาปาโบราณ  ผมสังเกตเห็นกลุ่มเนินและปิรามิดทั้งหมดหันหน้าสู่ภูเขาไฟทากาน่า  (Tacanoi) ครั้งแรกผมก็สงสัย ว่า ทำไมชาวอิซาปันจึงมานับถือภูเขาที่มียอดสูงเป็นที่สองแทนที่จะภูเขาที่มี ยอด สูงที่สุดคือภูเขาทยุมัลโค (Tajuculco) ซึ่งก็มองเห็นชัดๆ

แต่ผมก็สำรวจต่อไป  ก็พบหลักฐานประหลาด   ที่กำแพงด้านเหนือของที่กระทำพิธีกรรมของอิซาปานั้นมีภาพแกะสลักลายนูนเป็นรูปชายคนหนึ่งมีเครากำลังลงเรือข้ามน้ำที่มีคลื่น  เมื่อไม่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบใกล้ๆ  ผมก็มาคิดว่าน้ำนั้นคือมหาสมุทรแปรซิฟิค  อยู่ทางใต้ห่างออกไป  20  ไมล์  ต่อมา  ผมไปยืนอยู่ที่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค  ก็ได้เห็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกอิซาปาจึงนับถือภูเขาทากาน่า  จากจุดนี้  ทาคาน่าดูจะสูงกว่าทยูมัลโค  ดังนั้นผมก็คำนวณว่าอาจจะมองเห็นยอดภูเขาทาคาน่าชัดจากระยะทางซึ่งไกลออกไปตั้ง  110 ไมล์  ไปในทะเลมันอาจจะเป็นเสมือนประภาคารนำทางในการเดินเรือที่จะมายังฝั่งเมโสอเมริกัน  นำไปถึงความคิดที่ว่าพวกที่อยู่ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคจากทางทิศตะวันตกของอเมริกาใต้  โพลินิเซียบ – หรือ แม้แต่เอเชียตะวันออก

นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า  โดยทางกายภาพแล้วเป็นไปไม่ได้ที่คนจะเดินทางข้ามมหาสมุทรในระยะทางซึ่งกว้าวถึง  7000 ไมล์  หลักฐานบางประการก็แปลกและไม่สามารถจะทำไม่รู้ไม่ชี้เสียได้  รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงกันมากระหว่างอิซาปันโบราณกับวัฒนธรรมโพลินิเซียนโบราณและกลุ่มโบสถ์นั้นเป็นตัวอย่างหนึ่ง

นี่ก็เป็นข้อเสนอถึงความคล้ายคลึงระหว่างจีนกับวัฒนธรรมอเมริกากลางด้วยเช่นกัน  เช่น  เมื่อคนใหญ่คนโตตาย  ก็จะเอาหินก้อนเล็กๆใส่ไว้ใต้ลิ้นคนตาย  เมื่อพระชาวมานัยตาย  ก็มีประเพณีเดียวกันในการปฏิบัติ  มันเป็นการบังเอิญหรือว่าเป็นเพราะอิซาปันนำวัฒนธรรมต่างประเทศไปสู่อเมริกา