เรื่องสั้นเด็ก พลายกำพร้า

พลายกำพร้า

                                                                           สลวย(คุปตาภา)โรจนสโรช

 

ครั้งหนึ่งพรานป่านำลูกช้างน้อยเข้ามาขายในเมืองราชบุรี เขาเล่าว่า นางช้างพังเพิ่งคลอดลูกช้างตัวนี้ออกมาไม่นาน พอลูกเดินได้ก็พาลูกออกหาอาหารในป่า ด้วยความรักห่วงใยลูกจะหิวน้ำ เนื่องจากอากาศร้อนมากและแห้งแล้ง น้ำตามหนองบึงในป่านั้นแห้งขอด นางช้างพยายามจะยื่นงวงลงไปดูดน้ำก้นบึงแห่งหนึ่ง แต่เนื่องจากตัวนางช้างหนักมาก ริมบึงนั้นจึงพังลง ขาหน้าสองข้างของช้างจึงจมลงไปในโคลน ถอนไม่ขึ้น

นางช้างยิ่งดิ้นยิ่งลึก มันร้องโหยหวนก้องป่า และยิ่งเห็นเสือโคล่งกำลังจะขย้ำคอลูกของมัน มันยิ่งร้องกึกก้องขึ้น

“ดูแผลที่คอของมันซิครับ  ถ้าพวกผมไม่ช่วยไว้ เจ้าเสือมันก็ฆ่าลูกช้างตาย” พรานพูดพร้อมกับชี้ให้เห็นรอยแผลเหนือคอเจ้าช้างน้อย “พวกผมฆ่าเสือตาย แต่แม่ช้างนั้นเราช่วยไม่ได้ จมโคลนตายเสียแล้ว”

พวกข้าราชการที่อำเภอเมืองในจังหวัดราชบุรี ร่วมกันออกเงินซื้อลูกช้างนี้ไว้ เรียกชื่อมันว่า “พลายกำพร้า”

ตอนแรกก็ต้องล่ามโซ่คอของมันไว้กับกิ่งมะขามใหญ่ต้นหน้า ศาลากลางจังหวัด ส่วนอาหารไม่ต้องเป็นห่วงเนื่องจากพวกแม่ค้าผักบ้าง กล้วยบ้างจากตลาด มักจะมาเทของเหลือกองไว้ให้ลูกช้างกินจนอิ่มหนำสำราญ

ต่อมาลูกช้างก็แสนเชื่อง ทุกเช้ามันจะเดินไปเที่ยวชมตามแผงในตลาด เอางวงชูขอกินไปทุกแผง แผงละเล็กละน้อย โดยไม่รบกวนเจ้าของร้าน เมื่อทั่วถึงทุก ๆ แผงแล้ว มันก็จะกลับมาที่หน้าอำเภอ

ทุกเช้าจะมีคนมายืนมุงอ่านประกาศ ในตู้มีบานตู้เป็นลวดตาข่ายห่าง ๆ เมื่ออ่านกันแล้วก็จะไปจากที่นั่น ลูกช้างก็ปฏิบัติตาม มันจะไปยืนรวมอยู่ด้วย เอางวง เอางวงสอดเข้าไปในบานประตูที่แง้มอยู่ แล้วก็ชี้ไปตามบรรทัดตัวอักษรเหมือนเด็ก ๆ ใช้นิ้วชี้ตามบรรทัด เวลาอ่าน แล้วก็จะเอางวงปิดบานประตู เดินช้า ๆ นวยนาดกลับมาที่ต้นมะขาม

มันใช้งวงจับปลายโซ่อีกข้างหนึ่ง   พาดไว้กับกิ่งมะขามกิ่งเดิมเหมือนทุกวัน แล้วจะยืนขออาหารที่นั่นจนเย็น

คนที่ผ่านไปมา รักพลายกำพร้านี้ทุกคน เด็ก ๆ ก็มาเล่นกับพลายกำพร้า มันจะใช้งวงยื้อยุดฉุดแขนเด็ก  ๆ อยู่เสมอ

เด็กบางคนไม่มีใจเมตตาสัตว์ ชอบดึงขน หางพลายกำพร้า มันคงจะเจ็บ จึงโกรธนัก พอเด็กวิ่งหนีมัน มันก็จะวิ่งไล่ เด็ก ๆจอมซนเหล่านั้นต้องวิ่งหนีขึ้นไปบนศาลากลางจังหวัด ซึ่งเจ้าช้างน้อยจะยืนคอยอยู่พักหนึ่ง จึงเดินกลับมายังที่ของมัน

ตกเย็น ช้างก็จะเอางวงจับโซ่ที่คล้องไว้กับกิ่งมะขามออกแล้ว ก็ไปเดินตามหาที่นอน

ริมทางเท้าเป็นตึกแถวสองชั้น  และที่ตรงประตูจะมีขั้นบันได ยกสูงจากทางเท้าเล็กน้อย เมื่อค่ำลงร้านปิด ลูกช้างก็จะเข้าไปนอนตัวอยู่บนทางเท้า หัวจะหนุนขั้นบันไดเคียวข้างชายขอทานพิการคนหนึ่ง

ชายพิการคนนี้เรียกพลายกำพร้าว่า “ลูกพลายของพ่อ”

ในระยะต่อมา สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มรุนแรงขึ้น มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ ราชบุรี ชาวบ้านและทางการจึงมีการสร้างที่หลบภัยคอนกรีต เป็นเสมือนเพิงกำบังอันตรายจากระเบิดไว้

ยังไม่มีใครทันได้ยินเสียงเครื่องบิน แต่พลายกำพร้าจะได้ยินก่อน ต่อเมื่อชาวบ้านเห็นพลายกำพร้าวิ่งหางชี้ไปทางหลุมหลบภัย ก็จะรีบปิดร้านแล้วออกวิ่งตามลูกช้างนั้นไปหลบภัย จึงปรากฏว่าพลายกำพร้าเข้าไปอยู่ก้นหลุมหลบภัยก่อนผู้อื่นเสมอ ถ้าหากมันหาพ่อขอทานของมันพบ พลายกำพร้าจะเอางวงช้อนร่างของชายพิการขึ้นหลังแล้วพาวิ่งไปก่อนคนอื่น เพราะชายพิการคนนั้นขาลีบ

ไม่ช้าสงครามก็สงบลง พลายกำพร้าเติบใหญ่เป็นช้างหนุ่ม มีงาสองข้าง  ข้าราชการที่ช่วยกันออกเงินซื้อลุกช้างไว้เมื่อ 2-3 ปี ก่อนหน้านั้น ก็ไม่สามารถเลี้ยงมันไว้ได้อีก จึงจำขายต่อให้แก่พ่อค้าซุงในป่าเพื่อให้มันทำงานลากซุงต่อมา

เขาเล่ากันว่า สงกรานต์ปีสุดท้ายที่มีการแห่พระ พลายกำพร้าก็ถูกนำไปอาบน้ำปะแป้งละลายน้ำอบ แล้วถูกตบแต่งสวยงาม เพื่อทูนบุษบกพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเหมือนเคยทุกปี มันยังหันไปสองข้างทาง  พร้อมทั้งชูงวงขึ้นไปจบถึงหน้าผาก ลาประชาชนสองฟากถนน เหมือนจะรู้ว่า มันจะต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีก เหมือนมันจะพูดว่า “ลาก่อน”

วันสุดท้ายที่เขาจะพาพลายกำพร้าเข้าป่าอีกครั้ง มันยังไปเดินในตลาด แต่ไม่ยอมกินผักหรือกล้วยที่แม่ค้ายื่นให้  เหมือนมันจะไป “ลาก่อน”

ชาวบ้านร้องไห้เมื่อพลายกำพร้าจากไป และชาวร้านค้าก็คิดถึงมัน ต้นมะขามต้นนั้นเคยมีพลายกำพร้ายืนอยู่ ต่อจากนั้นไปเหลือแต่โซ่ที่เคยคล้องคอมัน …และ…ขอทานขาพิการก็หายตัวไปด้วยเพราะ “พ่อพลายลูกพ่อ” ได้จากไปเสียแล้ว

สี่สิบปีต่อมา ในปีท่องเที่ยวของไทย ได้มีงานแสดงขบวนช้างต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ทางการจัดขึ้น ชายขาพิการนั่งทอดสายตามองช้างที่เดินผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอย่างไร

แต่แล้วไม่มีใครคาดฝัน ช้างพลายตัวหนึ่งแตกแถว ส่งเสียงร้องกึกก้อง ครวญช้างไม่สามารถจะบังคับมันไว้ได้

มันเดินตรงมายังชายชราพิการคนนั้น เอางวงของมันลูบไล้ตั้งแต่หัวของเขาจนถึงขาที่พิการ เขายึดงวงมันไว้ น้ำตาไหลพราก ร้องห้าม ครวญช้างที่สับขอลงที่คอของมันว่า “ได้โปรดเถิด อย่าทำร้ายพ่อพลาย เขาเป็นลูกของผม”

มันยืนสงบนิ่ง ท่าทางละห้อย ปล่อยให้ชายชราพิการนั้น ลูบไล้ปลายงวงของมันด้วยความรัก

คนและสัตว์คู่นี้ต่างมีหัวใจที่ผูกพันต่อกัน ต่างรักและหวังที่จะพบกัน เพราะต่างมีความทรงจำอยู่ในหัวใจ แม้จะไม่สามารถพูดกันได้ แต่ก็เข้าใจกัน กระแสจิตจากหัวใจสามารถสื่อกันได้

สัตว์ทุกตัวย่อมมีความรู้สึกนึกคิด รู้จักผิดชอบชั่วดีเหมือนคน