หลวงพ่อของผม
สลวย โรจนสโรช
ส. คุปตาภา
ในบรรดาหลวงพ่อหรือพระในวัดเดียวกันแล้ว หลวงพ่อซุ้ยมีคนมาหามากกว่าพระที่กุฏิหลวงพ่อซุ้ย ซ่อมแซม มีโอ่งใส่น้ำเก่าๆร้าวๆอยู่หลายใบตั้งอยู่เชิงบันไดอาคารใต้ถุนสูง แล้วเจ้าบันใดที่จะขึ้นไปถึงที่อยู่ของหลวงพ่อก็แคบและชันจนน่ากลัวว่าจะกลิ้งตกลงมาถ้าเกิดสะดุดหรือพลาดพลั้งขึ้น
ข้างบนที่เป็นที่อยู่ของหลวงพ่อก็เป็นห้องเดียว มีโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปปางต่างๆหลายขนาดตั้งอยู่เต็มอย่างชนิดเรียกว่ายัดเหยียดและพระพุทธรูปองค์เล็กองค์ใหญ่ก็วางหลามออกมาจนถึงข้างโต๊ะและกินที่มาเกือบจะเกินครึ่งห้องเหลือที่สำหรับหลวงพ่อนั่งสวดมนต์และเอนจำวัดเพียงแค่เสื่อผืนเล็กกว้างประมาณสักสามฟุตครึ่ง ยาวขนาดความสูงของหลวงพ่อ อีกมุมหนึ่งเป็นกองกระโถนเคลือบ ปิ่นโตไม่ทราบว่ากี่เถา ย่างพลาสติก และถังพลาสติกต่างสี วางอย่างชนิดเรียกว่าวางสุม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หลวงพ่อได้รับจากคนมาทำบุญถวายไว้
ความโอ่อ่าบนกุฏิหลวงพ่อไม่มี แม้แต่ดวงไฟฟ้า หลวงพ่อมีแต่ตะเกียงน้ำมันสมัยโบราณจุดริบหรี่ยามค่ำคืนไว้หน้าโต๊ะหมู่บูชา มีเพียงหลวงพ่อองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่อยู่ในเขตนครหลวง….แต่ก็ยังมีคนขึ้นมานบกุฏิแคบๆนี้เพื่อมาหาหลวงพ่อ บ้างก็มาหาขอให้หลวงพ่อประพรมน้ำพระพุทธมนต์ บ้างก็มาขอพรให้สวดยันโต บ้างก็เอาของมาถวายว่าทำบุญเสียแล้วเคราะห์หรืออันตรายทั้งมวลที่จะเกิดมีจะได้บรรเทาเบาลงไป ที่ต่างมาที่นี่ เพราะเขาว่าหลวงพ่อสวดมนต์เก่งตั้งใจสวดอย่างที่เรียกว่าทุ่มพลังจิตลงไปในคำสวดนั้น จะได้ผลตามความมุ่งหมายหรือไม่ก็ตาม แต่พลังจิตของสงฆ์ผู้มักน้อยอย่างหลวงพ่อนั้นคนยกย่องนับถือ
คนที่มาทำบุญกับหลวงพ่อ จะได้รับความสะดวกในเรื่องจัดหาน้ำใสให้ดื่ม ช่วยแก้ห่อของมีดอกไม้ ธูป เทียน และอื่นๆ ออกวางในถาดบ้าง
ช่วยอาราธนาศิลให้บ้าง ก็พลอยได้รับการบริจาคตอบแทนแล้วแต่กำลังศรัทธาด้วย
ดังนั้นพวกผมเด็กที่มีบ้านซอมซ่ออยู่รอบๆวัดก็มักจะผลัดเปลี่ยนเวียนกันมารับใช้หลวงพ่อในวันหยุดเรียนบ้าง หลังจากเลิกเรียนแล้วบ้างแล้วก็พอได้เงินไปใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน ส่วนอาหารเช้านั้นบางทีหลวงพ่อบิณฑบาตได้มากก็พลอยได้กินอาหารก้นบาตรอิ่มกันไปได้ที่บ้านจึงไม่จำเป็นต้องห่วงผมนัก บางทีไม่มีใครให้หลวงพ่อก็ยังเผื่อแผ่จ่ายค่าอาหารกลางวันให้อีกด้วย
ยามไม่มีคนมาหาหลงพ่อ ท่านว่าง ก็มักจะสอนพวกเราให้สวดมนต์ อาราธนาศิล แผ่เมตตา ท่านบอกว่า “ทุกคนต้องมีความกตัญญูรู้คุณ เมื่อท่านที่มาหาหลงพ่อให้เงินพวกเจ้าก็เอาไปซื้ออาหารซื้อหนังสือ สมุดเรียน ซื้อเสื้อผ้าสวมใส่กันความหนาว อย่างนี้เรียกว่าท่านที่บริจาคเงินให้แก่พวกเจ้านั้นได้ช่วยยังชีวิตเจ้า อาหารนั้นก็กลายเป็นเลือดเป็นเนื้อ หนังสือสมุดก็กลายเป็นวิชาความรู้เรียกว่าเป็นสมองเสื้อผ้านั้นก็เท่ากับให้กำลังกายโดยช่วยป้องกันสุขภาพ เจริญตา เจริญกาย นับว่าท่านเหล่านั้นมีพระคุณใหญ่หลวง เจ้าจะต้องระลึกถึงพระคุณแผ่กุศลจิตให้ท่านเหล่านั้นมีความสุข”
ดังนั้น เราก็มีการสวดแผ่เมตตาให้บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นสุข โดนเฉพาะท่านผู้มีเมตตาต่อเราก็ขอให้ท่านมีความสุขยิ่งๆในชีวิต
เรื่องมารยาท หลวงพ่อถือนักถือหนา เวลาเราพูดกับหลวงพ่อเราต้องคุกเข่าสองมือประนม และต้องรับคำด้วยครับผมทุกครั้ง “การอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นมงคลชีวิต”หลวงพ่อว่า “ใครเขาเห็นพวกเจ้ามารยาทงดงาม เขาก็เอ็นดู ต้องรู้จักเคารพนบไหว้ ต้องรู้จักสมบัติแห่งการต้อนรับแขก”
ดังนั้นเมื่อใครไปใครมา เราจะจัดหน้าที่ของเราเป็นเวรคอยต้อนรับและเวลากลับ ใครอยู่ที่กุฏิเวลานั้นจะต้องมาคอยยืนส่งแขก บางที มีรถมาจอด เรายังช่วยดูแลให้ด้วย อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้ด้วยอีกกระมังจึงมีผู้นิยมมาหาหลวงพ่อมาก
หลวงพ่อเคยพูดว่า “พระนี่เป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไปเหมือนกันนะเวลาเขามีทุกข์เขาก็มาพึ่งพา หลวงพ่อก็ปลอบเขาไป อย่างเช่นเขามาปรับทุกข์ว่าเขาเคราะห์ร้าย โดนรถชนบ้าง ทำงานไม่ได้รับการยกย่องบ้างเจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง หลวงพ่อก็ประพรมน้ำมนต์ให้ บอกว่าเคราะห์ทั้งหลายที่มาบังเขา ก็จะผ่อนคลายลงในไม่ช้า ขอให้เขาตั้งใจมั่นแต่จะทำความดี”
วันนั้นผมนั่งอยู่ด้วย เขามาบ่นบอกว่า “หมู่นี้ค้าขายไม่ดี เคยไปเก็บเงินต่างจังหวัดหลายจังหวัดรวมกันได้เงินเป็นแสน แต่คราวนี้ไปได้มาแค่สองหมื่น ไม่คุ้มค่าเดินทาง แย่หน่อย ร้านที่เป็นลูกหนี้บางร้านก็เลยเปิดไป ตามหาไม่พบ”
หลวงพ่อก็เรียกเขามาพรมน้ำมนต์ แล้วปลอบว่า “ที่จริงเวลานี้เศรษฐกิจมันตกต่ำทั่วโลก ไม่เป็นแต่ประเทศไทย เขาไม่ได้ตั้งใจจะโกง
แต่ไม่มีให้ สินค้ามันขายไม่ออก เดือดร้อนกันทุกหย่อนหญ้า ยามดีเราก็ได้กำไรมามาก ยามเคราะห์ก็พลอยกระทบตามเขาอื่นไปด้วย ไม่ช้าดอกนะ เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะผ่านไป ขอให้ตั้งหน้าทำคุณความดีต่อไปอย่าไปคดโกงใคร อย่าไปท้อแท้ ยามยากก็นึกว่าช่วยกันไป ไม่ช้าดอกผลกรรมความดีจะตอบสนอง เคราะห์ที่ว่าร้ายก็จะกลายเป็นดี” แล้วหลวงพ่อก็สวดให้พรเขาไปอีก เท่านี้เขาก็กราบหลงพ่อ รู้สึกว่า หน้าตาค่อยเบิกบานขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องความสามัคคี หลวงพ่อมีเด็กวัยผมมาช่วยกันมาก บางคนก็มีพ่อแม่รู้จักหลวงพ่อเคยเป็นลูกศิษย์กันมาก่อน แต่บางคนก็ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อ เพียงแต่เด็กๆ มาหาหลวงพ่อเอง แล้วก็สมัครรับใช้หลวงพ่อ มีบางคนไม่เข้าใจ พยายามจะแย่งบริการแขกเพื่อจะได้เงินที่เขาให้แต่เพียงคนเดียว หลวงพ่อจะโกรธนัก บอกว่า “อยู่ด้วยกันต้องรักใคร่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง ห้ามแก่งแย่งกันรู้ไหม วันหนึ่งใครได้มากก็แบ่งให้คนที่เขาไม่ได้บ้าง แล้วต้องผลัดเวรกันให้ทั่วถึง ใครติดงานโรงเรียนมาไม่ได้ก็ต้องแบ่งปันให้มันบ้าง…. ถ้าหากใครไม่ทำตามหลวงพ่อว่าก็อย่ามารับใช้ที่กุฏิหลวงพ่อเลย”ท่านยังพูดต่อไปว่า “บ้านเมืองมันอยู่ไม่รอดก็เพราะมันไม่สามัคคีกัน กุฏิหลวงพ่อจะพังไม่มีคนขึ้นเพราะพวกแกมันไม่รักใคร่กลมเกลียวกันนี่แหละ จะอดรู้ไหม”
ปีแล้วปีเล่าเราก็อยู่กันอย่างนี้ พอหมดแขกเราก็กลับบ้าน ทำการบ้านรับใช้พ่อแม่จนกระทั่งบางคนเช่นผม จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนใกล้วัด แล้วก็ห่างหลวงพ่อไป นานๆ ทีจึงจะมารับใช้ที่กุฏิของท่าน แต่น้อยคนเล็กของผมก็มารับใช้ท่านแทนผม
ครูบาอาจารย์และพ่อแม่ผม ชมผมและน้องว่า มารยาทดี พูดจาดีทำงานเก่งเรียบร้อย และช่วยเหลืองานโรงเรียนและเพื่อนฝูงเสมอมาบางคนชมให้หลวงพ่อฟังด้วยซ้ำไป ผมเห็นรอยยิ้มของหลวงพ่อ ผมว่า “ท่านภูมิใจ” ท่านพูดกับครูของผมว่า “อาตมาช่วยสร้างพลเมืองดีให้ไงละรู้จักสำนึกไปทำความดีเข้าสู้ประเทศฯก็จะอยู่รอดและเมืองดี ถ้าพลเมืองไม่ดีประเทศชาติจะอยู่รอดได้อย่างไร”