ศาลาพักใจ
ส.คุปตาภา
โลกปัจจุบันนี้มีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มชน และระหว่างชาติความสุขอย่างสงบนั้นเราไม่ได้พออีกไม่ว่าที่ใด แม้ในร่มเงาของศาสนา ก็ยังมีความแก่งแย่งชิงดีและความวุ่นวายซ่อนเร้นอยู่ ประชาชนจึงว้าวุ่น ไม่ทราบว่าจะไปหาที่พึ่งที่ใดอีก ที่จะเป็นที่พึ่งทางใจที่พึ่งอันจะนำความสุขอย่างสงบมาให้เหมือนเมื่อโลกเรานี้ยังมีประชากรน้อยกว่านี้ ส่วนหนึ่งจึงหันไปหาสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่เราเรียกว่าวิญญาณ หรืออาจจะเพียงรูปปั้นอันไม่ทราบว่าเป็นสัญลักษณ์อันใดหรือ อาจจะรุกชาติใหญ่ที่เราถือว่ามีรุกเทดาอยู่ มิฉะนั้น ไม่มีทางใดที่จะได้เป็นที่ระบายความทุกข์ไม่มีที่ใดที่จะปลอบใจ และไม่มีใครที่จะเข้าใจกันและกัน ดังนั้นขณะบุคคลคณะหนึ่งจึงร่วมกันตั้งสถานบันอันชื่อว่าศาลาพักใจ ซึ่งมีดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยคนหนึ่ง จากศาลาพักใจนี่เอง เราจึงมีปัญหาชีวิต บางเรื่องก็ไม่น่าจะเป็นไปได้และเป็นไปแล้ว และเขาเหล่านั้นควรจะถูกทอดทิ้งละหรือศาลาพักใจเป็นที่ระบายความรู้สึกนึกคิดที่ว้าวุ่นอยู่ในใจของท่านทุกคน เป็นที่เดียวที่จะเข้าใจท่านและช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้แก่ท่าน
ผู้ที่เข้ามาในศาลาพักใจคนหนึ่งก็คือ คุณวาที กันหา เขาเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างหน้าตาดี และบุคลิกดี และมีวัยผ่านสามสิบปีไปแล้ว ดังนี้
(เสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา)
วาที – ผม…..อ้า……มาปรึกษา
ดิฉัน – เชิญค่ะ ตามสบาย เชิญนั่งก่อนสิคะ
(เสียงเก้าอี้เลื่อน)
วาที – ผมมาจากต่างจังหวัด
ดิฉัน – เชิญดื่มน้ำเย็นๆเสียก่อนสิคะ จะได้ใจสบาย ก่อนที่คุณจะเล่าให้ดิฉันฟัง
วาที – ผมยังไม่แน่ใจนักว่าผมควรจะมาที่นี่หรือไม่ (หยุดระยะหนึ่ง)บริการเข้าที่ศาลาพักใจ
บางที บางทีจะมีประโยชน์สำหรับผมบ้างผมจึงแวะเข้ามา
ดิฉัน – ค่ะ เราคิดว่าคงจะมีประโยชน์มากทีเดียว เรามีเจ้าหน้าที่หลายแขนง ทั้งพยาธิแพทย์
จิตแพทย์ นัก จิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกฎหมาย ส่วนดิฉันคุณคงจะเห็นเชื่อของดิฉันแล้วนะคะ เป็น
นักเขียนธรรมดาคนหนึ่ง และเป็นครูที่เคยมีการสอนมาแล้วเป็นเวลานาน ถ้าหากมีเรื่องที่ดิฉันไม่
สามารถจะให้คำตอบแก่คุณได้ ดิฉันก็อาจจะเสนอให้เจ้าหน้าที่คนอื่นมาแก้ปัญหาให้แก่คุณ
วาที – เอาละผมพอเข้าใจ ผมจะต้องเสียเงินอะไรบ้างหรือเปล่าครับค่าปรึกษา
ดิฉัน – ไม่ต้องดอกค่ะ แต่ถ้าคุณจะต้องรับประทานยาอะไร หากคุณมีทางจะช่วยเหลือค่ายาได้ก็ขอให้ช่วย
เท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะป่วยไข้นะคะเราตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาด้วยเงินสงเคราะห์
ช่วยเหลือจากกลุ่มบุคคลที่เห็นว่าเราทุกวันนี้มีความว้าวุ้นจนกระทั่งไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่
มีเวลาที่จะมานั่งสงบแม้สักอึกใจเดียวฉะนั้นจะต้องมีที่ซึ่งรับระบายและช่วยให้ความเห็นแก้ไข
ความทุกข์ที่อัดอั้นเงียบๆอยู่แต่ผู้เดียวคนเราต้องการที่พึ่งทางใจไม่แพ้กับทางกายนะคะ บางทีเรื่อง
นิดเดียวสำหรับเราอาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนอื่น และผู้ที่มีปัญหานั้นเหมือนคนตาบอดมองไม่
เห็นทางแก้ไขด้วยตนเองดอกค่ะ
วาที – (ถอนใจ) ได้แก่ผม
ดิฉัน – ค่ะ ดิฉันเข้าใจ
วาที – เอาละ ผมได้ดื่มน้ำเย็นชื่นๆใจ พอจะตั้งตัวได้แล้ว ผมชื่อ วาที นามสกุล กันหา อายุพึ่งจะสามสิบปี
ดิฉัน – ดิฉันจะจดตามคุณไป หวังว่าคงจะไม่รังเกียจนะคะ เราจะต้องทำสถิติค่ะ
วาที – ผมไม่รังเกียจ ผมมีบุตร 6คน คนโตอายุสิบสองพอดี ผมมีลูกสองปีต่อคน
ดิฉัน – ค่ะค่อนข้างจะมากไปหน่อยจริงไหมค่ะ
วาที – ผมแต่งานเมื่ออายุเกือบจะยี่สิบบริบูรณ์
ดิฉัน – ค่ะ
วาที – เดี๋ยวนี้ผมไม่มีภรรยาเสียแล้ว เขาหนีผมไป แต่งงานใหม่ทั้งที่มีลูกกับผมถึงหกคน
ดิฉัน – อนิจจา
วาที – ผมรับเลี้ยงดูลูกทั้งหกด้วยตนเอง สองคนอยู่กับผม คนโตที่สุดและคนเล็กที่สุด คนกลางสองคนอยู่
กับน้องสาวผม คนเล็กถัดไปอีกสองคนอยู่กับแม่ของผม ความจริงผมต้องการจะดูแลทั้งหกคนแต่ผม
ทำไม่ได้เพราะเป็นนักธุรกิจ ผมต้องค้าขาย และ ไม่มีเวลาให้กับลูกเลยครับ ผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
นัก บางทีอาจจะเหตุนี้กระมัง เมียผมจึงหนีเขาทิ้งลูกคนเล็กทั้งที่แกพึ่งจะคลานได้เท่านั้นเอง แล้วผมก็
ทน ทนต่อมา
ดิฉัน – คุณเป็นคนดีมากทีเดียว ที่ทำทั้งหน้าที่พ่อและหน้าที่แม่
วาที – ขอบพระคุณครับที่เห็นว่าผมดี
ดิฉัน – หาคนที่รักลูกอย่างคุณได้ยากมากนี่คะ
วาที – ผมเป็นลูกคนใหญ่ของพ่อแม่ ผมต้องออกจากโรงเรียนทั้งที่ผมยังไม่เรียนต่อชั้นอุดมศึกษา และน้อง
ของผมคนหนึ่งผมส่งให้เล่าเรียนจนจบมหาลัย
ดิฉัน – คุณเป็นพี่ที่ดีเท่าๆกับความเป็นพ่อที่ดี
วาที (ถอนใจ) – ขอบคุณอีกครั้งที่ชมผม แต่น้องของผมที่เล่าเรียนจนจบมหาลัยนั้นรถคว่ำตายวันที่เขาจะรับ
ปริญญา วันนั้น…. ผมกำลังเตรียมตัวจะมาดูน้องรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระบาทสม
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมนัดพบกับเขาในตอนเช้า ว่าเราจะไปถ่ายรูปด้วยกัน ผมอยากจะเห็นรูปของน้องผม
สวมครุยบัณทิต ผมมีความภาคภูมิใจที่ผมปั้นเขามาและสำเร็จสมใจ ผมไม่ได้หวังพึ่งเขาดอกครับ แต่ผม
คิดว่า เขาอาจจะเป็นที่พึ่งของแม่ผมได้ในระยะที่ผมอาจจะหมดกำลัง….. แต่ ผมคอย……คอย….(เสียงเครือ)
ผมแต่งตัวเก้อ ข่าวที่ผมได้รับในเวลาที่เรานัดหมายกันนั้น คือ ข่าว….เขาตาย…. ตายโดยไม่ทันได้เห็นหน้า
พี่….ไม่ได้เห็นประกายตาแห่งความภาคภูมิของพี่…..ตายขณะที่แม้ปริญญาบัตรก็ยังไม่ได้ พระพักตร์ใน หลวงที่จะพระราชทานให้เขาในวันนั้นเขาก็ไม่มีบุญพอที่จะได้เห็น……
ดิฉัน (พูดแผ่วๆ) – ดิฉันเห็นใจคุณ และเสียใจด้วย
วาที – ผมเป็นพี่ชายคนใหญ่ที่จะต้องรับภาระของลูกที่มีต่อแม่และรับภาระเลี้ยงดูน้องๆต่อไปเพื่อให้ได้รับ
การศึกษาที่ดีที่สุด สบายที่สุด และ ผมต้องดูแลเลี้ยงแม่…ไหนจะต้องเอาใจท่านอย่างผิดปกติ เนื่อง
จากท่านต้องสูญเสียลูกชายคนรองไปคนที่แม่หวังว่าจะเป็นใหญ่เป็นโตกว่าผม และเป็นคนที่แม่หวัง
พึ่งนักหนา……
ดิฉัน (ถอนใจ)
วาที – หลังจากทำศพน้องชายไม่กี่วัน…..อยู่ๆก็ไฟไหม้บ้านผม เป็นต้นเพลิงเสียด้วย เคราะห์ดีที่ไหม้เฉพาะที่
บ้านไม่ลุกลาม ไปบ้านใกล้เคียง ร้านค้าของ ผมวอดวาย และผมเป็นผู้ต้องหาอยู่พักหนึ่งในฐานะเจ้า
ของบ้านต้นเพลิงที่ไม่ทราบสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร
ดิฉัน – ตายจริง
วาที -อาจจะเป็นเพระเคราะห์ผมร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งผมทนอยู่ไม่ได้จะเป็นบ้าตาย……
ดิฉัน -แต่คุณก็ฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ น่าสรรเสริญ
วาที – ผมต้องเข้าวัด ไปขลุกอยู่กับเจ้าอาวาสวัดใกล้บ้าน ไม่มีที่ใดที่จะสงบเกินไปกว่าวัด เยือเย็น…..ถ้า
หากผมไม่มีห่วงมากมาย ผมอาจจะบวชไปเสียได้ก็ดี
ดิฉัน – ความรับผิดชอบของคุณที่มีต่อครอบครัวนั้นใหญ่หลวง
วาที – ครับ ขณะที่ผมกำลังทุกข์หนัก…..ภรรยาของผมก็หนีไปจากผม…..
ดิฉัน – เพราะเขาไม่สามารถจะทนทุกข์รับเคราะห์กรรมร่วมกับคุณหรือคะ
วาที – ผมไม่แน่ใจนัก จะว่าเขาเป็นคนเลวก็ใช่ที่ …..แต่ อาจจะมีบางอย่างที่ทำให้เขาทนอยู่กับผมได้
อาจจะมีอะไร อย่างที่ผมคิด เพียงแต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขากับผมจึงพูดกันไม่ได้ ทำไมเขาจึงต้อง
ไปแต่งงานใหม่
ดิฉัน – อืม
วาที – ผมไม่เข้าใจว่า เขาจะมีเหตุผลอย่างที่ผมคิดหรือไม่ อาจจะเป็นเพราะเมื่อไฟไหม้บ้าน คุณแม่ต้องมา
อยู่กับเรา มารวมกันอยู่ที่ร้านค้าซึ่งเป็นตึกแถวห้องเดียว สองชั้น ชั้นล่างค้าขาย ชั้นบนเป็นห้องนอน
ไหนจะลูกตั้งหกคนไหนจะแม่ และผมก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน มันกลุ้มหมุนไปหมด เพราะไหนจะต้องคดี
ไหนจะต้องวิ่งหาเงิน และไหนจะความเสียใจที่สูญเสียน้อง
ดิฉัน – ค่ะ ทุกคนคงจะวุ่นวายใจเช่นเดียวกับคุณ รวมทั้งคุณแม่และภรรยาของคุณด้วย
วาที – เขาอาจจะคิดว่าเขาจะไม่มีความสุข และไม่มีหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้เลยในเมื่อผมจะต้องรับภาระ
เลี้ยงดูไม่รู้ว่ากี่ชีวิต แล้วเขาจะต้องมามีส่วนอันเขาไม่มีเยื่อใยเลยนั้นประการหนึ่ง และบางทีคุณแม่
อาจจะจู้จี้จุกจิกเกินไป
ดิฉัน -โถ ท่านก็กำลังเสียใจเนื่องด้วยน้องของคุณและคงจะวิตกกังวลที่คุณต้องคดีไฟไหม้คราวนั้น
วาที – ผมเห็นใจท่าน
ดิฉัน – และภรรยาของคุณก็คงไม่อยากเล่าอะไรให้คุณฟังถึงความระหองระแหงระหว่างลูกสะใภ้และแม่
ผัวที่มารวมกันอยู่ในสถานที่อันแคบ
วาที – วันหนึ่งเขาก็บอกกับผมอย่างหน้าเฉยตาเฉยว่าเขาไม่สามารถจะทนอยู่กับผมได้เขาจะต้องไป
ดิฉัน – คุณไม่อ้อนวอนเขาไว้หรือคะ ในเมื่อเธอและคุณก็ไม่มีเรื่องอะไรต่อกัน
วาที – ผมถามเขาแต่เพียงว่า เขาจะไปไหน
ดิฉัน – เขาคงไม่คิดที่จะไปแต่งงานใหม่ในระยะนั้น
วาที ( หัวเราะกร้าวขมขื่น ) –เขาบอกว่าเขาไม่สามารถจะทนอยู่กับผมได้ ถ้าขืนอยู่ต่อไปเขาก็คือทาสในเรือน
เบี้ยนั่นเอง ทำเท่าไรก็ต้องไปให้คนอื่นใช้หมด เขาไม่ได้ใช่และ….เขาเหนื่อยหน่ายต่อการเลี้ยงลูกคน
แล้วคนเล่าเสียเหลือเกิน
ดิฉัน – แม่ก็ต้องเลี้ยงลูกสิคะ
วาที – ผมตบหน้าเขาหนึ่งที และผมก็เสียใจจนบัดนี้ เราไม่ใช่คนป่าเถื่อนที่จะทำกันอย่างนั้น แต่ หน้าตา
แววตาของเขา ท้าทายผมเสียเหลือเกิน ผมตบหน้าเขาในเมื่อเขาตะคอกต่อหน้าผมว่า ฉันทนแม่คุณไม่ได้
(หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง )
วาที – เธอควรจะเห็นใจผม ภาระของผม แม่ของผม ลูกของผม น้องของผมๆ เป็นหัวหน้าครอบครัว เธอเอง ก็รู้ไม่น่าจะพูดอย่างนั้น
ดิฉัน – คนเราบางครั้งก็อาจจะทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล แต่ชั่วระยะหนึ่งก็อาจจะได้คิด บางที…..บางทีคุณอาจจะไปง้องอนเธอ
วาที – ครับ เหมือนผมเสียใจจนทุกวันนี้ที่ผมตบหน้าเธอ ความจริงผมรักเธอ ผมไม่เคยล่วงเกินเธอ…..แต่เวลา
นั้นผมเหมือนคนบ้า และน้อยใจเหลือเกินว่า ยามผมซึ่งเป็นผัวของเธอทุกข์ ทุกข์กลัวตาราง จะเข้าหรือ
ไม่เข้าก็ไม่รู้ ทั้งที่ผมไม่ได้ทำผิด ผมไม่ได้วางเพลิง และผมก็ไม่รู้ว่าไฟมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ดิฉัน – แล้วตอนนี้คุณพ้นคดีหรือยัง
วาที – พ้นแล้วด้วยความชั่วเหลือของเพื่อนฝูง หรือเพราะความจริงมันกระจ่างชัดว่าไฟฟ้าเป็นเหตุจริงๆหรือ
อะไรผมก็ไม่ทราบได้
ดิฉัน – คุณพระช่วย
วาที – ครับผมก็ว่าอย่างนั้น ผมเคร่งทางนี้เสียจริงๆ ผมถือว่าเมื่อผมบริสุทธิ์ผลแห่งความบริสุทธิ์ต้องช่วยผม
ดิฉัน – คุณคงจะคืนดีกับเธอ
วาที – ไม่มีทางเสียแล้วเพราะเธอไปมีสามีใหม่
ดิฉัน – จริงซี ดูเหมือนคุณบอกดิฉันครั้งหนึ่งแล้ว เพียงแต่ดิฉันไม่คิดว่า…..
วาที – ผู้หญิงที่มีลูกถึงหกคนแล้วจะไปมีสามีใหม่ได้ เธอสวยมากครับ
ดิฉัน – ลูกคุณคงจะสวยๆทั้งนั้น
วาที – เอ๊ะ คุณรู้ได้อย่างไร
ดิฉัน – ก็คุณบอกว่า ภรรยาคุณสวยมาก และ คุณเองดิฉันก็เห็นว่าเป็นคนหน้าตาค่อนข้างดี
วาที – ลูกผมน่ารักน่าเอนดูทุกคน
ดิฉัน – ค่ะ ดิฉันเห็นด้วยทั้งที่ดิฉันยังไม่ได้พบลูกคุณสักคน
วาที – ผมอยู่ต่อมาอีกสามปีเข้าปีนี้ ว้าเหว่ และต้องการคู่คิด
ดิฉัน – ค่ะ เห็นใจ
วาที – ผมกำลังตัดสินใจไม่ตกเรื่องจะแต่งงานใหม่
ดิฉัน – รึคะ
วาที – ผมเป็นค้าขาย ไม่มีเวลาอยู่กับบ้าน ลูกผมก็ไม่มีใครดูแล แกขาดแม่
ดิฉัน – แล้วคุณคิดว่าจะมีใครมาแทนที่แม่แกได้ล่ะคะ คุณนั่นแหละควรจะเป็นผู้ที่เป็นทั้งพ่อและแม่ของแก
วาที – คุณคิดหรือว่าผู้ชายจะครองตนอยู่ได้อย่างเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ โดยไม่มีคู่คิด ผมรู้สึกเหมือนว่าบาง
ครั้งผมอ้างว้างว้าเหว่เหลือเกิน แต่เพราะลูก ผมจึงคิดว่าผมควรจะหาคนดีมาเป็นแม่ของลูกผม
ดิฉัน – แล้วคุณหาได้ไหมคะ
วาที – ครับ ผมว่าผมพบแล้ว
ดิฉัน – เธอจะยอมมาเป็นแม่ของลูกตั้งหกคนของคุณหรือคะ แล้วคุณยังมีแม่ มีน้อง อย่างที่คนเก่าของคุณหนีไป
วาที – เธอเป็นคนดีครับ เธอสงสารผม เธอบอกว่าเธอสงสารผม
ดิฉัน – ก็อาจจะเป็นได้นะคะ ความสงสารอาจจะนำมาซึ่งความรัก แล้วความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกๆของคุณล่ะคะ
วาที – เธอเข้ากับลูกผมได้ทุกคน บ้านของเราอยู่ใกล้กัน คุณแม่ผมก็ชอบเธอ และลูกคนใหญ่ของผมบอกกับ
ผมเองว่าแกอยากมีแม่เหมือนกับเธอ
ดิฉัน (ถอนใจ ) – หวังว่าชีวิตของคุณคงจะมีความสุขเสียที
วาที – มันไม่อย่างนั้นสิครับ ผมจึงต้องมาที่นี่
ดิฉัน – รึคะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคุณ อ้าผู้หญิงที่คุณรัก
วาที – เราอาจจะรักกัน ผมบอกเธอว่า ผมรักเธอ แต่เธอไม่เคยเอ่ยคำว่ารักผม เธอบอกแต่ว่าเธอสงสารผม
ผมเป็นคนดี และต้องเลี้ยงลูกตั้งหกคนมาตลอด เธอตำหนิภรรยาของผมว่าใจดำ ทิ้งลูกเล็กๆไว้กับพ่อโดย
ตนเองไปแต่งงานใหม่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอโกรธอะไรผมหรือแม่ผมนักจึงทิ้งเลือดเนื้อเชื่อสาย
ของเธอไว้กับผมโดยไม่มาดูดำดูดีด้วยเลย
ดิฉัน ….. (นิ่ง ถอนใจ )
วาที – คุณมีความคิดเห็นอย่างไรครับ
ดิฉัน – ยังคะ ยัง ดิฉันเพียงแต่สงสัยว่าคนเราจะตัดใจทิ้งลูกนั้นมันยาก นอกจากจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่ที่เรายังไม่รู้
วาที – ผมก็พยายามจะคิดในแง่ดี
ดิฉัน – โปรดเล่าเรื่องของคุณต่อไป
วาที – เดือนที่แล้วผมส่งคนไปสู่ขอเธอและเราสัญญากันว่า ถ้าหากผมแต่งงานกับเธอผมจะย้ายไปทำมาหา
กินที่หัวเมืองอื่น
ดิฉัน – อ้อ แสดงว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธคุณใช่ไหมค่ะ ก็น่าที่จะยินดีในน้ำใจของเธอ
วาที – เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่เธอก็ไม่รับ เธอแก่กว่าผมสองปี อายุสามสิบห้าเข้านี่แล้ว ผมรักเธอ นับถือเธอ เหมือนเพื่อน เหมือนพี่ และ รักเหมือนคนที่เทิดทูนเธอ
ต่างคนต่างนิ่ง สักครู่
วาที – ผมจดหมายไปถามเธอเรื่องผมส่งคนไปสู่ขอ
ดิฉัน – เธอตอบคุณว่าอย่างไรล่ะคะ
วาที – เธอตอบว่าไม่เห็นรู้เรื่อง ผมงง ไม่เข้าใจจริงๆว่าเธอจะมาไม้ไหนกับผมผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ ขอโทษ
ที่ผมมาว่าผู้หญิงต่อหน้าคุณซึ่งเป็นผู้หญิง
ดิฉัน – ไม่เป็นไรดอกค่ะ ดิฉันยินดีจะรับฟัง เพราะบางทีผู้หญิงด้วยกันก็ยังไม่เข้าใจกัน จริงไหมคะ ดิฉันก็ ยัง ดิฉันก็ยังไม่เข้าใจภรรยาของคุณ
วาที – แล้วคู่รักคนใหม่ของผมล่ะครับ
ดิฉัน – บางทีดิฉันจะเข้าใจ ว่าเพราะเหตุใดเธอจึงปฏิเสธคุณ และขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับปาก
วาที (เสียงแสดงความดีใจ ) – เพราะอะไรครับ
ดิฉัน – การที่ผู้หญิงเมื่อมีวัยล่วงมาตั้งสามสิบห้าแล้วจะตัดสินใจแต่งงานนั้นยากยิ่งกว่าผู้หญิงสาวๆ การที่เธอ
ครองตัวมาจนป่านนี้แสดงอยู่ชัดๆแล้วว่าเป็นคนไม่ค่อยจะตัดสินในเรื่องคู่ครองง่ายๆ และยิ่งล่วงเลยมา
ถึงป่านนี้ยิ่งตัดสินใจยากยิ่งขึ้น
วาที – แต่เธอบอกว่าเธอไม่รังเกียจผม เธอสงสารผม ที่เธอบอกว่าไม่ทราบว่าผมสู่ขอเธออาจจะเป็นเพราะ
มารดาเธอไม่บอกเธอก็เป็นได้ เขาอาจจะกีดกันผม เพราะผมมันคงไม่มีอะไร
ดิฉัน – ธรรมดาของพ่อแม่ก็ยิ่งต้องเป็นห่วงลูก กลัวว่า เธอจะมาอยู่กับคุณแล้วจะไม่มีความสุข แม่เลี้ยงกับลูก
เลี้ยงนั้นยากนักที่จะลงรอยกัน และผู้ใหญ่เมื่อมีลูกอยู่เคียงข้างก็ไม่อยากจะให้ลูกต้องไปปรนนิบัติเอาใจ
คนอื่น ดิฉันอยากจะเรียนถามคุณว่า เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่หรือคะ หรือว่าเวลานี้เธอต้องดูแล
คุณแม่ของเธอ
วาที – ครับเธอเป็นลูกกำพร้าต้องดูแลแม่ของเธอ และเธอเป็นครูของลูกสาวคนโตผมเอง
ดิฉัน -ถ้าสมมุติว่าเธอไม่ได้รังเกียจในเรื่องคุณมีลูกมาก สมมุติว่าเธอรักคุณพร้อมที่จะเสียสละเพื่อคุณและลูก
คุณแม่ของเธอเป็นผู้ไม่พอใจที่จะให้เธอมาอยู่กับคุณ เอาใจใส่ในคุณและลูกของคุณเสียจนไม่มีเวลาที่
จะดูแลท่านผู้เป็นแม่ของเธอ คนแก่มักมีความเห็นแก่ตัวอยู่อย่างหนึ่งค่ะ คือ รู้ว่าตนนับวันจะต้อง
พึ่งคนอื่น และก็เลยกีดกันกลัวว่าลูกจะไม่มีเวลาสำหรับท่านต่อไปอีก นี่ในแง่ของผู้ใหญ่ นะคะ และ
ในแง่ของคุณมีลูกมาก ท่านคงจะห่วงว่าลูกของตนจะไม่มีความสุข
วาที – ผมรับรองว่าผมจะให้ความสุขแก่เธอมากที่สุด และ หากจะมีคุณแม่ของเธอมาอยู่กับผม หรือจะให้ผม
อุปการะ คุณแม่ของเธออีกคนผมจะไม่รังเกียจเลย ท่านเคยเห็นผมมาตั้งแต่เด็ก จะรังเกียจอาจจะเป็นเพราะ
ผมจนกระมัง แต่ก็ไม่สิ้นไร้ไม่ต่อจนเกินไป บางที บางทีอาจจะเพราะผมมีลูกมากกระมัง
ดิฉัน – คุณวาที คุณพึ่งสู่ขอเธอใช่ไหมคะ
วาที – ครับ ผมรอคำตอบอยู่ทุกวัน ทุกคืนด้วยความกระวนกระวายเป็นที่สุด และดูเหมือนผมจะว้าเหว่ยิ่งขึ้น
ลูกผมก็เฝ้าแต่เวียนถามว่าเมื่อไรคุณครูของแกจะมาเป็นแม่ของแก
ดิฉัน -คุณวาที
วาที – ครับ
ดิฉัน – ยังไม่สายเกินไปนี่คะ ถ้าหากเธอตอบตกลงและคุณกับเธอได้แต่งานกันสมความปรารถนา ดิฉันก็ขอ
แสดงความยินดีด้วย และ ถ้าหากคุณไม่ได้แต่งงานกับเธอ อย่างที่คุณตั้งใจไว้ ดิฉันก็ขอแสดงคามยินดี
ด้วย
วาที – ผมไม่เข้าใจ
ดิฉัน – ถ้าเธอแต่งงานกับคุณ ดิฉันได้เพียงหวังว่าชีวิตของคุณจะราบรื่นและมีความสุขตลอดไป และเคราะห์
ดีคุณอาจจะพบแม่เลี้ยงที่รักลูกเลี้ยงก็เป็นได้ ในเมื่อเธอเป็นครูของลูกสาวคุณ ครูย่อมหวังดีและรักศิษย์
และศิษย์ย่อมรักครูและเกรงใจครู
วาที – ผมก็คิดอย่างคุณคิด ผมจึงมองเธอและหวังเธอ
ดิฉัน – ค่ะ ดิฉันจึงหวังว่าคุณจะมีความสุข
วาที – แต่ที่ผมร้อนใจนั้นเพราะกลัวเธอจะปฏิเสธ แต่คุณก็บอกว่าคุณแสดงคามดีใจด้วย ผมไม่เข้าใจ
ดิฉัน – ผู้หญิงย่อมมีอารมณ์อ่อนไหว และถ้ายิ่งเธอรักคุณก็ยิ่งอยากจะเป็นเจ้าของคุณเสียคนเดียว ย่อมจะหวง
แหนคุณและพยายามเอาใจคุณปรนนิบัตรคุณคนเดียว
วาท – ผมคงจะมีความสุขเสียที
ดิฉัน – คุณจะตอบสนองเธอด้วยการเอาอกเอาใจเธอเพียงไม่เท่าครึ่งหนึ่งของเธอในเมื่อคุณต้องมีอีกถึงหก
ชีวิตที่คุณจะต้องเอาใจใส่ สนใจและดูแลความทุกข์ความสุข ดูแลอนาคต
วาที – ครับ ผมเป็นคนให้กำเนิดแกมา หน้าที่ของผมคือรับผิดชอบต่อชีวิตแก ต้องให้ความสุขแก่ลูกของผม
ทุกคนเท่าที่ผมจะให้ได้ และปูพื้นฐานให้การศึกษาเพื่ออนาคตของแกทุกคนสูงที่สุดเท่าที่แกจะมีความสามารถ
ไปถึงได้ และเท่าที่ผมจะมีความสามารถทำให้แกได้
ดิฉัน – คุณเป็นพ่อที่เป็นแบบฉบับของพ่อแท้ ดิฉันขอสรรเสริญด้วยความจริงใจ ขอได้โปรดสำนึกถึงหน้าที่
นี้ของคุณอย่าได้ลืมเลือนนะคะ
วาที – ผมจะพยายามทุกวิถีทาง
ดิฉัน – นั่นสิคะ คุณเป็นพ่อที่สำนึกในหน้าที่ของพ่อและความรับผิดชอบของพ่อ และเวลา
ของคุณจะต้องแบ่งมาส่วนหนึ่งให้แก่ลูกทุกคน แล้วเธอเล่า…..เธอก็มีความสำนึกว่าเธอเป็นเจ้าของคุณ
โดยสมบูรณ์ คุณจะต้องเป็นคนหนึ่งที่จะสนใจเธอ และเอาใจเธอ สำนึกในหน้าที่ของสามีที่รักจะพึง
ทุ่มเทให้แก่ภรรยา ลูกเติบโตขึ้นก็จะนึกถึงหน้าที่ของลูกจะพึงมีต่อพ่อ และในที่สุดต่างคนต่างจะแย่ง
รักคุณ แย่งกันทำทุกอย่างเพื่อให้คุณหันไปหาตน และเมื่อนั้นความริษยาจะเกิดขึ้น เธอจะริษยาลูกของ
คุณ และลูกของคุณจะริษยาเธอ ต่างแย่งรักคนๆเดียวกัน แย่งความเป็นเจ้าของในคนเดียวกันผลล่ะค่ะ
ความวุ่นวายจะเกิดขึ้น
วาที – อนิจจา
ดิฉัน – ในที่สุด ความริษยาจะพอกพูนขึ้นทุกที คนกลางจะลำบาก คนที่ลำบากใจที่สุดคือคุณ ในที่สุด ดีที่
สุดเพื่อความสงบของครอบครัวคุณคงจะต้องเหินห่างลูกของคุณไป เด็กก็จะเกิดคามน้อยเนื้อต่ำใจ และเมื่อ
นั้นผลร้ายจะเกิดขึ้น คุณคงจะเคยได้ยินสภาพของเด็กบ้านแตกมาแล้วนะคะ วันหนึ่งคุณจะพบกับความ
บ้านแตกนั้น
วาที(ถอนใจ ) – ผมไม่คิดว่าจะเกิดแก่ผมเลย
ดิฉัน – บุคคลที่สามยิ่งแย่ คุณไม่ได้อยู่ตามลำพัง เธอไม่ได้มาแต่ตัวตามลำพังคุณมีแม่ มีน้องที่ใกล้ชิดและ
เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของตัวคุณ เธอก็มีแม่ที่เป็นเสมือนส่วนของเธอ บุคคลที่สามในครอบครัวนี่
เองจะเป็นชนวนใหญ่ ทำให้บ้านขาดคามสุขยิ่งขึ้น เพราะต่างจะจับตามองกันแล้ก็จะมากระซิบ
กระซาบบอกกันทั้งสองฝ่าย ในที่สุด จะถึงความวิบัติ มนุษย์นะคะย่อมมีทั้งโลภะ โทสะและ โมหะ
ทั้งเธอและทั้งลูกของคุณยังเป็นบุถุชน ย่อมจะมีกิเลศ ทั้งสามและย่อมจะขาดวิจารณญาณ หากบุคคล
ที่ใกล้ชิดซึ่งเป็นคนที่สามนั้นยุยง ดิฉันเห็นว่าคุณจะมีปัญหาอันนำความพินาศของชีวิตมาสู่จึงได้ขอแสดง
ความยินดีหากเธอไม่ตกลงด้วยกับคุณ และถ้ายิ่งเธอมีลูกกับคุณ จะยิ่งไปกันใหญ่ ลูกย่อมจะเหนือสิ่ง
ใด เธอจะริษยาลูกเลี้ยงแทนลูกของตนเอง
วาที – แล้วผมจะทำอย่างไร คุณไม่รู้ดอกว่าผู้ชายนั้นต้องการอะไรมากเพียงใด
ดิฉัน – รู้ค่ะ ดิฉันรู้ แต่ มันจะตายไปหรือ หากคุณจะอยู่เป็นโสดเพื่อเห็นแก่ลูกที่คุณเป็นผู้ให้กำเนิดมา
วาที – บางครั้งผมจะหัวแตกตาย บางครั้งผมประสบปัญหาผมต้องการคู่คิด
ดิฉัน – ค่ะ ดิฉันเข้าใจ ดิฉันเห็นใจ แต่มันมีปัญหาอย่างนี้คุณต้องคิดว่าอะไรมันมีค่ายิ่งใหญ่กว่า คุณจะต้องเลือก
เอาระหว่างคู่คิดที่คุณต้องการเป็นครั้งคราว กับความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับคุณตลอดกาล
วาที ( ถอนใจ ) – ผมจะทำอย่างไรดี
ดิฉัน –ดิฉันเป็นผู้หญิง ย่อมจะเข้าใจความคิดของผู้หญิงได้ดี และดิฉันมีประสบการณ์จนสามารถคาดไว้ว่า
เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น อย่าได้หาเรื่องวุ่นวายเข้ามาทำลายคุณและลูกๆของคุณเลย หากเรื่องนี้ไม่เกิด
แก่ลูกคนใหญ่ก็อาจจะเกิดแก่ลูกคนรองหรือคนอื่นๆ หรืออาจจะเป็นทั้งหมดก็ได้เชื่อดิฉันเถอะ
วาที – ขณะนี้ผมควรจะทำอย่างไร
ดิฉัน – รอสิค่ะ รออย่าเฉยและไม่หวังคำตอบจากเธอ ดิฉันคิดว่า เธอจะไม่รับคำขอร้องของคุณ และเธอ
จะไม่แต่งงานกับคุณ หากเธอไม่หวังอะไรจากคุณนอกจากความสงสารที่เธอจะพึงมีต่อคุณ ไม่มีใครดอก
ค่ะจะยอมเสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อบุคคลที่เธอเพียงแต่เห็นใจและสงสาร ถ้าเธอเป็นคนที่มีความคิด
อย่างรอบคอบแล้ว
วาที – ผมขอขอบคุณ ที่กรุณาแนะนำ
ดิฉัน – ขอให้บริการของเราเป็นคู่คิดของคุณนะคะ คุณจะไม่ว้าเหว่อีกเลย
วาที -ครับ
( เสียงฝีเท้าเดินออกไป )
เพลงคั่นเบาๆ
ดิฉัน – จากวันนั้นไม่ถึงอาทิตย์ ดิฉันได้รับข่าวจากคุณวาที เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่แต่งงานใหม่ จะทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ของลูกต่อไปจนกว่าลูกทุกคนจะเติบใหญ่ไม่ต้องการพ่ออีกแล้ว