เรื่องสั้นเด็ก เขาชื่อสุข

เขาชื่อสุข

                                                          สลวย(คุปตาภา)โรจนสโรช

เกือบจะไม่มีใครสนใจกับเด็กเริ่มเข้าวัยรุ่นคนนั้น  เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับทิวทัศน์เบื้องหน้า  เราตื่นเต้นกับเสียงหวีดหวิวของทิวไผ่งาม และเสียงหวีดหวิวของนกเป็ดน้ำมากมายนับหมื่นที่เราจะได้เห็นอย่างใกล้ชิดที่หนองน้ำแห่งนี้

“มากันแล้ว” พี่ปานตะโกนบอกเราด้วยความตื่นเต้น “มากันแล้วเต็มท้องฟ้า”

แดดซึ่งกำลังจ้า ท้องฟ้าที่กำลังโปร่งปราศจากเมฆ กลับหายไป ท้องฟ้ากลับมืดมัวเหมือนมีเมฆมาบดบังแสงแดดอันงามจรัสเมื่อครู่…มันช่างเหลือเชื่อว่า เจ้านกเป็ดน้ำจำนวนนับหมื่น พากันขยับปีกสีดำของมันร่อนอยู่บนท้องฟ้า กั้นแสงอาทิตย์ให้เกิดความมืดสลัวในขณะนั้น

พวกเราพากันแหงนหน้ามองด้วยความตื่นเต้น ตะลึงในความมหัศจรรย์ ที่ไม่เคยเห็นนั้น ไม่ช้าเจ้าพวกนกเป็ดน้ำพวกนั้นก็โฉบถลาลงไปในหนองน้ำ ทำให้น้ำเกิดความไหวระยิบระยับ  ส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ดำผุดดำว่ายหาอาหารอย่างระเริงใจ

“นกเป็ดน้ำทั้งหมดหรือนี่” ปิ่นอุทาน “ดูซิคะพี่ปาน มันกางปีกเกาะกลุ่มกันบินสูงขึ้นไปแล้วโฉบตีวงลงมาเหมือนเครื่องร่อนนะค่ะ พี่”

เด็กคนนั้นยืนเงียบ ๆ แอบชิดกับกอไม้ริมหนองน้ำ ก็พลอยแหงนดูนกแล้วยิ้มน้อย ๆ เขาเห็นมันทุกวัน เขามายืนดูมันทุกวัน ไม่ช้าท้องฟ้าก็คงจะแจ่มใสเหมือนเดิม แล้วเจ้านกกลุ่มใหญ่นับไม่ถ้วนนั้น ก็จะค่อย ๆ จางหายไปจากท้องฟ้า

“อ้าวมันหายไปราวกับพริบตาหรือนี่ “ ปานรำพึง หันมามองเด็กคนนั้น “มันจะกลับมาไหมนี่” เขาพูดเชิงถามเด็กคนนั้นเหมือนจะคิดว่า เด็กคนนั้นเป็นเจ้าของหนองน้ำแห่งนี้

“ครับมันพากันมาจากที่ไกลแสนไกล เพื่อจะมาหาที่กินที่อยู่พอพักพิงตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน ผมไม่ทราบดอกว่าที่เขาว่ามันมาจากไซบีเรียนั้นอยู่ที่ไหน แต่เขาบอกว่าที่นั่นมันหนาวจับใจ พื้นดินแข็งเป็นหิมะไปหมด มันจะมาออกลูกออกหลานที่นี่ พอโตมันก็จะพากลับไป เมื่อเมืองที่มันพากันจากมานั้นสิ้นฤดูหนาวแล้ว นกยังรู้จักลี้ภัย”

“มันอยู่กันอย่างมีระเบียบวินัยนะนี่” ปานอุทาน

“ครับ” เขายิ้มน้อย ๆ อย่างใจเย็น “ผมมาดูมันทุกวัน มาดูว่ามันช่างมีความพยายามและขยันเหลือเกินที่บินไปบินมาจากที่อันแสนไกล มันคงจะไปบอกกล่าวกันว่า ที่นี่ปลอดภัย อุดมสมบูรณ์ จำนวนของมันที่มาแต่ละปี จึงมากขึ้นทุกที”

“ไม่มีใครมายิงมันหรือ” ปิ่นถาม

เขาส่ายหน้า “ไม่มีดอกครับ ไม่มีใครรังแกมัน ที่นี่ ใครยิงนกเป็ดน้ำตัวหนึ่ง ถูกปรับตั้งพันบาทครับ ชาวบ้านเขาก็หวงแหน มันจึงอยู่ได้ที่หนองแวงแห่งนี้อย่างเป็นสุข ออกไข่และเลี้ยงลูกเล็กของมันได้ จนแข็งแรงแล้วจึงจากไป และจะกลับมาใหม่พร้อมกับคู่ของมัน”

เขายกมือขึ้นกอดอก เมื่อปิ่นถามว่า “เธอมาดูมันทุกวันหรือ”

“ครับ” เขาตอบอย่างหนักแน่น “เวลาเที่ยง อาทิตย์ตรงหัวมันจะพากันบินขึ้น บินลงเป็นฝูง ดำผุดดำว่ายเล่นน้ำส่งเสียงอื้ออึง แซดไปหมด”

ปิ่นและปานคิดว่า เด็กวัยรุ่นคนนั้น มีอารมณ์ของกวี หรือนักประพันธ์อยู่มิใช่น้อย  เมื่อเขาพูดถึงนกด้วยสายตาอันเหม่อลอยออกไปยังหนองน้ำนั้น

“มันจับคู่กันที่นี่แล้วก็ออกลูก ต่อเมื่อลูกมันแข็งแรงก็จะถึงเวลาที่มันพากลับไปกับฝูงของมันด้วย”

เมื่อปิ่นและปานไม่พูด เขาก็บอกว่า “คุณเห็นกอสวะนั่นไหมล่ะ ที่อยู่กลางหนองน้ำกระเพื่อม ๆ อยู่นั่น มีลูกนกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในกอสวะเหล่านั้น พ้นจากสายตาคนครับ มันจะเติบโตที่นั่น ไม่ช้ามันก็จะกลับไปยังถิ่นที่พ่อแม่มันบินจากมา…มันจะกลับไปพร้อมพ่อ แม่พี่น้องของมัน ดินแดนนั้นคงจะไม่หนาวเหมือนเมื่อมันหนีมา ที่เขาว่าหิมะก็คงจะละลายไปแล้ว ..ผมว่า…มันคงจะกลับไปร้องเพลงรำพึงรำพันถึงความสุขของมันที่นี่”

“นกอย่างนี้ที่เกิดในเมืองไทย ไม่มีหรือ” พี่ปานถาม

“มีครับ มันมีจำนวนมากกว่านกเป็ดน้ำพวกอื่นในหนองน้ำนี้ ครั้งหนึ่งมีคุณหมอคนหนึ่งท่านเป็นนักปักษีวิทยา บอกว่านกเป็ดน้ำไทยเขาเรียกกันว่า นกเป็ดน้ำแดง เป็นไทยแท้ มันไม่ได้ไปต่างประเทศเหมือนเจ้าพวกนกหนีหนาวมาครับ” เขาตอบอย่างภาคภูมิเหมือนผู้มีความรู้ขนาดผู้เชี่ยวชาญ  “ แต่มันก็เอื้ออารีให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพ”

“มันเป็นอย่างไรกันนะที่เรียกว่านกเป็ดแดง” ปิ่นถาม

“ตัวเล็กกว่าไก่กระทงหน่อยครับ สีน้ำตาลอมแดง บนกระหม่อมสีเข้มกว่าตัว ขนปลายปีกสีดำ บินเก่งมากครับ แล้วก็ยังบินเร็วด้วย แต่ก่อนมันทำรัง วางไข่ตามโพรงไม้”

ปิ่นและปานมองดูรอบ ๆ เขาหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้ต้นไม้ใหญ่ ๆ ไม่มีเหลือแล้วครับ ถูกโค่นหมด”

“อ้าวแล้วมันจะไปอยู่ที่ไหนกันละ น่าสงสารจัง” ปิ่นอุทาน

“มันก็ต้องปรับตัวของมันตามสภาพแหละครับ  แม้มันเป็นสัตว์ มันก็ต้องรู้จักปรับตัว มันก็เลยต้องไปทำรังตามพงอ้อ กอสวะ หรือกอหญ้ารอบ ๆ นี่แหละครับ”

ทุกคนหันไปมองรอบ ๆ ตัว

สิ่งที่ทุกคนเห็นคือละเมาะไม้เล็ก ๆ และกอสวะในหนองน้ำ มีต้นไม้ใหญ่อยู่เพียงต้นเดียว ที่มีกิ่งยื่นมาบังเงาให้เขา เด็กวัยรุ่นพื้นเมืองคนนั้น

“เมื่อก่อน เมื่อผมยังเล็กอยู่มาก มีต้นไม้ใหญ่ที่นี่มาก เวลาเจ้านกขึ้นไปไข่ในโพรงไม้บนต้น คู่ของมันจะบินไปเกาะกิ่งไม้ คอยระวังภัย แล้วมันก็จะร้องเหมือนจะบอกพรรคพวกของมันว่า …ฉันจะเป็นพ่อคนแล้วนะ  ส่งเสียงร้องกิ๊บ ๆอย่างนั้นแหละครับ…” เขาเงี่ยหูฟัง เราก็พลอยตะแคงหูฟังไปด้วย “ผมคิดว่า..มันอาจจะให้กำลังใจเมียของมัน และขณะเดียวกันมันคงจะมีความสุขใจเหลือเกินที่มันกำลังจะเป็นพ่อ…”

เราพลอยเห็นภาพไปตามคำพูดของเขา ปิ่นหันหน้ามาทางเขา อ้าปากจะพูดอะไรสักอย่าง ก็พอดีมีลูกนกตัวหนึ่ง หล่นลงมาจากกิ่งไม้สูงตรงหน้าของเรา ทุกคนตกตลึงพรึงเพริด แต่เด็กชายผู้นั้นใช้สองมือประคองมันอย่างถนุถนอม…

“ตายจริง…ขามันหักหรือเปล่านี่ “ ปิ่นอุทาน มองดูลูกนกเป็ดน้ำ ขนปุยในมือของเขา

เขายิ้มก้มลงดูนกในมืออย่างเอ็นดู “ไม่ดอกครับ มันมีขนปุกปุยทั้งตัว  เป็นร่มชูชีพอย่างดี “ เขาเอามือลูบไล้ขนนกอย่างบางเบา

“ขอปิ่นอุ้มมันบ้างซิ” ปิ่นยื่นมือไปรับ

เขาส่งมันให้เธออย่างถนุถนอม “นี่มันจวนจะบินได้แล้ว ไม่ช้าแม่ของมันก็จะไม่ขนอาหารมาให้ถึงรังอีกแล้ว มันจะบอกลูกของมันว่า  เจ้าจงไปหาอาหารกินเองบ้างซิ  ขี้เกียจมานานแล้ว แล้วมันก็ดุนลูกของมันหล่นลงมาจากรังทีละตัว พอหมดรังแล้ว แม่ของมันก็จะโฉบลงมาเรียกลูก ๆ ไปรวมกันแล้วพาออกหากิน ถ้าคุณมาเห็นตอนนั้น จะน่ารักมากทีเดียว แม่เดินนำหน้า ลูก ๆซึ่งเดินตามกันเป็นแถวลดหลั่นกันจนตัวสุดท้าย มันจะเดินตรงไปยังหนองน้ำนั่นแหละครับ พอไปถึงน้ำ เจ้าลูกเป็ดน้ำ ก็จะก้าวขากระโดลงไป แล้วก็ว่ายน้ำปร๋อไปเลย     วันแรก ๆ มันก็จะกินพืชเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ต่อมาก็ค่อยรู้จักกินเมล็ดพืช และลูกกุ้ง ลูกปลาต่อไป”

สีหน้าของเขาชื่นชม ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อพูด ปานพึมพัมเบา ๆ ว่า “ธรรมชาติช่างสร้างสรรทุกสิ่งมาให้ผสมกลมกลืนกันน่าดูนัก”

“ครับ น่าดูที่สุดคือ ทุกชีวิตมีหน้าที่ตามธรรมชาติ และมันก็ดูแลรับผิดชอบต่อหน้าที่ของมันดี “ เขาเสริม “น่าดูที่สุดในวัฏจักรของชีวิต และน่าชื่นชมที่สุดในความรับผิดชอบต่อวัฏจักรของชีวิต หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก และความรับผิดชอบนั้นน่าชื่นชมที่สุดเทียวครับ”

นั่นซินะ แม้แต่นกมันยังรู้จักดูแลจนลูกของมันสามารถเลี้ยงตัวได้ มันจะไม่ทอดทิ้งลูกของมันเลย ในเมื่อลูกของมันจะยังชีวิตไม่รอด “ พี่ปานพึมพัม

“เหมือนคน หน้าที่ของพ่อแม่คือดูแลลูก ๆ จนกว่าลูกจะปีกกล้าขาแข็งหากินได้เองเหมือนนก “ ปิ่นว่า “จริงนะเธอชื่ออะไรนะ เรา…ชื่อปิ่นทิพย์ ส่วนพี่ชื่อปานทอง” หยุดชั่งใจว่าจะพูดย่างไรจึงจะควร “เราอยู่กรุงเทพ ฯ พานักเรียนอเมริกันมาเที่ยว เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อมาเรียนรู้วัฒนธรรมบ้านเรา”

ปานทองหันไปเรียกเด็กสาว ผิวขาวชาวอเมริกันคนนั้น ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจถ่ายรูปนก โดยไม่สนใจคนว่า “เฮ้ แมรี่ มานี่ซิ มารู้จักกับ…”

“สุข…ผมชื่อสุข” เขารีบบอก

แมรี่รีบวิ่งตรงมาที่ทั้งสามคนยืนคุยกันอยู่ “ยินดีที่รู้จักกับสุข…คุณสุข..”

เขายิ้มอาย ๆ “บ้านสุขอยู่ห่างจากนี่มากไหม “ ปานทองถาม

“ก็ไม่ไกลมากนัก ผมจึงมายืนดูนกได้ทุกวัน และนี่ก็กำลังจะกลับไปทำงานแล้ว “ เขาถอนใจ ผมชอบดูนกเหลือเกิน

“มันก็น่าดู” แมรี่พูดช้า ๆ สำเนียงแปร่ง ๆ “เราไปแวะเยี่ยมบ้านเธอได้ไหม”

เขาส่ายหน้า “ผมเพิ่งมาอยู่กับน้ำได้ไม่กี่เดือนนี่เอง ผมมาจากกรุงเทพฯเหมือนกัน” เขาถอนใจ “ผมเกิดที่นี่ เป็นคนที่นี่ แต่พ่อแม่พาผมไปกรุงเทพฯ”

“เธออยู่ที่นี่ดีนะ จริงไหมสุข อากาศดี ทิวทัศน์สวย ยังมีนกให้ดูอีกมากมาย” พี่ปานพูด แล้วก็บอกว่า “นี่ปิ่นหากล่องกระดาษเจาะรูมาใส่นกซิ เราจะเอามันไปด้วย”

ต้องเอาอาหารมันไปด้วยนะ เธอรู้หรือเปล่าว่ามันกินอะไร แมรี่ค้าน

“ถามสุขดูก็ได้ “ปานว่า

“ขอทีเถอะครับ อย่าพรากแม่พรากพ่อของเขาเลย แม่มันคงจะตามหาปล่อยมันไปเถอะครับ” สุขวิงวอน

น่ารักอ็อก ปิ่นว่า ยกลูกนกขึ้นคลอแก้มตนเอง

“ครับไม่ช้ามันจะตาย ต้องแม่มันเลี้ยงครับ ยังเลี้ยงตนเองไม่ได้ ผมว่าถ้าคุณจะกรุณามันละก็ ช่วยปืนเอามันกลับไปใส่รังบนโน้นดีกว่า “ เขาชี้ให้ปานและปิ่น รวมทั้งแมรีดูโพรงไม้เล็ก ๆ บนต้นไม้ต้นเดียวนั้น “แม่มันร้องหาอยู่นั่น”

“เสียดาย ปิ่นร้อง “แต่ทำไมเธอไม่เอามันขึ้นไปไว้เองละ  ในเมื่อเธอเป็นผู้ชายพวกเราปืนต้นไม้ไม่เก่ง “

“ฉันปืนเองก็ได้ “ แมรี่ขันอาสา

“ไม่เอา ต้องสุข ปานร้อง

“ใบหน้าของสุขแดงกล่ำด้วยความละอายใจ เขาถกขากางเกงขายาวของเขาขึ้น ทำให้เราเห็นขาเทียมข้างหนึ่งของเขา ขณะที่เขายื่นมือมารับตัวนกซึ่งตัวสั่นหวาดระแวงจากมือของปิ่น

“โธ่ไม่บอกด้วยว่าเธอมีขาเทียม “แมรี่พูดช้า ๆ เปร่งตามเคย

“ขอโทษเถอะสุขที่ฉันเข้าใจเธอผิด “ ปานขอโทษด้วยใจจริง แมรี่รับเอานกไปจากมือของปิ่น แล้วปืนไปวางไว้ที่ปากรังของมัน

“ขอบคุณครับ “ เขาขอบคุณแมรี่ “มันจะมีความสุขอยู่กับแม่ของมัน “

“จริงนะ แมรี่คล้อยตาม “ ฉันชักคิดถึงแม่ขึ้นมาแล้วซิ  เธอจากบ้านมานานแล้ว”

พวกนกก็เหมือนกัน เลี้ยงมันอย่างไรก็ไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่  พวกพี่น้องมันนะ ฉันเกือบจะเอามันไปเสียแล้ว ขอบใจจังสุขที่เธอเตือน”

“แม้เราจะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็รักน้ำใจเขา แม้เขาจะขาดขาไปข้างหนึ่ง แต่น้ำใจเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาต่อชีวิต และเข้าใจในธรรมชาติอย่างยิ่ง ขอให้เขาเป็นสุขในคุณงามความดีนี้เถิด

 

****************************