สารคดี เขามาจากคุก

เขามาจากคุก

ส. คุปตาภา

 

เขาแต่งตัวขะมุกขะมอม หน้ามองคล้ำอิดโรย และท่าทางที่เขาเดินเข้ามาในสำนักงานชุมทางชีวิตเหมือนว่าไม่ค่อยจะแน่ใจในการมาของเขานัก เมื่อเดินผ่านไป มีคนที่เดินไปเดินมาในสำนักงานชุมทางชีวิตนั้นหันมามองเขาอย่างไม่ไว้วางใจดวงตาของเขาคมและมีรอยแห่งความทุกข์ทรมานมาจนเหี้ยมเกรียมผิดปกติ เขาถือห่อกระดาษใหญ่ มาหยุดมองดูนายแพทย์และที่ปรึกษาชีวิตที่แผ่นทองเหลืองตรงเชิงบันไดที่จะขึ้นถึงชั้นสองของสำนักงานแล้วเขาก็ก้าวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วปราศจากการลังเลในขณะนี้เหมือนกับว่าชั้นสองของสำนักงานชุมทางชีวิตเป็นที่ซึ่งปลอดภัยของเขามากกว่าชั้นล่าง เขากอดห่อกระดาษนั้นกระชับแล้วเดินดูป้ายหน้าห้องต่างๆด้วยความสนใจ ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนลังเลอยู่หน้าห้อง ดร. น้ำค้างอึดใจหนึ่ง แล้วก็เปิดประตูเข้าไปโดยปราศจากการเคาะบอกล่วงหน้าให้รู้ตัว ดร. น้ำค้างหันขวับมามองดูผู้อุกอาจอย่างไม่พอใจ สายตาของเธอที่ทอดมองดูเขานั้นประหลาดใจอย่างเต็มที่

“คุณ….คุณ ดร. น้ำค้างใช่ไหมครับ”  เขาถามอย่างนอบน้อมท่าทางของเขาสิรุกรี้รุกรนอย่างไรชอบกล

ดร. น้ำค้างพยักหน้าพร้อมทั้งอุทานออกมาว่า “ใช่แล้ว” และตามออกมาด้วยคำเชื้อเชิญ                “คุณคงมีธุระกับดิฉัน นั่งก่อนสิ”

เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจ และไม่ไว้วางใจในเก้าอี้นวมอันอ่อนนุ่มของห้องนั้น เขาวางห่อกระดาษลงบนโต๊ะของดร. น้ำค้างอย่างไม่แน่ใจนัก “ของ ของคุณ” เขาพูดอย่างอ้อมแอ้ม

“หรือคะ” ดร. น้ำค้างยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นท่าทางของเขา เธอเกือบจะไม่เข้าใจเลยว่า ห่อของนั้นจะเป็นของเธอได้อย่างไร เจ้ากระดาษสีน้ำตาลที่ห่ออยู่นั้นดูเก่าคร่ำคร่า และค่อนข้างจะสกปรก แต่ดูเหมือนจะมีค่าสำหรับเขาเหลือเกิน อย่างไรก็ตามเธอก็หยิบมันขึ้นแล้วเปิดออกดูของในห่อนั้น เธอเกือบจะอุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะสิ่งที่ปรากฏในห่อนั้นคือกระเป๋าหิ้วสีดำของเธอ เธอเปิดมันดูสิ่งของที่อยู่ข้างในอย่างถี่ถ้วน ทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แม้แต่จำนวน เงินพันบาทที่อยู่ในกระเป๋านั้น

กระเป๋าลูกนี้เป็นของเธอ เธอถูกคนร้ายคนหนึ่งแย่งชิงเอาไปขณะที่เธอก้าว ลงจากรถจะขึ้นสำนักงาน แล้วคนร้ายก็วิ่งหนีเข้าไปในตรอกด้านหลังสำนักงานเธอ ตกตลึงเกินกว่าที่จะร้องเอะอะขึ้น และกว่าเธอจะร้องเอะอะขึ้นนั้น คนร้ายก็พากระเป๋าถือของเธอหายไปเสียแล้ว สิ่งที่เธอห่วงใยคือสมุดบันทึกเล่มน้อย ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับคนไข้ และการนัดหมายอย่างย่อๆ ส่วนเงินเพียงพันบาทและของ กระจุกกระจิกในกระเป๋า เธอถือเสียว่าไม่สำคัญนัก หลังจากนั้นดร. น้ำค้างก็ประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ขอให้นำกระเป๋ามาคืน เธอจะให้รางวัลห้าร้อยบาทแก่ผู้นำของมาคืนครบถ้วนและเธอจะไม่เอาความผิดกับผู้นั้น บัดนี้กระเป๋ามาวางอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว และเขาผู้นั้นมองเธอเหมือนจะรอคำตอบจากเธอ

ดร. น้ำค้างหยิบเงินจากกระเป๋าใบนั้นส่งให้ชายคนนั้นห้าร้อยบาทตามสัญญา “ในฐานะที่คุณเป็นผู้นำมาให้ คุณไปได้มันมาจากไหน”

เขาเอื้อมมือมารับเงินอย่างกระดาก “ผมเอามันไปเองจากมือของคุณ” เขาตอบเสียงแผ่ว “ผมมีความจำเป็นเหลือเกินที่จะเอามันไป”

ดร. น้ำค้างยิ้มน้อยๆ “แต่คุณไม่แตะต้องอะไรในกระเป๋านั้นเลย คุณรู้หรือเปล่าว่ามันมีเงินอยู่ในนั้นหนึ่งพันบาท”

“ทราบ” เขาตอบสั้นๆ

“แต่คุณก็เอามันมาคืน เพื่อแลกกับเงินห้าร้อยบาท หรือบางทีฉันอาจจะหักหลังคุณ เอาคุณเข้าตารางอีกใช่ไหมคะ แต่แล้วคุณก็ยังเป็นพลเมืองดีที่จะนำมันกลับมา”

“ความจริงผมสาบานไว้แล้วว่าผมจะไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายอีก ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในคุก ผมสาบานทุกวันทุกคืนว่าผมเข็ดแล้ว ผมจะไม่ประพฤติตัวให้ต้องเข้าไปอยู่ในคุกอีก สิบห้าปีเศษที่ผมอยู่ในนั้นมา มันเป็นบทเรียนอย่างดีสำหรับผม”

“คุณติดคุกตั้งสิบห้าปีเทียวรึนี่” ดร. น้ำค้างถามอย่างอ่อนใจ เธอไม่แน่ใจว่าเธอจะไว้ใจชายคนนี้ได้หรือไม่

“ครับ บัดนี้ออกจากคุกแล้ว พ้นโทษเป็นอิสระหลังจากติดคุกมานาน” เขาพูดอย่างขมขื่น แต่แล้วใบหน้านั้นกลับหมองลงไปอีก “แต่ผมไม่มีบ้าน” เขาพูดเสียงเครือ “เมียของผมน่ะ เขาไม่สามารถรอผมอยู่ได้ดอกครับ เขาขืนรอเขาก็อดตาย เขามีสามีใหม่ของเขาไปแล้ว แม่ผมเล่า ตายตั้งแต่ผมอยู่ในคุกทรัพย์สมบัติผมไม่มี ไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากตัวของผมเองนี้”

“คนเราก็ต้องมีญาติพี่น้อง” ดร.น้ำค้างพึมพัม

“ไม่มีเลย เขาเน้นอย่างคับแค้น” คุณก็เป็นผู้รับปรึกษาปัญหาชีวิต คุณจะมีเวลาสำหรับผมบ้างไหมครับ ไม่ยาวนักดอกชีวิตของผม”

“ยินดีค่ะ” ดร. น้ำค้างพยักหน้า

เขาขยับตัวเหมือนเขาไม่ค่อยจะไว้วางใจในเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่นั้นแล้ว ผมชื่อเชี่ยว เชิงดี “เขากระแอมเล็กน้อย” แต่ผมชินกับคำว่านักโทษเด็ดขาดเชี่ยว

“ต่อไปเถอะค่ะ เดี๋ยวนี้คุณเป็นอิสระแล้ว”

“ผมสมทบกับเพื่อนปล้นเขา” เขาพูดอย่างตะกุกตะกัก “ในการปล้นครั้งนั้นเจ้าทรัพย์ได้เสียชีวิตลง ไม่ทราบดอกครับว่า  ใครเป็นคนฆ่า มันอลเวงเหลือเกิน ผมเองก็สับสนอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ตัวเลยว่าผมทำอะไรไปบ้างในคืนนั้น  แต่ผมนึกว่า ถ้าผมเป็นเจ้าทรัพย์ผมก็สู้จนยิบตาเหมือนกัน ผมไม่ได้ตั้งใจเลยจนนิดเดียว ว่าเราจะต้องฆ่าใครบ้างในคืนวันนั้น เราต้องการแต่เงิน” เขาพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “เมียผมท้องแก่กำลังจะออกลูก แม่ผมป่วยกำลังต้องรักษาตัว แต่ผมเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินเหลือที่จะเก็บไว้ยามต้องการ และเมื่อผมเกิดความจำเป็น ผมไม่มีทางใดเลย ขอยืมเขาๆก็ไม่ให้ เขารู้ว่าผมไม่มีปัญญาจะใช้เขา ผมคิดสับสนวนเวียนอยู่หลายวัน จนกระทั่งผมพบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เข้าไปในบ้านคนดีผู้หนึ่งขู่เข็ญจะเอาทรัพย์ แต่เจ้าทรัพย์เกิดต่อสู้ เราก็เกิดกลัวตายจึงรุนแรงเกินไปอย่างไม่ตั้งใจ แต่ชีวิตคนๆหนึ่งก็สูญไป” เขาหยุดนิ่งกลืนน้ำลายลงคออย่างขมขื่น “ผมถูกจับได้ โดยที่ผมไม่ได้เงินหรืออะไรมาอย่างที่ผมตั้งใจ เมียผม แม่ผม คงจะเป็นลมหลายตระหลบเมื่อรู้ว่าผมถูกจับ การหาเงินก้อนก็ดูเหมือนจะว่าสิ้นสุดลงด้วย ศาลตัดสินจำคุกผมยี่สิบปี ผมยืนฟังคำพิพากษาอย่างใจเย็นที่สุด อย่างตัดสินใจแล้วผมไม่สะดุ้งสะเทือนดอกครับ ผมว่าน้อยไป น้อยไป ยี่สิบปี” เขาพูดอย่างขมขื่น ชอกช้ำ  “ออกจะเป็นความกรุณาของศาลที่ลงโทษผมแค่นี้ ยี่สิบปี ถ้าผมออกจากคุกผมก็มีอายุเกือบหกสิบ”  เขาส่ายหน้า “หกสิบที่ไม่มีอาชีพ ไม่มีบ้าน ไม่มีอาหารจะใส่ท้อง หกสิบปีมีชื่อว่าออกจากคุก หลังจากติดคุกมานานยี่สิบปี ใครจะคบผมใครจะเมตตาผม อย่างนี้ผมว่าประหารชีวิตผมเสียยังจะดีกว่า ผมกลับเสียใจว่าทำไมทรมานผมถึงขนาดนั้น แต่ ตอนนั้นผมคิดว่า ยี่สิบปีนั้นนานพอดู ในคุกอาจจะคับแค้นสำหรับผม อาจจะทำให้ตายเสียก่อนก็เป็นได้ และผมก็ขอให้พระลงโทษผมถึงตาย เจ็บ ตาย หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ตาย ขอให้ตายก็แล้วกัน ผมไม่ต้องการเผชิญชีวิตอีก ผมรู้ว่าผมไม่สู้”

“ลูกของผมเกิดมาเมื่อผมอยู่ในคุก แม่ของผมตาย ตายเพราะโรคภัยที่มีอยู่แต่ผมรู้ว่านอกเหนือจากโรคภัยที่แม่มี แม่ตายเพราะหัวใจสลาย หัวใจแม่ชอกช้ำ เพราะลูกชายคนเดียวของแม่กลายเป็นอ้ายเสือไปแล้ว แม่ตายเพราะความอับอายขายหน้าชาวบ้านใกล้เรือนเคียง แม่ตายเพราะอับอายพี่น้องทั้งปวง ลูกคนเดียวของแม่ที่แม่หวังพึ่ง ได้กลายเป็นอ้ายเสือ ผู้ร้ายปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย และบางทีแม่อาจจะตายเพราะความอดอยาก ไม่มีใครดอกที่เขาจะเมตตาต่อแม่ของอ้ายเสือ” น้ำตาของเขาคลอตาเมื่อเขาพูด เสียงของเขาสะท้าน “ผมทราบข่าวของแม่อย่างความรู้สึกที่ตายด้าน มันเจ็บเข้าไปในหัวใจ เนื่องจากมันเป็นการกระทำของตนเองยิ่งกว่า ลึกซึ้งกว่าที่คนอื่นเขาจะมาทำให้ หลายร้อย หลายพันเท่า”

“ลูกของผมเป็นหญิง ผมส่งข่าวออกไปบอกแม่ของมันคือเมียของผมว่าอย่าให้ลูกเรารู้ว่ามันเป็นลูกของผู้ร้ายสำคัญ และถ้าใครเขาดี เขามีปัญญาเลี้ยง เขารักเด็ก ขอให้ภรรยาของผมแต่งงานกับคนๆนั้นเสีย ผมสาบานว่าผมจะไม่ไปรบกวนเขา แม้ผมจะมีชีวิตอยู่จนถึงยี่สิบปีก็ตาม” เขาถอนใจ น้ำตาคลอตาจนเห็นชัด” ลูกของผม ถ้าใครเขารู้ว่าลูกอ้ายมหาโจร ใครเขาจะแต่งงานด้วย ใครเล่าเขาจะรับเข้าทำงาน อนาคตเสียหมด ผมจะยอมให้ใครรู้ว่าเป็นลูกผมไม่ได้

“บัดนี้คุณออกจากคุกแล้ว คุณไปดูลูกของคุณบ้างหรือเปล่า” ดร. น้ำค้างถาม

“ลูกของผมอายุยี่สิบแล้วสินะครับ คงกำลังสาวสวยน่าเอ็นดู” เขาส่ายหน้า “เปล่าครับ ผมจะไม่ย่างกรายไปหาให้เมียผมลูกผมรู้เลยว่าผมออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าผมรู้จักลูก ผมจะไม่กรากเข้าไปหาอย่างชื่นชม เมียผมก็เหมือนกัน ถ้าเขารู้ว่าผมออกมาอยู่ข้างนอกแล้วเขาก็คงจะไม่สบายใจ เขาคงกลัวว่าผมจะไปหาเขา  กลัวว่าผมจะไปปรากฏตัวให้ลูกเห็น อย่าว่าแต่คนอื่นไม่ไว้วางใจเลยครับ ลูกกับเมียก็ไม่ไว้วางใจเหมือนกัน ผมไม่รบกวนหัวใจของเขาดอกครับ ขอให้เขาสงบสุขผมก็พอใจแล้ว ผมได้รู้ข่าวว่า ลูกของผมเขาสบายดี พ่อเลี้ยงเขาให้ความยุติธรรมดี พอแล้วสำหรับผม”

“ผมออกจากคุกทำไม ผมไม่มีอาชีพ ผมไม่มีที่อยู่ ผมไม่มีเงินที่จะลงทุน ผมไม่มีอะไรสักอย่าง แม้แต่ความปลอดภัย ผมต้องซัดเซเที่ยวไป ของาน” เขาพึมพัม  “มีใครบ้างจะจ้างคนอย่างผมทำงาน ทั้งที่ผมบอกว่าผมสาบานแล้วผมจะไม่กระทำชั่วอีก ไม่มีใครไว้วางใจ ไม่มีใครเมตตาปราณี ผมไม่เคยเลือกงานเวลานี้ผมต้องการแต่อาชีพที่สุจริต จะหนัก จะเบาผมไม่ว่า แต่ใครเล่าจะเชื่อผม” เขาพูดอย่างข่มขื่น “มันก็น่าที่เขาจะไว้วางใจ เพราะเดิมเขาก็รู้ว่าผมเป็นคนดุร้าย โธ่ อ้ายเสือน่ะมันต้องดุทุกคนแหละครับ มันต้องฆ่าคนมาก่อน ทำไมจะฆ่าอีกไม่ได้ ใครๆก็ต้องนึกว่าสันดานมันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครรู้ดอกว่าผมเข็ดแล้ว ผมปรารถนาที่จะทำแต่ความดี ผมไม่โทษเขาดอก ผมไม่น้อยใจว่าสังคมจะเข้าใจผมอย่างไร แต่ผมรู้ว่าผมจะอยู่ต่อไปไม่ได้ ผมจะอยู่ในโลกของคนดีไม่ได้ ผมไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถที่จะครองชีวิตอยู่เหมือนกับท่าน เหมือนกันหมอ หรือเหมือนกับประชากรอื่นๆ ผมเป็นเสมือนคนไร้ความสามารถ ไม่มีปัญญาที่จะทำมาหากิน ปรับตัวเองเข้ากับประชากรอื่นเขาไม่ได้” เขาส่ายหน้าอย่างท้อแท้ “ผมเคยชินแต่ในคุกในตารางและพวกผู้ร้ายที่ถูกกักด้วยกัน ผมเคยชินกับงานในคุก หมอลองบอกผมสิว่าผมจะทำอย่างไร หมอก็คงไม่รู้เหมือนกัน” เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “พวกผมก็เหมือนๆกันอย่างนี้แหละครับ ผลที่สุดจะทำอย่างไรต่อไปท้องจึงจะไม่หิว อาชีพจึงจะมี กลับเข้าไปสิครับ ไปอยู่ในคุก” เขาหัวเราะดังผิดปกติ “ขโมยขโจรมันใหม่ หรือปล้นเขาใหม่ ดีไม่ดีจะได้ถูกประหารชีวิตไปเสียเลย”

“คุณอาจจะคิดผิด ไปนิคมสร้างตนเองสิคะ ไปบุกเบิกถางป่า ที่ดินเรายังมีมากมายก่ายกอง ทำไร่  ทำสวน” ดร. น้ำค้างพูดพรั่งพรูออกมาโดยไม่ทันไตร่ตรอง

“ถูก” เขาร้อง “บุกเบิก แต่ทว่า เครื่องมือล่ะ ทุนล่ะ มันต้องการทุน ต้องการอาหาร กว่าจะได้ผล ผมต้องกิน ท้องผมหิว” เขาพูดพึมพัม “ถูกปล่อยออกมา ทั้งที่ยังไม่ได้เตรียมชีวิต”

“เวลาที่ตั้งทัณฑนิคมคงจะคิดกันแล้วที่จะให้นักโทษเด็ดขาดเหล่านี้มีอาชีพ มีที่ทำกิน เพราะมิฉะนั้นก็คงจะซัดเซอย่างนี้ “ดร. น้ำค้างพูดช้าๆ ” ควรจะมีที่ดินคนละสิบไร่ห้าไร่ ควรจะมีพืชผลที่คุณอบรมกันมาจากในคุกแล้วเมื่อออกมาจะได้ไม่ต้องอด ไม่ต้องต่อสู้กันมาก

“ครับที่ห้วยโป่ง เขาได้ฝึกให้พวกเรารู้จักทำงานเกี่ยวกับการเกษตร และคงจะมีโครงการเตรียมที่ดินไว้ให้ เมื่อพวกนี้ทำเป็นของตนเองสักสองสามปีพอพ้นโทษออกมา ก็คงไม่กลับประพฤติชั่วดอกครับ  เพราะถ้าท้องไม่หิวเราก็ไม่อยากประพฤติชั่ว ถ้าหมอไปสัมภาษณ์คนในคุก ที่มีสันดานชั่วแท้ๆมีไม่เท่าไรดอกครับ  บางทีเพราะความจำเป็นเพราะความแค้น เพราะความประมาท มีพวกนี้เข้าไปอยู่กับพวกเรามากมายก่ายกองและพวกนี้หลายคนออกมาแล้วต้องกลับเข้าไปอีก ในคุกเป็นบ้านที่แสนสุขของผม ผมไม่ต้องคำนึงถึงท้อง ผมไม่ต้องคำนึงอาชีพ ผมไม่ต้องคำนึงถึงสังคม”

“คุณจึงแย่งกระเป๋าฉันไป” ดร.น้ำค้างพูดขึ้น

“ครับแล้วผมก็เอามาคืน ผมสาบานไว้แล้วว่า ผมจะไม่กระทำชั่วอีก” เขาหัวเราะน้อยๆ “แต่บัดนี้ผมต้องการกลับเข้าคุก “เขาลุกขึ้นยืน” โทรศัพท์บอกเจ้าหน้าที่สิครับว่า ผมแย่งกระเป๋าของท่านไป”

ดร. น้ำค้างส่ายหน้า “ห้าร้อยบาทคงจะเป็นทุนให้คุณคิดหางานต่อไปได้และดิฉันจะพยายามหางานให้คุณทำ จากนี้อีกสัปดาห์หนึ่งคุณกลับมาที่นี่ บางทีคุณจะได้อาชีพ”

เขาถอนใจ “แต่ก่อนผมได้ทำมาหากิน และพ่อที่จะเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อผมออกมาจากคุกอย่างนี้ ทรัพย์สินต่างๆที่หามาแล้ว เคยเลี้ยงดูแม่และเมียก็ดูเหมือนจะขาดสิ้นไปด้วย ผมเสียใจ แม่ผมใครจะเลี้ยง เมียผมเล่า…..”

“ผมมาได้คิดเมื่อสายไปเสียแล้ว ว่าเมื่อผมพลาดพลั้งถูกจับ แม่ผม เมียผมใครจะเลี้ยง” เขาถอนใจ ส่ายหน้าน้อยๆ “แต่คนที่ทำการชั่ว ผลชั่วมันก็ต้องปรากฏทันตา ไม่เร็วก็ช้า แต่รายผมนี่มันเร็วดีแท้”

“ผมทอดใจว่าเมื่อผมผิดผมก็ยอมรับผิด เมื่อเราฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย เราก็ควรตายตกไปตามกัน ตายๆไปเสียจะได้มีชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องกว่านี้” เขาพึมพัม “ผมไม่รู้ดอกว่าผมเป็นคนฆ่าเจ้าทรัพย์หรือเปล่า มันอุตลุตมืดมิด และผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมไปทำร้ายใครเข้ามั่งในคืนนั้น แต่เมื่อผมถูกจับได้ผมก็รับสารภาพว่าทุกสิ่งทุกอย่างผมกระทำ ผมไม่ต้องการที่จะกลับออกไปจากคุกอีก ในเมื่อผมจะได้รับข่าวว่าแม่ของผมอดหยาก เมียของผมกำลังจะตาย เพราะไม่มีผมทำมาหาเลี้ยง แล้วยังลูกของผมอีกเล่า ผมตายเสียดีกว่า” เขาพูดเสียงสะท้าน “ผมมีความรู้สึกว่าผมขอใช้กรรม และอย่าให้กรรมชั่วอันนี้ติดไปถึงลูกของผม อย่าให้มันต้องตกทอดไปถึงคนที่ผมรัก”

“ผมไม่น้อยใจเลยว่าผมถูกจับ ผมไม่น้อยใจเลยว่าผมต้องติดคุกใช้กรรม ผมควรจะตายเสียด้วยซ้ำ ตายตกไปตามกัน เขาเรียกผมว่า อ้ายเสือเชี่ยว” เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “ชื่อเสียงไพเราะเพราะพริ้ง ผมพึ่งจะเคยปล้นเป็นครั้งแรกในชีวิต ปล้นโดยไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาเรียกว่าเป็นการปล้น หมอรู้ไหมครับ คนสามคนขึ้นไป พกอาวุธเข้าไปในบ้านใครในยามวิกาล ในเมื่อเจ้าของบ้านเขาไม่ได้เชื้อเชิญก็เรียกว่าปล้นทั้งนั้น แล้วเกิดไม่ฆ่าใครเขาตายขึ้นมาก็เรียกว่าอ้ายเสือทั้งนั้น

เสือเชี่ยว เชิงดี”

ดร. น้ำค้างขยับตัวอย่างไม่เป็นสุขนัก คำว่าเสือเชี่ยวคงจะทำให้เธอมีความหวาดหวั่นขึ้นมาบ้าง ทั้งที่เธอเป็นผู้ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต

“แต่ผมไม่สัญญาว่า ผมจะไม่เข้าไปในตารางก่อนคุณจะหางานให้ผมได้นะขอรับ” เขาหัวเราะอย่างเค้นแค้น “หน้าตาผมยังเป็นอ้ายมหาโจรอยู่ไม่ใช่หรือขอรับ ดูแววตาผมสิผู้ร้ายฉกรรจ์ที่มันทนทุกข์ทรมานมาอย่างสาหัสสากรรจ์แล้ว”

“เปล่าเลย ถ้าคุณไม่เล่า ฉันจะไม่รู้เลยว่าคุณอดีตเสือเชี่ยว”

“ครับ ขอบคุณ” เขายกมือไหว้ลา ดร.น้ำค้าง “ผมไม่ได้สัญญาว่าจะมาอีกผมไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีพอจะสัญญากับใครได้”

แล้วเขาก็เดินออกจากห้องของ ดร. น้ำค้างไปอย่างมั่นใจกว่าเมื่อแรกเข้ามา ดร. น้ำค้างมองตามหลังเขาไปด้วยสายตาที่เอ็นดู เห็นใจ คนอย่างนี้คงจะมีอีกมากที่เที่ยวเพ่นพ่านซัดเซอยู่ตามถนนหน้าสำนักงามชุมทางชีวิต

 

*************************************************