สารคดี ความยุ่งยากในแชงกรี

ความยุ่งยากในแชงกรี-ล่า

จากนิวส์วีค  มิ.ย.  13  1994

ภูฐาน  มีชนเผ่าเนปาลอพยพจากอาณาจักรเข้าไปอยู่  การเจรจานี้จะจัดการชะตากรรมของพวกนี้ให้สงบเรียบร้อย

แปลโดย  ส.  คุปต์

อาณาจักรภูฐานพยายามรักษาภาพพจน์ของตนให้เป็นแชงกรี-ล่าสุดท้ายของโลก  อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย  เป็นประหนึ่งเพ็ชรที่ธรรมชาติแวดล้อมสงวนรักษาไว้  ป่าเก่าแก่  มียอดเขาที่น้ำแข็งจับเป็นประกายวาววับ  ดอกไม้ป่าและสัตว์ป่าที่หายาก  ทำให้เกิดตัวเงินทุน  “World  Fund”  สถาปนาภูฐานให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านนิแวศวิทยาของโลกแห่งหนึ่ง  “และในที่นี้เป็นอาณาจักรที่นับถือศาสนาพุทธเก่าแก่ที่สงบและมีชีวิตความเป็นอยู่ง่ายๆ  ประชากรส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือไม่ออก  และเศรษฐกิจเกิดจากการและเปลี่ยน  ไม่มีขอทาน  และประตูบ้านไม่มีการใส่กุญแจหรือลงกลอน  กษัตริย์  Jig me  Singe  Wangchuk  เป็นคนสมถะ  มีภรรยาสี่คน  อยู่ในกระท่อมไม้ซุง  (Log Cabin)  ไม่ดื่มของมึนเมา  เดินทางด้วยม้าบุกป่า  ไปพบประชากรของพระองค์  ดินแดนแห่งนี้ภาพลักษณ์ที่รู้จักกันในหมู่คนตะวันตกว่าเป็น  “ดินแดนแห่งมังกรฟ้าคำราม”  (The  Thunder  Dragon)

แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะมีเสน่ห์เท่ากับการปราบปรามชนกลุ่มน้อยเผ่าเนปาลของชาวภูฐานตั้งแต่ปี  1988  เป็นต้นมา  ภูฐานเริ่มมีการขจัดพวกเนปาลที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย  เนรเทศชาวเนปาลออกจากประเทศนับหมื่นๆคนจากหลังฐานรายงานของสหรัฐ”  และยังที่หนีออกนอกประเทศโดยความสมัครใจนับเป็นพับๆที่ถูกบีบคั้น  ถูกจับ  ถูกตี  ถูกข่มขืน  ถูกปล้นและถูกขู่โดยวิธีอื่นๆโดยพวกตำรวจและทหาร”  ตามรายงานของชาวเนปาลที่ถูกทำร้าย  ที่เป็นแบบฉบับทั่วไปในปี  1992  Tigamai  Giri  ได้พบศีรษะของสามีเธอเป็นบาดแผลฉกรรจ์อยู่บนถน  วามิราล  ชามาและภรรยา  (Chabilal  Sharma)  ถูกทำร้ายในเวลากลางคืน  ถูกลากตัวแล้วผลักภรรยาลงมาตาย  ชาวเนปาลประมาณแปดหมื่นห้าพันคนไม่แน่ใจในความปลอดภัยจึงหลบหนีเข้าค่ายผู้ลี้ภัยที่แปดชาติได้ช่วยเหลือสร้างให้ทาง

กษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจเด็ดขาด   รัฐบาลภูฐานไม่พอใจแต่เพียงที่จะขับไล่พวกที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายนั้น  ในปี  1989  พระราชาภูฐานก็ทรงออกพระราชบัญญัติให้พวกเนปาลที่ถูกกฏหมายจะต้องรวมกับพวกชนส่วนใหญ่คือพวก  Drukpa  และประกาศภาษา  Drukpa  และ  Dzongkha  เป็ภาษาราชการ  การแต่งกายตามประเพณีและขนบธรรมเนียมประเพณีของ  Drukpa  เป็นมาตรฐานของชาติซึ่งมีการแสดงในสถานสาธารณะได้

การประท้วงเกิดขึ้น  พวกเชื้อสายเนปาลและที่อยู่ในฐานะสูงพากันลาออกจากรัฐบาลแล้วตั้งกลุ่มประชาชนภูฐาออกนอกประเทศ  พวกเนปาลกลุ่มอื่นๆก็โจมตีโรงเรียนรัฐ  โรงพยาบาลและสำนักงานของรนัฐ  กลุ่มประชาชนภูฐานนอกประเทศ  (Bhutan  People’  Party  in  exile)  กล่าวในเอกสารที่ออกพิมพ์นอกประเทศว่า  “พวก  Drukha  และพระราชาผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดได้กดขี่ประชาชนของเรามานานมากเหลือเกิน”

ด้วยความพยายามที่จะปราบปรามวิกฤตกาลให้สงบลง  ผู้แทนเนปาลและชาวภูฐานจะได้ดำเนินการเจรจาในเรื่องชะตากรรมของผู้ลี้ภัยในเนปาลอาทิตย์กลางเดือนมิถุนายน  ปี  1994  ภูฐานยินดีที่จะรับพวกเนปาลลี้ภัยที่มีคุณสมบัติที่ตั้งไว้เข้มงวดในการที่จะได้ความเป็นพลเมืองภูฐาน  แต่การที่จะควานหาผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างนั้นไม่ใช่งานที่จะทำได้รวดเร็วหรือง่ายๆ  มีผู้ลี้ภัยสองสามคนที่มีเอกสารรับรอง  รัฐบาลอ้างว่าคนที่หนีออกมาจากภูฐานนั้นตั้งครึ่งเป็นพวกเนปาลที่หนีมาจากอินเดียและเนปาลและยากจน  พวกนี้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในค่ายด้วยสัญญาว่าจะได้รับอาหาร  ที่อยู่อาศัย  ยาและการรักษาพยาบาล  และการให้การศึกษา  เจ้าห้าที่ยูเอน  กล่าวว่า  “คนในค่ายนี้ไม่ใช่ชาวเนปาลแท้ๆทุกคน  แต่เราไม่มีทางใดที่จะตรวจสอบทั่วถึง”

ในช่วงทศวรรษที่  1960  พวกที่อพยพมาอยู่ภูฐานจำนวนมากทะยอยกันเข้ามาในตอนที่อาณาจักรภูฐานเริ่มโครงการที่จะพัฒนาประเทศ  ในระยะนั้นภูฐานต้องการแรงงานต่างชาติมากเพื่อจะมาทำงานตัดถนนและสร้างโรงพยาบาล  แต่นานหลายปีเข้า  ชาวเนปาลก็ยังทยอยกันเข้าเมืองหนีความยากจนข้นแค้นอดอยากที่บ้าน  ประชากรภูฐานมี  650,000  คน  เป็นชายเนปาลเสียเกือบ  30  เปอเซ็นต์  เกือบจะทั้งหมดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ  ซึ่งรวมกันแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของประชาชนที่นั่น  ชาวพื้นเมืองภูฐานมองจำนวน  วัฒนธรรม  ของชาวเนปาลงอกงามขึ้นรวมทั้งมีอิสระเสรีของพวกนั้น  พระราชาภูฐานกล่าวว่า  “สำหรับเรา  นี่เป็นปัญหาของความอยู่รอด”

นั่นดูจะเกินความจริง  แต่ชาวภูฐานก็กลัวว่าจะถูกชิงประเทศเอาไปโดยที่ยังไม่มีการเริ่มต้น  ภูฐานอยู่ในระหว่างประเทศใหญ่สองประเทศคืออิเดีย  และจีน  สองประเทศนี้ก็ไม่รั้งรอที่จะคิดรวมภูฐานเข้าไปในประเทศของตน  ธิเบตเป็นตัวอย่างที่โด่งดังมาก  ในปี  1975  เมืองพี่เมืองน้องของภูฐานคือสิขขิม  ได้เสียเอกราชให้แก่อินเดีย  เมใอชาวภูฐานมองเห็นเช่นนั้น  แต่พวกเนปาลก็มีส่วนที่จะต้องถูกตำหนิ  มันเนื่องจากเนปาลก่อการกบฏต่อสิขขิม  ซึ่งตอนนั้นมีประชากรถึง  75  เปอเซ็นต์ของสิกขิม  กษัตริย์ของสิกขิมจึงต้องร้องขอให้ทหารอินเดียเข้าไปช่วย  อินเดียได้มีการขอประมติ  ซึ่งประชากรสิขขิม  97  เปอเซ็นต์โหวดขอรวมตัวขึ้นอยู่กับอินเดีย  ตัวอย่างของสิขขิมเป็นปิศาจหลอนชาวภูฐาน

ยิ่งการโฆษณาชวนเชื่อของพวกทหารกูรข่าเนปาลทำให้เกิดความกังวลสูงขึ้นว่า  “ เราจะต้องสร้างรัฐกูรข่าขึ้นในภูฐาน”  ประกาศหลักฐานของพวก  BPP

เพียงแต่อาชญากร    สองปีที่ผ่านมา  ความรุนแรงลดน้อยลง  สงครามโฆษณาชวนเชื่อยังคงต่อสู้กันรุนแรง  ภูฐานกลับกล่าวหาเนปาลว่าการโจมตีนั้นเป็นพวกกบฏเนปาล  ทำให้พวกเนปาลตื่นตกใจเผ่นหนี  Samir  Pal  นักหังสือพิมพ์อินดียนได้สัมภาษณ์ครอบครัวผู้ลี้ภัย  “กลยุทธของพวกเนปาลก็คือพยายามดึงความสนใจของสื่อมวลชนและและดึงต่างประเทศให้บีบภูฐานให้ลดกฏเกณฑ์ในการเป็นสัญชาติภูฐานลง”  ถึงแม้ว่า  ทิคาไมท์  กิริเองก็ยังติพวกทหารเปาลว่า  “นี่เป็นอาชญากร  ต้องการที่จะทำให้คนเข้าใจผิดเพื่อประโยชน์ของตนเอง”

ใครก็ตามที่ควรถูกตำหนิก็คือ  เนปาลได้ผลประโยชน์จากสถานะของผู้ลี้ภัย  ถึงแม้ว่าผู้ลี้ภัยก

ถึงแม้ว่าผู้ลี้ภัยมากมายจนล้นจำนวนนั้นได้ลดลง  ค่ายผู้ลี้ภัยทั้งแปดก็ยังนำเงินช่วยเหลือของนานาชาติเข้ามาในประเทศ  อีกด้านหนึ่งภูฐานก็ต้องต้องการที่จะยุติกรณีพิพาทนี้  มีโครงการหลายโครงการที่ต้องชลออกไป  เนื่องด้วยเหตุการณ์ก่อการร้ายและประเทศกลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารย์ของบรรดานานาชาติ  พระราชาเองก็พยายามที่จะสงบศึกกับพวกเนปาลที่ถูกต้องตามกฏหมาย  และยังได้เสด็จไปทรงเยี่ยมชาวเปาลภูฐานตอนใต้เพื่อย้ำให้คนเหล่านั้นแน่ใจ  รับสั่งว่า  “ภูฐานยินดีที่จะรับพวกเนปาลนั้นกลับ”  โดยปราศจากข้อแม้เงื่อนไขใดๆ  สำหรับคนที่ถูกบีบให้ต้องออกจากประเทศ  แต่การที่กษัตริย์ภูฐานแก้อย่างนั้นก็ออกจะสายเกินไป  เนื่องจากภาพลักษณ์ของภูฐานในความเป็นแชงกรีล่าได้หมองเปื้อนไปแล้วชั่วกาลนาน…

 

Ame  Underurod  กับ  Sudip  Mazumdar  ในภูฐาน