ความลึกลับของมายา
แปลจาก Mysteries of the Maya รีดเดอร์ ไดเจสต์ มี.ย. 1976
แปลโดย สลวย คุปตาภา
From the deeps of Mystery they came , and in mystery their culture fell. บรรดาพวกปราชเรียกเขาว่า “มายา” แต่เขารู้จักตนเองในนามอื่น เมื่อตอนที่มีความรุ่งเรื่องสูงสุด รัฐนี้มีอาณาจักเขตแผ่จากเม็กซิโกและทุ่งราบเก่าของคาบสมุทรยูคาตาน (Yucatan Peninsula) ไปถึง Belize และฮอนดูรัส (Honduras) และแผ่นดินต่ำแถบร้อนของเมืองเปตัน (Paten) กัวเตมาลา (Guatemala) มีความเจริญรุ่งเรืองมาถึง 15 ศตวรรษในยุคที่ยุโรปยังอยู่ในยุคมือ คือระหว่างค.ศ. 250 – 900 เป็นผู้วางรูปความเจริญยิ่งใหญ่ในการสร้างปิรามิด และราชวังอันมโหฬาร เป็นผู้คำนวณทางโคจรของเทหวัถุและพวกพระของมายาคำนวณสุริยคราสและจันทรคราสได้แม่นยำล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไร เป็นผู้คิดระบบการเขียนและพัฒนาคอนเซปคณิตศาสตร์ของ O
แต่แล้วก็ถึงจุดที่มีความรุ่งเรืองนั้นมาวิบัติ มีการอพยพทิ้งถิ่น ป่าก็เต็มไปด้วยอนุสาวรีย์มหึมา และจนกระทั่งเร็วๆนี้ความสำเร็จของมายาเริ่มจะส่องแสงขึ้นมาอีกั้นแต่ก็ยังมืดมัวเป็นพักๆ
อย่างไรก็ตามมีทุนอุกหนุนให้นักโบราณคดีค้นเจาะเข้าไปในพวกมายาจากอาคารสถานที่ซึ่งได้ขุดพบขึ้น และมีหลักฐานศิลาจารึก รัฐ เมือง ราชวงค์ที่ครองมายา สงครามได้เริ่มกระจ่างขึ้น ภาพพจน์ของพวกมายานั้นเป็นผู้รักความสงบของป่าทึบ สิ่งที่โผล่มาเห็นชัด กลายเป็นชาตินิยมสงครามนักค้าและนักจู่โจม นักฆ่าที่เมามัน
ดาบและผานไถ ความแจ่มชัดของความขัดย้งของมายา เช่นตัวอย่างซากปรักหักพังของเบคัน (Be can) ที่อยู่กลางป่าเขียวของคาบสมุทรยูคาทาน ต่อมาก็มีความแห้งแล้ง “มันเป็นการเปิดเผยว่า มายาที่เราคิดว่ามีภาพลักษณ์ของผู้รักความสงบนั้น ความจริงเกี่ยวข้องอยู่กับสงครามมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ “Joseph W. Bell f San Diego Hate University ซึ่งขุดค้นอยู่ที่นั่น “จากเศษสลักหักพังและกระดูกสัตว์เก่าๆแสดงว่าประชาชนของมายาถูกรุกรานตั้งแต่ปี ค.ศ. 450 มา”
ศาสตราจารย์โฮเวิดลาเฟย์ ได้สำรวจบรรดาปราสาทเมืองเดกัน ในรัศมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 ไมล์ ใต้ต้ไม้ในป่าทึบเขตร้อน ทั้นร้อนอบอ้าวไม่มีลม การที่เข้าไปในนั้นร้อนอบอ้าว เหงื่อโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า ภายในไม่กี่นาทีเสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็ก็ยับยู่ยี่เปียกชุ่ม ทุกๆแห่งคนที่เข้าไปจะได้กลิ่นอับผุพังของต้นไม้ชื้นแฉะอยู่ที่พื้น พวกงูแอบซ่อนคอยกินแมลงที่เกาะอยู่ตามพืชบนดิ ตามกิ่งไม้ที่หักลงมาเต็มไปด้วยมด หากไปยึดกิ่งไม้พยุงตัวก็จะพบหนามแหลมของต้นไม้เลื้อยที่ดูไม่มีพิษนั้นแทงมือ ประวัติศาสตร์ของพวกมายาปรากฏความจริงว่า ภายในวงแวดล้อมด้วยศัตรูนั้น มายาก็บรรลุถึงความเจริญสูงสุด
เร็วๆนี้บรรดาพวกปราชญ์ทั้งหลาย พวกมายาได้อาศัยเกษตรกรรมดั้งเดิม เมื่อขุดลงไปจะพบหลักฐานเปิดเผยว่า มีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่น อย่างเช่นที่ Yucatan ได้เป็นที่อยู่ชุมชนมานาตั้งแต่ 500 บีซี จนถึงเวลาที่พวกสเปญเข้ามายึดครอง ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง 2,000 ปี จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศสรุปได้ว่า จำนวนประชากรที่อยู่ที่ Dzibichaltein ตอนใต้ ที่นี่ยังมีซากทำด้านเป็นภูเขาลดหลั่นเป็นลานทำไร่ การยกพื้นดินให้เป็นลานสูงขึ้นทำให้พ้นจากน้ำท่วมได้ หลักฐานนี้ก็ยังมีอยู่
พระเจ้าและเลือด แม้คนเก่าๆจะพูดถึงอาณาจักรมายา แต่คนเพียงไม่กี่คนในปัจจุบันเท่านั้นที่เชื่อว่าอาณาจักรนี้มีจริง ภาษาของมายาก็แตกออกเพี้ยนไปหลายภาษาแตกต่างกันไป สถาปัตยกรรมและศิลปะต่างๆก็ขยายออกไปหลายทาง สงครามอันเหี้ยมโหด พันธมิตรที่เปลี่ยนแปลงไป วงศ์ผู้ครองเกิดขึ้นแล้วก็ล่มสลายไป สิ่งหนึ่งที่ให้ความเป็นหนึ่งเดียวคือศาสนา จากแรกเริ่มมาพวกมายาแสดงออกถึงพลังจากสวรรค์ เซอร์ ไอริค ทอมสัน นักศึกษามายันคดีศึกษา ได้กล่าวว่า “พวกมายันได้พัฒนาความชำนาญในการดูดวงดาวมาเพื่อสนับสนุนโหราศาสตร์” ศูนย์พิธีกรรมใหญ่ของพวกมายัน อย่างเช่นที่ ติกัล (Tikal) และพาเลงค์ (Palengue) ประชาชนสกัดหินออกมาโดยไม่ได้ใช้เครื่องมือและโลหะ ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความเชื่อหรือศรัทธา
โบสถ์ของมายามีพระเจ้ามากมายนับไม่ถ้วนด้วยท่าทางลักษณะต่างๆ องค์ที่มีตำแหน่งสูงสุดในสวรรค์ คือ เทพอิทซามน่า (Itzamna) แสดงเป็นรูปลักษณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิชรา เทพ คินิช อญฮา (Kinich Ahau ) องค์อาทิตย์ ผู้ควบคุมกลางวัน และเทพอาพูช (AH Puch) องค์พระยม ซัค (Chac) เทพเจ้าแห่งฝน มีบทบาทแห่งความอยู่รอด หากฝนมาล่าพืชผลก็จะเสียหาย เกิดความแห้งแล้งในแผ่นดิน
เพื่อแสดงความยกย่องนับถือ เทพเจ้าเหล่านี้ต้องการเสวยเลือดมนุษย์ พวกมายาสังเวยด้วยเลือดของนักโทษสงคราม บางทีก็เอามาจากพวกชาวบ้าน หรือพวกอาสาที่จะบูชายัญตนเอง สนองความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเช่นการบูชายัญหญิงสาวเป็นต้น วิธีการก็คือพวกพระจะเอามีดที่ทำจากหินกรีดออกแหวะเอาหัวใจที่กำลังเต้นออกมา
ารบูชายัญมนุษย์เป็นๆนี้ทำให้พวกสเปญโกรธมาก เมื่อได้เข้าครอบครองดินแดนมายาได้ก็ทำลายพวกรูปปั้นเทพเจ้า เผาหนังสือศาสนาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ทิ้ง ทำลายปิรามิดแล้วเอาหินมาสร้างโบสถ์ เมื่อถูกบีบอยู่ในระหว่างคบเพลิงกับคมดาบ พวกนี้ก็เลยเปลี่ยนศาสนา หลังจากศาสนาคริสเตียนเข้ามาอยู่ในดินแดนแถบนี้นานถึงสี่ศตวรรษ พวกมายาที่กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆก็ยังไม่ละทิ้งเทพเจ้าเก่าแก่ของตน” เมื่อฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2518 ฝนไม่ตอต้องตามฤดูกาล ข้าวโมดเม็ดลีบ ชาวบ้านเกิดความกลัวจึงมีการทำพีธีกรรมของเทพซัค เทพเจ้าฝนมาช่วยออย่างลับๆ ทำพิธีอาทิตย์เดียวสวรรค์ก็เปิดหลั่งฝนมาช่วยชาวบ้านยูคาทาน
ปัญหาของชนชั้น ในยุดที่มายาเจริญรุ่งเรืองอยู่นั้นพวกเกษตรกรเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างของสังคม Prof Alfredo Barrera Vasques ของ Yucatan Institute of Anthropology and History กล่าวว่า “มายาโบราณจะมีชนชั้นอยู่สองชนชั้น ชั้นสูงที่สุดเป็นพวกมีความรู้ มีพระกลุ่มเล็กๆและพวกหัวหน้าที่จะรวบรวมความรู้ต่างๆ พวกนี้รู้ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และศิลปกรรม พวกนี้รู้ว่าจะวางแผนสร้างปิรามิดใหญ่ๆอย่างไร รู้ว่าอะไรเป็นหลักสำคัญในโบสถ์ สามารถทายว่าเมื่อไหร่จะเกิดคราสล่วงหน้าและทนายดวงชะตา ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่อย่างโอ่อ่าเป็นการตอบแทน “มีเครื่องประดับเช่นหยก ขนนก และขนจากัวสำรองเอาไว้ให้พวกนี้ใช้พิเศษ เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องจัดหาสิ่งที่ฟุ่มเฟือยไว้สำหรับเจ้านายขงตน ให้เพียงพอกับความต้องการทุกวัน ดังนั้นคนชั้นธรรมดาสามัญก็จะต้องทำไร่ทำนา ตัดไม้ ล่าสัตว์ และนำแรงงานของตนนี้มายังศูนย์พิธีกรรม ถ้าหวกพวกแรกจะไปไหนก็เป็นหน้าที่ของชนชั้นหลังยี้ จะต้องทำคานหามแบกไปหรือมิฉะนั้นก็จะแบกขึ้นบ่าไป
ความยิ่งใหญ่ของชนชั้นสองนี้เห็นจะหลงเหลืออยู่ที่ซากปรักหักพังของ Palenque ซึ่งเป็นศูนย์ของมายาในภูเขาของพวกเม็กซิกัน Chiapas ซึ่งเป็นชายแดนตะวันตกที่สุดที่มายาไปถึง โบสถ์และอนุสาวรีย์ต่างๆสร้างกันยาวถึง 7 ไมล์ ส่วนที่ขุดขึ้นมาได้ประมาณ 24 แห่ง ที่ได้ทำให้เปิดเผยถึงศิลปสมบัติอันหาเสมอเหมือนมิได้ในอเมริกากลาง
บรรดาโบราณสถานที่ยังไม่ถูกทำลายลงไปมีหลุมฝังศพของกษัตริย์ปากัล (ที่ทรงอำนาจมากและสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 694 ซึ่งถูกฝังลึกอยู่ในใจกลางปีรามิดใหญ่และปราณีตที่สุดในโลกให่ คือ ปิรามิด the Temple the Inscriptions คล้ายคลึงระหว่างหลุมฝังศพที่นี่กับห้องไว้ศพของบรรดาพระเจ้าฟาโรห์ของอิยิปต์ผู้ครอบครองดินแดนข้างฝั่งแม่น้ำไนล์ก่อนหน้านั้นแล้วจะเห็นว่ามีความเด่นคล้ายคลึงกัน เช่นปิรามิดอยู่เหนือที่ฝังศพ และผู้สร้างพยายามปิดบังทางเข้า ภายในมีเครื่องใช้ส่วนตัวที่เจ้าของร่างที่ถูกฝังอยู่จะนำไปใช้เมื่อเวลาสิ้นชีวิตไปแล้ว หีบศพโบราณทำด้วยกหินและข้างบนหลังหีบศพนั้นเหมือนกับหีบของกษัตริย์ แต่หลุมที่ปากัลนั้นมีแต่ความน่ากลัวและป่าเถื่อนกว่าก็ตรงที่มีร่างของเด็กหนุ่มหกคนถูกฆ่าหน้าประตูของผู้ครองหลุมนั้นเพื่อจะคอยรับใช้เจ้านายของตน ปิรามิดนี้ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ที่โหดร้ายเหลือเกิน
ความสิ้นสุดของความเจริญ ความยิ่งใหญ่นี้ไม่สามารถที่จะช่วยเมืองพาลัง (Palenque) ไว้ได้ มันจบสิ้นตอนต้นศตวรรษที่ 9 และชาจากรรมก็เข้าครอบครองทุกรัฐในศูนย์กลางของโลกมายา ความล่มสลายเริ่มจากชายแดนเข้าไปสู่ดินแดนข้างใน ภายในสองสามรุ่นคนมายาก็ค่อยเสื่อมลง ชาวบ้านเริ่มหุงหาอาหารในโบสถ์ที่ทิ้งร้างไว้ ศูนย์พิธีกรรมครั้งหนึ่งถูกทิ้งให้ว่างเปล่าโดดเดี่ยวเดียวดาย
พวกมายาต้องรับความหายนะอย่างทันทีทันใดของวัฒนธรรมอันสูงส่ง การค้าขายตกต่ำ ภาษีทางด้านพืชทางเกษตรรุนแรงเกินไป แผ่นดินไหว ใต้ฝุ่น เกิดโรคระบาด เซอร์ เอริค ทอมสัน กล่าวว่า พวกชาวไร่ชาวนามีบทบาทในการล่มสลายครั้งนั้น ศาสตราจารย์เบอเรอร่า เห็นด้วย ”ช่องว่างระหว่างชนชั้นคือชนชั้นสูงกับชาวไร่ชาวนาห่างไกลออกไปทุกที ความต้องการเรียกร้องของพวกผู้ดีหรือขุนนางกลายเป็นสิ่งที่เหลือจะทนทานได้ ประชาชนก่อการกบฏ อายุคนพวกนี้มีอย่างเดียวคือจำนวนมากกว่า ทำร้ายเจ้านายของตนด้วยมือเปล่า”
การขึ้นและการตกของมายาแสดงให้เห็นไม่ใช่แต่เพียงมนุษย์กับสมรรถภาพของความยิ่งใหญ่ แต่การพบซากชะตากรรมแห่งความล่มสลายก็ได้เห็นบทเรียนเช่นเดียวกันนี้
ทุกวันนี้ เพียงแต่ซากปรักหักพังเท่านั้น มันยังมีอำนาจของคนเอง บริเวณกลุ่มหินที่เป็นอมตะ ความเงียบ และความโดดเดี่ยวเดียวดายของตนเอง เหนือศีรษะ บรรดาดาวเล็กดาวน้อยยังโคจรอยู่ตามฉบับที่พระของมายาได้ค้นพบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนใหม่ ในประเทศใหม่ พร้อมทั้งเครื่องมือใหม่ทำให้งานนั้นก้าวหน้าต่อไป พระนักดาราศาสตร์ได้ล่วงลับไปแล้ว ชิเชน อิทซ่า (Chi chin Itza) และ Banampak ว่างเปล่าอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ เสือจากัวยังคงคำรามสะท้อนก้องโบสถ์ร้างทิกัลและ Yaxchilan ตัวยักษ์หินของโคปาน (Copan) ยังคงประกาศปฏิมากรรมอันยิ่งใหญ่ของตนในประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์นั้นกลับทอดทิ้งมัน
หมอดูมายาได้รู้ล่วงหน้ามาแล้วเช่นกัน ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ นานมาแล้ว มีหมอดูคนหนึ่งเขียนคำทำนายไว้ว่า “ดวงจันทร์ ปี วัน และสายลม ทั้งหมดจะเดินจากไปตามทางของมันแล้วก็กลับจากไป”