นกยูง
ส.คุปตาภา
นกยูงมีถิ่นกำเนิดในเอเชียอาคเนย์และในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับนกนี้แพร่หลายไปทั่วบริเวณนี้โดยเฉพาะอินเดียในปี 1963 ได้ประกาศเป็นนกประจำชาติ ถอยหลังไปในฤคเวทซึ่งมีข้อบันทึกไว้ในราวปี 1200 บีซี ว่าขนม้าทรง ของพระอินทร์นั้นมีขนเป็นขนนกยูง นกยูงมีสถานะที่สำคัญในศาสนาฮินดูและในมหากาพย์รามายนะ เล่าว่าเมื่อพระอินทร์ทรงปลอบพระองค์หนีราพณ์พระยายักษ์นั้นได้ทรงปลอมเป็นนกยูง พระอินทร์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้าร้อง ฝน และสงคราม นกนี้มีสมบัติประจำตัวคือมีตาที่ขนนับพันตา และเมื่อฝนตกนกยูงก็สนุกสนานและมีอำนาจในการฆ่างู ได้มีการสังเกตเห็นได้ว่านกนี้โจมตีงู เอาออกมาแสดงและร้องส่งเสียงดังเมื่อเริ่มต้นฤดูฝน
มีการเต้นรำท่าต่างๆเรียกว่ารำนกยูงอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นเมฆฝนและได้ยินเสียงฟ้าร้องระบำฮินดูเลียนแบบท่านกยูงถึง 108 ท่า มีเทพเจ้ามากมายในศาสนาพราหมณ์ที่ขี่นกยูง เช่นพระพราหมณ์และพระสรัสวดี ในอินโดจีนเทพเจ้าแห่งสงครามกันและมหามายูริของญี่ปุ่น ป้องกันความหายนะและทำให้เกิดฝน
ความเกี่ยวกันระหว่างนกยูงและฝนนี้มีแพร่หลายในยุโรปเหมือนกัน ไกลที่สุดถึงไอร์แลนด์ถือว่ามันบอกการตกของฝนล่วงหน้า ในศตวรรษที่ 15 ฮอคัส แซนนิตาติส กล่าวว่าถ้านกยูงบินขึ้นสูงแสดงว่าฝนจะตก ส่วนไมเคิล เดรย์ตัน (1563 – 1631) กล่าวว่านกยูงอ้าปากกว้างรับฝน
จากความรู้ที่ว่านกยูงฆ่างูได้ก็เลยถือว่าน้ำดีและเลือดงูนั้นเป็นยาแก้ยาพิษได้ควันจากการเผาขนนกยูงแก้พิษ ในปันจาบคนที่ถูกงูกัดสูบควันขนนกยูงแก้ได้ คนเดินทางได้รับการแนะนำให้ถือหางนกยูงไปด้วยเพื่อขับไล่งูไปได้ ระหว่างช่วงศตวรรษที่15ในอังกฤษก็เลยสรุปถือว่าเอา เสียงของนกยูงนั่นเองที่ทำให้งูพิษและสัตว์มีพิษอื่นๆหนีเพราะกลัวมัน
นอกจากจะเรื่องนกและงูแล้วขนนกยูงยังเป็นยารักษาโรคนับจากวัณโรค อัมพฤกษ์ หืด เยื่อจมูกอักเสบ ปวดหัว จนกระทั่งโรคเป็นหมัน ระหว่างพวกฮินดูและพวกมุสลิม ขนนกเชื่อว่าปัดรังควาญได้ ร่มขนนกยังถือว่าเป็นของกษัตริย์แม้ไปก็ยังกั้นกรดขนนกยูงอยู่ ในอินเดียคนที่เห็นนกยูงถือว่ามีโชคดีและจิตใจสบายสงบ
ศิลปะจีนและญี่ปุ่นนกยูงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ในการประดับประดาและสำคัญนักรบสมัยราชวงศ์จิ๋นผู้หนึ่งหนีศัตรูเข้าไปในป่าซื่อสัตย์รู้คุณนกยูงมากว่าช่วยเขาไว้
ปรากฏว่าในบาบิลอนได้มีนกยูงเลี้ยงไว้เพราะอริสโตเติลได้กล่าวถึงว่าเป็นไก่เปอร์เซีย มีในละครของอริสโตเตินกล่าวว่าทูตเปอร์ เซียได้เอานกยูงมาถวายเป็นของกำนัลคู่หนึ่งแก่อเล็กซานเดอร์มหาราช ใครฆ่านกยูงจะได้รับโทษหนัก
นกยูงนี้มีในเหรียญกรีกเป็นของศักดิ์สิทธิของเทพธิดาเฮรา ในตำนานเล่าว่านางให้อสูรอากูสพันตาเฝ้านางไอโอชายาน้อยของ เทพซูสแล้วอสูรนี้ถูกเทพบุตรเฮอเมสฆ่า นางเลยใช้ตาของยักษ์มาประดับที่หางนกยูง นอกจากนกยูงจะถือว่าเกี่ยวกับฝนและความอุดมสมบูรณ์ยังถือว่าเป็นนกที่มีการนำโชคดีมาให้ ในชะวาถือว่านกยูงเกี่ยวข้องกับพวกอสูรและหมู่พวกโมซุลเหนือของอิรักถือว่าพวกอสูรไม่ใช่สิ่ง ชั่วร้ายถือว่าเป็นพวกเทพธิดา กวีเปอร์เซียกล่าวว่านกยูงมีเท้าน่าเกลียดเป็นการบอกให้รู้ว่ามันขึ้นสวรรค์ไม่ได้ ดังนั้นเขาว่ามันจะไม่มองเท้าของมันเลย มีเรื่องเล่าว่าในอียิปต์ตอนต้นศาสนาคริสเตียนได้ยินเสียงนกยูงร้องจะเตือนให้คนสำนึกถึงบาปของตน เขาว่าเวลานกยูงตื่นขึ้นมามันจะร้องด้วยความตกใจที่มันฝันว่ามันได้สูญเสียความสวยงามของมันไป ดังนั้นพวกคริสเตียนก็จะกลัวคุณงามความดีของตนไป มีกวีนิพนธ์ถึงความงามของนกยูงกล่าวว่าเล็กซานเดอร์มหาราชชมความงามของนกยูงไว้ว่า
นกยูงสูงศักดิ์ ภูมิใจนักในขนงาม
ท่วงท่าสง่างาม เดินนวยนาดประหนึ่งเจ้า
สำเนียงบอกอากาศ แต่ประหลาดเสียงของเขา
ร้องเพลงเลวไม่เบา อีกทั้งเท้าก็น่าชัง
ความงามยามลำพอง ต้องมาหมองเพราะเท้ายัง
น่าเกลียดจนกระทั่ง นกยูงยังสะเทือนใจ
นกยูงนี้มาจากศิลป์ก่อนคริสเตียนจนกระทั่งมาเป็นศิลปะในสมัยของคริสเตียน จนกระทั่งมาเป็นรูปพระเป็นเจ้ากับนกยูง แรกๆก็นับถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการกลับฟื้นขึ้นมาใหม่อย่างเช่นขนร่วงหมดแล้วก็กลับขึ้นมาอีก มีตัวอย่างในหลุมฝังศพโรมันเซนต์ ออกัสตินกล่าวว่าเนื้อนกยูงนั้นไม่เน่าเปื่อย ซึ่งอาจจะเพราะเหตุนี้จึงมีการกล่าวว่าขนของนกยูงสามารถทำให้ของไม่ผุพังถ้าเอาขนนกยูงไปวางไว้ด้วยกัน ในสมัยกลางมีรูปเทพธิดาปีกประดับเป็นขนนกยูง
มีสัตว์นับพันและนกนับพันถูกฆ่าในครัวของพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล แต่พระองค์ทรงห้ามว่าอย่าใช้นกยูงเกินสองตัวในการทำอาหาร ซึ่งเป็นคำสั่งแรกในการสงวนพันธ์สัตว์ ในวรรณกรรมลาตินมีหลายครั้งที่กล่าวถึงการเลี้ยงอาหารซึ่งมีนกยูงถูกเป็นอาหารด้วยมากมาย ไม่มีนกยูงเพียงพอจนกระทั่งต้องใช้ไก่ฟักไข่แทน พวกยาอินเดียก็ว่านกยูงเป็นยารักษาโรคได้ แต่นักเขียนปัจจุบันกล่าวว่าเนื้อนกยูงก็เหมือนเนื้อลูกไก่ธรรมดา