รสบัสเที่ยวสุดท้าย
พวกม้งจำใจที่จะไปอเมาริกาเสียไม่ได้
เป็นเรื่องสลดใจของพวกม้งแต่เป็นเรื่องยุ่งยากของไทย
จาก ดิแอตแลนติค เดือนตุลาคม 1987
เมื่อ บุญมี วิจิตรมาลา กลับมาประเทศไทย หลังจากไปทัศนาจรที่อเมริกา เขากลับมาที่บ้านวินัยค่ายผู้ลี้ภัยของชาวเขาเผ่าม้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เขานำเอารูปถ่ายที่ถ่ายในคาลิฟฟอเนีย มิเนโซต้า และ โรดไอแลนด์มาด้วยเป็นจำนวนมาก เป็นพวกภาพถ่ายของพวกลี้ภัยชาวม้งที่ได้รับความสำเร็จในชีวิตในอเมริกา คุณบุญมี เป็นผู้ควบคุมบ้านวินัยซึ่งเป็นค่ายไทยสำหรับผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดและมีชาวเขาเผ่าม้งเป็นชุมชนที่มีชาวม้งมากที่สุดโลก หลายปีมาแล้วที่คุณบุญมีจะต้องเผชิญปัญหาว่าจะทำอย่างไรกับผู้ลี้ภัยชาวม้งสี่หมื่นกว่าคน ซึ่งสมัครใจจะอยู่ที่บ้านวินัยแทนที่จะยอมอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา
ภาพถ่ายที่คุณบุญมีเอามาอวดนั้น คุณบุญมีติดไว้ตามกำแพงด้านนอกของสำนักงานซึ่งเป็นบังกาโลอยู่กลางค่าย เป็นภาพของชาวม้งแต่งกายด้วยเสื้อปักประจำเผ่ายืนอยู่หน้าบ้านใหม่หรือรสใหม่ ภาพถ่ายในครัว ในห้องรับแขก เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องวิทยุ เครื่องไมโครเวฟ เครื่องล้างชาม เครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกอื่นๆ เมื่อพวกม้งเดินผ่านสำนักงาน คุณบุญมีก็จะชี้ชวนให้ดและบรรยายถึงความเป็นอยู่ของชาวม้งเหล่านั้นที่สหรัฐอเมริกา
แผนของคุณบุญมีเป็นไปด้วยดีพอๆกับแผน อัตราการลดการเกิดของชนเผ่าม้งในบ้านวินัย โดยให้ยืมเทปคัสเซทและเงินรางวัลแก่ผู้ที่อาสาสมัครเข้าในโครงการวางแผนครอบครัวควบคุมการเกิด เป็นระยะเวลานานอยู้มากทีเดียวหลังจากวางแผนพวกชาวม้งเอายาเม็ดคุมกำเนิดไปบดแล้วไปทำเป็นปุ๋ยต้นไม้ในสวน ปรากฏว่าได้ผล ต้นไม้งอกงามเจริญดีกลายเป็นปุ๋ยวิเศษ มีคำประชดชีวิตของพวกม้งว่า “พวกม้งได้สูญเสียสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งในชีวิต คือ บ้านเกิดและอิสรภาพ ดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่ของพวกม้งก็คือ ความดื้อหัวรั้น” ผู้ลี้ภัยที่เป็นคนงานในบ้านวินัยได้กล่าวแก่ผู้เขียน
เส้นแผนภูมิแสดงการอพยพของผู้ลี้ภัยจากค่ายอพยพของไทยเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในดินแดนตะวันตก มียอดสูงต่ำปรากฏ ซึ่งมีเวียดนาม ลาว และเขมร ในปี 1980 ยอดสูงสุดเพราะปีนั้นสหรัฐได้รับผู้ลี้ภัยอพยพ 165,000 คน จากอินโดจีน มีชาวเขาเผ่าม้งจากลาวปรากฏแต่เผ่าอื่นไม่มี ปีนั้นมีชาวเขาเผ่าม้งอพยพไป 20,000 คน ตั้งแต่ปี 1981 – 1986 มีผู้อพยพเพียงสองสามพันคนเท่านั้นที่ออกจากประเทศไทยไปตั้งถิ่นฐานอยู่ตะวันตก แม้จะมีพวกม้งมากมายที่เป็นผู้ที่อเมริกาสนับสนุนมาตั้งแต่สงครามในลาวและมีคุณสมบัติที่จะไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาได้ ขณะเมื่อพวกเวียดนาม ลาวต่ำ และเขมรคอยที่จะอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา พวกม้งลี้ภัยปฏิเสธที่จะไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเนื่องจากหวังว่ารัฐบาลลาวใหม่จะอนุญาตให้ม้ง
กลับไปถิ่นฐานเดิมของตนในแถบภูเขาของประเทศลาว
ความหวังนี้ได้รักษาไว้นานนับหลายปีโดยมีกองทัพม้งอยู่ภายใประเทศลาว โดยมีหัวหน้าอยู่ที่บ้านวินัยและรัฐบาลไทยสนับสนุนอยู่ พร้อมทั้งการสนับสนุนของรัฐบาลจีน และจากกลุ่มปีกขวาที่นำโดยนายพลสิงห์หลอบ (Singlaub) นายทหารนอราชการของสหรัฐ ซึ่งมีส่วนในอิหร่านคอนตราด้วย ขบวนการต่อต้านนี้น่ากลัวกว่าการคุกคามต่อรัฐบาลลาวที่มีเครือข่ายของเวียดนามหนุนหลังแม้จะมีอาวุธไม่ค่อยจะพร้อม แต่หัวหน้าขบวนการก็ยังสามารถทำให้ผู้อพยพในบ้านวินัยเชื่อว่าโดยสัญญาว่าจะชนะ และบางทีก็ขู๋
ในเร็วๆนี้ไม่มีการขู่บังคับกันมากนัก โดยประเพณีแล้วม้งชอบการเคลื่อนย้าย พวกกึ่งโนแมดส่งคนออกไปสำรวจเขตใหม่ หลังจากการอพยพครั้งใหญ่ ปี1980 ได้มีการส่งเทพคำพูดกลับมายังบ้านวินัยเล่าถึงการที่จะสูญสิ้นเผ่าในสหรัฐ เห็นว่าป่าที่ไปอยู่ไม่ใคร่จะมีประโยชน์สำหรับบ้านใหม่ของตนและชอบเคลื่อนย้ายที่ไปตามหุบเขาในคาลิฟอเนียหาที่ที่มีอากาศอุ่นกว่า และดินดีพอที่จะเก็บเกี่ยวพืชผลกว่า และชุมชนอื่นๆต่างมีความเห็นว่าพวกม้งไม่เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่ในอเมริกา
เจ้าหน้าที่ผู้อพยพได้พูดกันมากถึงเรื่อง “การแก้ปัญหาความยืดเยื้อ” สามประการ คือ การส่งกลับไปอยู่ถิ่นเดิมโดยความสมัครใจ การตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม สำหรับม้งนั้นดูจะไม่เหมาะสมสักประการเดียว สถานการณ์สร้าง “ความไม่เป็นการชั่วคราว ความไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้” ของชิวิตที่อยู่ในค่ายบ้านวินัย
ตามที่สหรัฐได้ตกลงเรื่องผู้ลี้ภัยในปี 1967 โดยสหรัฐเป็นผู้ลงนามในสัญญาไม่ใช่ประเทศไทย การส่งกลับไปบ้านเดิมเมื่อประเทศเจ้าของถิ่นยอมรับว่าจะปลอดภัย ก็ยังไม่มีการปฏิบัติ พวกม้งปฏิเสธที่จะกลับคืนไปที่เดิมเมื่อเวียดนามปกครองลาวอยู่ และยังไม่มีการรับรองหรือปฏิเสธว่าพวกม้งที่กลับไปนั้นจะไม่ได้รับการบังคับกดขี่ การต่อต้านของพวกม้งนั้นเป็นปัญหาอันละเอียดอ่อน ถ้าหากพวกม้งจะยินดีกลับไปในประเทศลาวแต่ก็ไม่แน่ว่าถ้ารัฐบาลลาวจะยอมรับประชากรม้งจำนวนมากจากค่ายอพยพที่ผูกพันอยู่กับฝ่ายต่อต้าน
การแก้ปัญหาข้อที่สองที่ยอมให้พวกม้งตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ในประเทศไทย ก็เห็นจะไม่มีโอกาศที่จะเป็นไปได้ ทั้งที่บ้านวินัยก็เป็นเสมือนกึ่งทางระหว่างนั้นแล้ว ประเทศไทยปฏิเสธที่จะเจรจาเรื่องนี้ทั้งในความที่เป็นไปได้และในทางเหตุผล อีกประการที่จะตกลงแผนการนี้ในประเทศไทยก็จะทำให้ผู้ลี้ภัยนับจำนวนพับๆจากลาวประเทศที่จนที่สุดในโลกฉวยโอกาส ในประเทศไทยเองมีผู้ลี้ภัยอินโดจีนอาศัยอยู่ถึงสิบสองปีหลังสงครามรวมทั้งผู้เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายอีกกว่าห้าหมื่นคน ที่หนีมาจากลาว และมากกว่านั้นก็ยังมีพวกชาวเขาที่มาจากพม่า อีก 12,000 คน จากกองทัพจีนก๊กมินตัง จากสงคราวอินโดจีน ครั้งแรกมีชาวเวียดนามลี้ภัยเข้ามาอีก 40,000 คน และหลังจากสงครามนั้นมาสามสิบปียังเป็นที่เคลือบแคลงว่าจะเป็นแนวห้าจากเวียดนาม ประเทศไทยเองมีประชากรชาวม้งในประเทศอยู่แล้ว 50,000 คน และใช้เวลานานหลายปียังไม่สามารถจะชักจูงคนเผ่านี้ลงมาจากภูเขาได้สำเร็จ คนกลุ่มนี้ปลูกฝิ่น ทำลายป่าอันมีค่าอยู่เป็นกระบวนการ
ปัจจุบันยังคงมีพวกม้งที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อยู่ชายแดนไทยลาว การต่อต้านที่มีผลนี้อาจจะทำให้กองทัพลาวที่มีเวียดนามหนุนหลังบดขยี้ทำให้เกิดพวกผู้ลี้ภัยอพยพเข้าไทยมากขึ้น แต่การต่อต้านที่มีผลเล็กๆน้อยๆนี้ก็ทำให้เกิดความกดดันในลาว ซึ่งทำให้ประเทศไทยถือไพ่เหลือลาวที่พยายามทำความเข้าใจมีสัมพันธภาพกับลาวดีขึ้น ซึ่งขณะนี้ลาวก็สนับสนุนกบฎไทยคอมมิวนิสต์ในตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีการขยับดีขึ้น ในด้านเศรษฐกิจบ้านวินัยเป็นตำบลที่จนที่สุดตำบลหนึ่งในไทยได้ทำมาค้าขายดีขึ้นในตลาดในหมู่บ้านแทนที่จะต้องอาศัยกับชาวลาวข้ามแม่น้ำโขงออกไป
สำหรับพวกม้งและสหรัฐ บ้านวินัยก็ยังเป็นทางเลือกในการที่จะไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ หลังจากมีการอพยพไปสหครั้งใหญ่แล้วทั้งม้งและสหรัฐก็ไม่พยายามที่จะทำอย่างนั้นอีก และเวลาที่จะคอยให้โอกาสทางเลือกอื่นก็เริ่มจะเปิดขึ้น ทางเลือกเกือบทั้งหมดก็คือบ้านวินัยเป็นที่สนใจของหัวหน้ากลุ่มต่อต้าน ถ้าหากไม่มีบ้านวินัยการต่อต้านอาจจะต้องพับไป และกองทหารต่อต้านของพวกม้งก็จะไม่มีหัวหน้า อำนาจในบ้านวินัยและในสหรัฐก็จะสูญเสียอำนาจ
หลังปี 1983 ปัญหาการอยู้ชั่วคราวและการไม่แก้ปัญกาก็มีขึ้น โดยเงียบๆและถาวร ประเทศไทยค่อยๆบีบให้ชาวม้งเลือก บ้านวินัยก็ปิดสำหรับผู้ลี้ภัยเข้ามาใหม่ ส่งคนที่เข้ามาใหม่ไปอยู่ที่เชียงขาม พยายามกีดกันคนไม่ให้หนีมาในประเทศไทยในปีต่อมา ดังนั้นในปี 1984 – 1985 คนที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านวินัยจำนวนประมาณ 3000 คน โดยไม่มีหนังสืออนุญาต แต่หลบหนีเข้ามาหาญาติหรืออยู่กับญาติถูกล้อมจับแล้วส่งไปยังเชียงขาม สำนักงาน
ไปรษณีย์ที่เป็นสถานที่ติดต่อระหว่างบ้านวินัยกับสหรัฐก็ถูกย้ายออกไปจากบ้านวินัยและมีการห้ามตักไม่ไผ่มาสร้างบ้านพัก ทำให้สหรัฐต้องใช้สังสีแทน ซึ่งร้อนจนทนไม่ไหวในเมืองที่มีอากาศร้อนจัด
ความพยายามที่ความคุมการกำเนิดล้มเหลง พวกม้งมักจแต่งานตั้งแต่อายุยังน้อย ประกอบกับที่ค่ายนี้มีผู้หญิงมาก จึงทำให้มีอัตราการเกิดสูงสุดในโลก เพราะม้งทุกๆคนที่อพยพไปสหรัฐจะมีจำนวนคนเกิดมาแทนที่ในค่าย
จากปี 1984 – 1986 อลันไรท์ พยาบาลในบ้านวินัย ศึกษาการเกิด การอพยพไปและอัตราการตายในค่าย ในรายงานที่เขียนเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ไรท์ได้แสงกรณีที่ดีที่สุดและภาพในกรณีที่แย่ที่สุด อัตราที่อพยพไปตะวันตกประชากรในค่ายในระยะเดียวกันนั้นจะคงอยุ่ต่อไปในจำนวนเดิม แต่ถ้าหยุดการอพยพ ประชากรจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในเวลา 17 ปี ก่อนที่ไรท์จะกลับประเทศก็ได้ยื่นรายงานฉบับนี้ให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทยโดยให้ชื่อว่า “ค่ายผู้ลี้ภัยไม่มีวันสิ้นสุด”
กรณีที่ร้ายที่สุดที่เห็นภาพได้ก็คือ การเพิ่มพวกม้งเป็นสองเท่าภายในเวลา 17 ปีนั้นเป็นไปได้เพราะปัจจุบันการอพยพผู้ลี้ภัยก็เริ่มลดลงเสียแล้ว ปี 1980 ผู้อพยพเหลือในไทยมีราวๆ 90,000 คนในเมื่อมีทั้งหมด จำนวนอพยพสูงสุดในปีนั้น ปี 1985 มีไม่ถึง 24,000 คนอพยพในสหรัฐประเทศอื่นๆอีก 2,400 คน ปลายปีนั้นมีจำนวนผู้ลี้ภัยในประเทศไทย 130,000 คน เพิ่มจากปีที่แล้วมาเล็กน้อย ยังมีเขมรมากกว่า 250,000 คน ชายแดนไทยโดยไม่มีอากาศที่อพยพไปยังประเทศที่สาม
ฤดูร้อนปี 1986 เจ้าหน้าที่ประเทศไทยประกาศว่าจะมีการอพยพในตะวันตกเป็นปีสุดท้าย มีจดหมายเวียนขู่ในบ้านวินัยว่าจะปิดบ้านวินัยและส่งผู้ลี้ภัยกลับไปลาว เป็นจังหวะพอดีกับพวกม้งหมดความเชื่อถือเรื่องการต่อต้านซึ่งนานถึง 11 ปีมาแล้ว กล่าวกันว่าเมื่อนายพลวังเปาหนีเข้าประเทศไทยและอพยพต่อไปยังอเมริกานั้นได้บอกคนสนิทว่าพวกม้งจะได้กลับประเทศลาวภายใน 10 ปี พวกม้งก็เชื่อคำทำนายนั้น แต่พอผ่านมาถึงปี 1985 แล้ว ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าในลาว ก็เกิดความกังขาขึ้นในความพยายามต่อต้านและโดยเฉพาะในการเป็นผู้นำของนายพลวังเปาจะต้องแสดงว่าเขาหนีออกมานอกประเทศเนื่องด้วยกลัวในการสงคราม และจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์อย่างพิเศษต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลักเกณฑ์ข้อนี้เหมาะสำหรับพวกม้ง แต่พวกม้งต้องการจะไปจริงหรือ ในกรุงเทพผู้สังเกตการทางการเมืองมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในทัศนคตินอกจากการมีการลงลายชื่อหมื่นคนนั้น พวกม้งมีนิสัยในการฉวยโอกาสที่จะได้รับความเห็นชอบบแล้วก็หยุดคอย เจ้าหน้าที่ฝ่ายอพยพผู้ลี้ภัยคนหนึ่งพูดว่า “ผมจะไม่เชื่อจนกว่าพวกนี้จะขึ้นรถโดยสารแล้ว”
ผู้เขียนตกลงใจที่จะไปดูสถานการณ์ด้วยตนเองที่บ้านวินัย ผู้ที่ไปเยี่ยมบ้านวินัยเป็นครั้งแรกจะเห็นว่าเต็มไปด้วยฝุ่นและแออัดยัดเยียด ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไปฟ้าตามกระท่อม เอ็กๆเล่นน้ำในบ่อที่เหม็น และมีส้วมเปิดไม่ไกลออกไปนัก บาดทะยัก ไทรอย และวัณโรค เป็นกันตามผู้ที่เชื่อว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากผีซึ่งรรักษาให้หายได้ด้วยการสวดมนต์ไล่ผี แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าหมู่บ้านยากจนของลาวของไทยในบางอย่าง ข้าหลวงใหญ่ของผู้ลี้ภัยของสหประชาติได้จัดอาหาร ที่พักอาศัยและน้ำให้ ซึ่งโรงพยาบาลดำเนินการโดยคนงานชาวดัชจัดการรักษาพยาบาล มีการอบรมวิชาภาษาอังกฤษและวิชาชีพสำหรับผู้ใหญ่และมีโรงเรียนประถมสำหรับเด็ก มีตลาดขายของทุกอย่างตั้งแต่ปลาสด ผลไม้ เครื่องสำอางค์ และยาสมุนไพรจีน มีร้านตัดผมร้านอาหารหลายร้าน ร้านขายเครื่องเหล็ก และโบสถ์ซึ่งมีพระชาวฝรั่งเศสแต่งตัวด้วยกระโปรงปักแบบม้งประจำ เทศน์เป็นลาวมีร้านถ่ายรูปอยู่กลางแจ้งซึ่งใครต้องการฉากทัชมาฮาลหรือภูเขาแอลป์ก็ได้
ใกล้ๆมีผู้หญิงบนม้าเย็บปักเสื้อ อยู่หน้ากระท่อมหลังคาจากหรือหลังคาสังกะสี ฟังเทปที่ส่งมาจากญาติพี่น้องโดยเครื่องเทปที่ส่งมาจากญี่ปุ่น มีเสียงกลองดังเป็นจังหวะในบางโอกาส ที่ใดที่หนึ่งในค่ายจะมีพวกหมอผีถือไม้เท้าที่เขย่าในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือระฆังเล็กๆ มีผ้าดำคลุมหน้า สวดมนต์และเต้นรำไปด้วย ว่าตได้เดินทางไปยังโลกของวิญญาณเพื่อจะต่อสู้กับพลังอันชั่วร้ายที่เป็นผู้ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดความเจ็บปวดและความตาย
เท่าที่ปรากฏของชีวิตประเพณี ไม่ตรงกับความเครียดที่อยู่ภายใน ในบ้านวินัยพวกม้งต้องชั่งใจในการเลือกว่าจะไปยังสหรัฐเพื่อดำเนินชีวิตต่อไปที่บ้านวินัย มีความพะว้าพวงเป็นสามทาง ในการจงรักภักดีต่อพวกพ้องที่ยังคงอยู่ในลาว ต่อครอบครัวที่อยู่ในบ้านวินัยและต่อญาติที่อยุ่ในสหรัฐ
ในปี 1986 มีการสำรวจในบ้านวินัย เกือบ 80 % ของม้งยอมรับว่า พวกเขาไม่แน่ใจในอนาคตของตน เกือบทั้งหมดรอคอยบางคนอยู่… เป็นผู้อาวุธโสของเผ่า หรือญาติที่แก่กว่า ผู้นำชาวม้งในสหรัฐ… เพื่อจะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร ปีที่แล้วหลังจากผ่านการไม่ตัดสินใจมาแล้วถึง 11 ปี อายุ 45 ปี ก็ตัดสินใจไปในที่สุดที่จะไปอยู่สหรัฐ เสียงมีท่าทางที่แก่กว่าอายุจริงตั้งสิบปีเคยเป็นทหารในกองทัพของวังเปาอยู่ 5 ปีก่อนที่คอมมิวนิสต์จะยึดครองในปี 1975 เขาเล่าว่าเขามาจากลาวเพราะวังเปามา มีลูกสาวสองคนที่อยากจะให้เขาไปอยู่ด้วยกันที่มิเนโซต้า เขายังไม่ได้ไปอยู่สหรัฐก่อนหน้านั้นเพราะยังมีน้องชายอยู่ในลาวอีกสองคน เมื่อเขายังเป็นเด็กพ่อได้สั่งไว้ว่าไม่ให้ไปที่ไหนถ้าไม่มี้องชายไปด้วย ครั้งหนึ่งในปี 1979 เขาได้รับอนุญาตให้ไปอยู่สหรัฐครั้งหนึ่งแล้ว และกำลังเตรียมตัวจะไป แต่บ่ายวันหนึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางสองสามวัน ปรากฏว่ามีงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านหน้าไป เขาบอกกับงูว่า “ถ้าวิญญาณของพ่อต้องการให้ข้าอยู่รอน้องชายละก็ เจ้าจงเลื้อยไป” แล้วงูก็เลื้อยไปจริงๆ เสียงก็เลยอยู่ในบ้านวินัยมาอีกเจ็ดปี
แต่ครั้งนี้เขาบอกว่าเขาต้องการจะไปจริงๆ กลัวว่าไทยจะส่งพวกม้งกลับไปประเทศลาว ผู้เขียนถามเขาว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเกิดมีงูมาเลื้อยผ่านหน้าเขาอีกก่อนที่เขาจะขึ้นไปบนรถโดยสาร ล่ามได้แปลคำถามให้เสียงฟัง คราวนี้เขายิ้มแล้วตอบว่า “ผมจะเดินต่อไปสิครับ”
พวกหนุ่มๆส่วนใหญ่จะรู้ว่าตนต้องการอะไร ต้องการที่จะไปอยู่ในสหรัฐ แต่บิดาของคนพวกนั้นยังไม่ตัดสินใจ ต่างก็เกรงว่าเวลาที่จะไปจะหมดเสียระหว่างพวกคนแก่เฒ่าอำนาจของชายที่แก่ที่สุดในครอบครัวนั้นไม่มีใครกล้าขัดแย้ง
ผู้เขียนใช้เวลาในตอนบ่ายสุดท้ายในประเทศไทยคุยกับคุณวีรชัย แนวบุญเนียน เจ้าหน้าที่ผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ เรานั่งกันคนละข้างของโต๊ะในห้องประชุมและบนผนังห้องมีแผนที่มีหมุดปักแสดงที่ตั้งของค่ายอพยพ เขาพูดว่า “ประเทศไทยต้องการที่จะให้ปัญญาผู้ลี้ภัยสิ้นสุดกันเสียที จุดประสงค์หลักของไทยคือไม่มีผู้ลี้ภัยเหลืออยู่เลย การที่จะให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในนี้นั้นไม่ใช่ทางเลือกเป็นไปไม่ได้ มีทางเลือกว่าถ้าไม่ยอมไปอยู่ในประเทศที่สามก็ต้องกลับไปที่เดิมของตน” คุณวีรชัยชี้ให้เห็นจุดประสงค์ของเจ้าหน้าที่ทุกคนของไทยพูดว่า การที่ประเทศไทยได้สร้างค่ายผู้ลี้ภัยนี้ขึ้นเป็นการแลกสัญญาว่าสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆจะนำผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่ปรากฏว่าคอยมา 11 ปีและมีผู้ลี้ภัยประมาณ 650,000 คน ก็ยังไม่เห็นทางที่จะยุติปัญหาผู้ลี้ภัย
ผู้เขียนถามว่า “ถ้าหากสหรัฐตกลงที่จะอพยพคนพวกนี่ไปทั้งหมด คุณคิดหรือว่าเขาจะยอมไป”
“เขาจะต้องไป ถ้าเขาคิดว่านี่เป็รถโดยสารเที่ยวสุดท้ายที่จะออกไปได้”
พวกม้งได้เป็นผู้ลี้ภัยมานานแสนนาน เท่าที่พวกเขาจำได้ เหมือนคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีประวัติศาสตร์เขียนไว้ มีแต่การเล่าประสบการณ์ของเขาถ่ายทอดกันมาเป็นคำบอกเล่าเพลงขับ พวกคนแก่ชาวม้งจะขับร้องประวัติของคนพวกม้งได้เป็นวันๆ จริงบ้าง คิดเอาบ้าง เป็นเหตุการณ์นับร้อยพันๆมีมาแล้ว คนพวกนี้ร้องเพลงถึงในสมัยที่มืดสนิทและสมัยที่มีแสงสว่าง แสดงว่าพวกม้งนั้นอยู่ในมงโกเลียมาก่อนเล่าว่า เมื่อหลายพันปีมาแล้วพวกม้งอพยพหนีออกมาจากประเทศจีนซึ่งมีกษัตริย์ผู้ปกครองเป็นคนม้ง เป็นผู้มีเวทมนต์คาถาแต่ถูกมายาเจ้าหญิงจีนหลองลวงทำให้เสียอาณาจักรม้งกระจัดกระจายไปทั่วประเทศจีน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีม้งอยู่ในดินแดนจีนอีกประมาณห้าล้านคน หลายร้อยหลายพันคนหนีมาอยู่ในลาวและเวียดนาม ในกลางศตวรรตที่สิบเก้า เมื่อจีนรณรงค์ปราบปราสพวกชนชาวเขาอิสระ เพลงและเรื่องเล่าถึงพระผู้มาโปรดพวกม้งมาในรูปร่างของมุษย์แต่ไม่ใช่ลูกหลามุษย์ วันหนึ่งจะกลับมาพาพวกเขากลับไปอยู่ในบ้านเกิดเก่าของตน
ความสงบสุขของพวกม้งในลาวอยู่กันต่อเนื่องมับร้อยปี มาสิ้นสุดเอาเมื่อลาวซึ่งอยู่ระหว่างประเทศสัมพันธมิตรของตะวันตก เขมร วียดนามใต้ และดัลเลศ ยังกล่าวว่า ลาวเป็นป้อมปราการของโลกอิสระ ทุกคนเมื่อได้ยินข่าวลาวถึงกับตกตลึงเมื่อทราบว่าความปลอดภัยของลาวขึ้นอยู่กับผืนแผ่นดินที่ไม่มีทางออกซึ่งมีชาวพื้นเมืองเป็นคนง่ายๆ เกิดแสดงความกระหายที่จะทำสงครามไม่ว่าสงครามร้อนหรือสงครามเย็น พวกม้งก็จำเป็นจำใจที่จะต่อสู้
ในปี 1959 ซีไอเอ ก็เริ่มรวบรวมพวกม้งให้สอดแนมข่าวกรองพวกเวียดนามเหนือในลาว
ช่วงทศวรรษที่ 1960 ปลายๆ สงครามลาวหนักขึ้น ม้งก็ทำหน้าที่ต่อสู้แทนอเมรืกาเป็นกองหนึ่ง ม้งเสียชีวิตในสงครามมากกว่าทหารอเมริกันกว่าสิบเท่าในสงครามเวียดนาม พวกม้งมักจะเอ่ยถึงคำมั่นสัญญาของอเมริกันที่ให้ไว้ สัญญานั้นก็คือการสนับสนุนม้งทุกวิถีทางในระหว่างทำสงครามและจะช่วยเหลือทุกอย่างเมื่อลาวตกเป็นของคอมมิวนิสต์
ในปลายปี 1986 และต้นปี 1987 เป็นปัญหาของกระทรวงการต่องประเทศของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐว่ามีม้งสักกี่คนในพวกลี้ภัยจากอินโดจีน 32000 คน ปัญหาที่จะอัดพวกม้งไปอยู่ที่อเมริกาก็เป็นปัญหาที่ต้องคิด แนวโน้มที่ผ่านมาครึ่งหนึ่งของผู้ที่ไปอยู่อเมริกาจะไปอยู่กับพวกญาติในตอนกลางของคาลิฟอเนีย อีก 30 % ไปอยู่มิเนโซต้าและวิสคอนซิน ปัญหาของพวกม้งที่ไปตั้งถิ่นฐานเมื่อสองสามปีที่ผ่านมาเพียงพอที่จะหยุดแม้ในหมู่ที่จะมีศรัทธาสนับสนุนสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีข่าวดีเหมือนกัน พวกม้งที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานรุ่นแรกนั้นได้แสดงถึงความสำเร็จ หุบเขาตอนกลางนั้นสวัสดิการสูง แต่ในมิเนโซต้าซึ่งมีหมู่บ้นพวกม้งเรียกว่าม้ง โซต้านั้นตกต่ำลง ในยอเยีย เทกซัส โรตไอแลนด์ เนบรัสกาและนอธคาไลน่า พวกม้งได้แสดงเมื่อมีงาน มีการสนับสนุนจากชุมชนดี มีหัวหน้า ม้งดี พวกม้งก็ทำได้ดีเหมือนกลุ่มอื่นๆ ในมอร์แกนตอน นอธคาโลไรน่า ในมอร์แกนตอน นอธคาโลไลน่า พวกม้งสามร้อยครอบครัวตั้งถิ่นฐานอยู่เชิงเขาบลูริดจ์ แทบทุกครอบครัวมีความพอใจในความเป็นอยู่ มีหลายคนที่ซื้อบ้านเป็นของตนเอง เด็กหนุ่มม้งก็เรียนหนังสือดี มีบางคนออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างแบบของคนรุ่นที่สองของผู้อพยพเข้าเมือง สำเร็จ การให้ทุนการศึกษากับพวกตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปในสหรัฐนั้นไม่มีความรู้ภาษดีพอ อบ่างน้อยก็ต้องเตรียมความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษให้
ชุมชนอเมริกันจะการกับผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ๆซึ่งมากมาย คงจะมีเวลาที่ชุมชนอเมริกันจะเหน็ดเหนื่อยซึ่งเรียกว่า คอมเพรสสันแฟททิค เหนื่อยในความเมตตากรุณา แต่ที่มันปรากฏมันไม่ใช่คอมเพรสสันแฟททิค แต่เป็นทรัพยากรแฟททิค เพราะมีปัญาหาอัตตราการว่างงานสูงเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ย พูดถึงที่ดีที่จะรับพวกอพยพั้นทางเซตรัลวอลลียังมีที่พอที่จะรับได้อีกถึง 70 เผ่า การห่วงใยว่าจะมีพวกม้งไปเพิ่มนั้นทางเจ้าหน้าที่ไม่ห่วง ทางเมืองเพรสโนนั้นรับผู้อพยพไปหนึ่งในสิบ กล่าวว่าพร้อมที่จะช่วยพวกม้งหากไม่รัฐไม่ตัดงบประมาณ การช่วยเหลือและรัฐควรจะต้องรู้ว่าม้งนี้ต้องมีปัญหาพิเศษ และรัฐบาลต้องจัดแหล่งที่จะช่วยคนพวกนี้ให้
ต้นปีนี้รัฐบาลตัดสินใจที่จะรับพวกม้งไปอีก 8900 คน เพราะฐานะในประเทศไทยชักจะหนักมากขึ้น คิดค่าใช้จ่ายอย่างไม่ไว้วางใจและสงสัย “เราอยู่ในเมืองไทยในฐานะเช่นนี้มานานแล้ว” เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวกับคนไทย แต่ไทยก็รู้สึกว่าภาระนี้นานเกินไป ส่วนไทยที่ได้รับนั้นหนักกว่าที่จะคิดว่าได้กำไร
สำหรับพวกม้งปีนี้เริ่มจะแย่มาก มีคณะศึกษาของอินโดจีนอเมริกัน 5 คณะ ราย
งานหลังจากที่ที่มาทัศนศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยแล้วว่า การผลักดันผู้ลี้ภัยนั้นมีหนักขึ้น ยามคนไทยในบ้านวินัยเรียกร้องบีบเอาเงินจากผู้อพยพเข้ามาโดยไม่มีบอนุญาตคือพวกม้งที่ลอบเข้ามาอยู่กับญาตในบ้านวินัยนั่นเอง พวกที่เสียเงินนั้นถูกขู่ว่าจะต้องถูกส่งกับไปลาวอีก
มีนาคม วันที่ 12 และ 11 สภาพของผู้ลี้ภัยในไทยได้ร้องเรียนข้าหลวงใหญ่ฝ่ายผู้ลี้ภัย และได้เสนอคณะกรรมการถึงชื่อชาวม้ง 362 คนที่ถูกบังคับให้กลับไปจึงขอร้องให้สหรัฐเพ่งเล็งยับยังการว่งกลับ วันที่ 11 มีนาคม ฝ่ายสหรัฐไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธงานองวิเตอร์ ประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยสหรัฐ แต่กล่าวยืนยันว่า “สหรัฐยังยืนยันการที่จะส่งผู้ลี้ภัยนั้นไม่เห็นด้วย”
สี่วัหลังจากนั้น ก็มีการล้อมจับพวกม้งที่ลอบเข้ามาที่บ้านวินัยอีกสามสิบแปดคนแล้วส่งกลับไปลาว นี่ไม่ใช่การผลักดันปกติ แต่เป็นการส่งพวกผู้ลี้ภัยจากค่ายของสหประชาชาติกลับไปเป็นครั้งแรก ฝ่ายไทยเกรี้ยวกราดโต้ตอบทันทีที่มีการประท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ว่าถ้าหากสหรัฐห่วงใยในสิทธิมนุษยชนของม้ง 38 คนนี้ ก็ควรจะห่วงใยกลุ่มจำนวนมากมากกว่า การผผลักดันอันดับต่อไปได้นำสถานการณ์ใกล้จะถึงวิกฤติ
การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของไทยนั้นไม่แน่นอนอยู่ที่ผู้ลี้ภัยจะมีโอกาสไปตั้งถิ่นฐานในตะวันตก ผู้สนับสนุนผู้ลี้ภัยเรีกร้องให้มีผูกมัดให้มีการแก้ปัญหาในระยะยาว วันที่ 23 มีนาคม วุฒิสมาชิกมาร์ค แฮทพิลด์ แห่งออเรกกอนได้เสนอกฏหมายซึ่งจะมีผลถึงอีก 3 ปีข้างหน้าที่จะรับผู้ลี้ภัยอินโดจีนถึง 28,000 คน มากกว่าเพดานปี 1988 ถึงพันคน กฏหมายให้เพิ่มความพยายามที่จะรับปีละ 9, 000 คน เป็นเวลา 3 ปี แต่ก็ยังมีการคัดต้ายเกี่ยวกับจำนวนที่จะคงที่ทั้ง 3 ปี แต่กฏหมายก็ได้ช่วยผ่อนคลายความบีบคั้นผู้ลี้ภัยในประเทศไทยลงไปบ้าง… เนื่องจากได้ทำให้รัฐบาลไทยมาเพ่งเล็งบ้าง สัญญาของรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันยอซซูลท์ กล่าวในการประชุมกลุ่มอาเซียนเมื่อเดือมิถุนายนว่า สหรัฐยังจะคงรับผู้ลี้ภัยในจำนวนไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตามขีดแห่งความวิกฤตก็ยังคงอยู่ ขณะเมื่อม้งในบ้านวินัยยังไม่ประสบอันตรายใดๆ ผู้สังเกตการณ์ก็ยังเชื่อว่าการส่งพวกม้งไปยังดำเนินอยู่ในชายแดนไทยลาว
เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้วเพื่อนของผู้เขียนโทรศัพท์ไปบอกผู้เขียนว่าพวกม้งเกือบจะทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตให้ไปสหรัฐนั้นได้ขึ้นรสบัสแล้ว
อะไรเล่าจะบังเกิดต่อไปกับม้งที่ในประเทศไทยอีก 50,000 คน คือมี 38,000 คนที่บ้านวินัย และอีก 12,000 คนที่เชียงขาม ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยสหรัฐนั่นเอง ฤดูใบไม้ร่วงนี้เองเจ้าหน้าที่ผู้ลี้ภัยได้ส่งข้อเสนอให้แก่สภาและคณะกรรมการวุฒิสภา ผู้บริหารกำหดว่าจะรับผู้ลี้ภัยอิโดจีนไปอเมริกาจำวน 27,000คน รวมทั้งเวียดนามลี้ภัยในโครงการการผลักดันคนออกนอกประเทศของเวียดนามอีก 85,000 คน จำนวนม้ง 8,000 คน
ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคมและกันยายนจะมีการอพยพม้ง 5,500 คน ผู้สนับสุนโครงการผู้ลี้ภัยห่วงว่าการที่เอาม้งมาทีเดียวเป็นจำนวนมากจำทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายในหมู่บ้านเซลตรัลวลลี
การตั้งถิ่นฐานใหม่ในอเมริกาไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ม้งพอใจ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีทางเลือก ม้งไม่ต้องการจะกลับไปดินแดนลาวที่อยู่ภายใต้เวียดนาม และตราบเท่าที่ยังมีการต่อสู้ขัดขวางรัฐบาลเชื่อมโยงเกี่ยวกับบ้านวินัย ลาวก็ไม่ต้องการจะรับคนพวกม้ง การที่จะให้ม้งตั้งถิ่นฐานถาวรในไทยเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน การที่สนับสนุนพวกลี้ภัยจะยกขึ้นมาพูดกับไทยก็อันตรายสำหรับพวกม้งเท่าๆกับในบ้านวินัย
การเอาม้งไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นวิธืที่เลวน้อยที่สุดในขณะนี้สำหรับม้งลี้ภัย